รมว.แรงงานชี้แก้ที่พัก ต่างชาติมีแต่จะเป็นปัญหา

 

รมว.แรงงานให้ความเห็นหากมีการแก้ไขปัญหาที่พักแรงงานต่างชาติตามมาตรฐานที่มีการเรียกร้อง คาดจำนำปัญหาให้มากกว่า

วันนี้ (16 ก.พ.) อี แจ-กับ รมว.แรงงานกล่าวในสภาถึงประเด็นการแก้ไขที่พักแรงงานที่ไม่ดีก่อนรับแรงงานต่างชาติว่า

ที่พักต่างชาติ

“หากแบนที่พักต่างชาติที่ทำจากคอนเทนเนอร์หรือบ้านพักแบบโรงเรือนไวนิลตามฟาร์ม ฟาร์มเหล่านั้นก็ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับตระเตรียมพื้นที่ให้พักอาศัย ตามมาตรฐานที่พักแรงงานแล้วนั่นก็ยิ่งจะทำให้มีปัญหาตามมาเพิ่มขึ้น”

“หากยิ่งออกกฎบังคับให้นายจ้างจัดเตรียมที่พัก แต่มีการต่อต้านจากนายจ้างนั่นก็ยิ่งจะทำให้แรงงานต่างชาติมีปัญหาที่พักมากขึ้น เพราะนายจ้างจะไม่ใส่ใจสภาพที่พักแรงงานอีก”

อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมนโยบายใหม่ๆ ที่จะนำมาเป็นสวัสดิการต่อแรงงานในด้านอื่นๆ เช่น ความสะดวกสบายในชีวิตประจำกัน, สวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพ, สวัสดิการด้านวันหยุดและช่วงพักเบรค เป็นต้น

การประชุมครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อปรึกษาหารือในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างชาติในเกาหลี หลังมีเหตุแรงงานกัมพูชาจากไปเพราะสภาพสถานที่ทำงานส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงาน

ที่พักต่างชาติ

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

เจรจาเพิ่มไฟเซอร์ 3 ล้าน & โนวาแวกซ์ 20 ล้าน

 

รัฐบาลได้ทำสัญญานำเข้าวัคซีนเพิ่มโดยมีวัคซีนไฟเซอร์ 3 ล้านโดส และโนวาแวกซ์ 20 ล้านโดสสำเร็จ
ส่งผลให้ตอนนี้เกาหลีใต้มีวัคซีนสำรองแล้วที่สามารถใช้สำหรับประชาชน 79 ล้านคน

ไฟเซอร์

รัฐบาลได้เตรียมการจะนำวัคซีนไฟเซอร์ 500,000 โดส มาเริ่มแจกจ่ายและฉีดให้กับประชาชนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคม

และในส่วนวัคซีนโนวาแวกซ์นั้นจะเริ่มนำมาฉีดในช่วงไตรมาสที่สองราวๆเดือนเมษายน

ไฟเซอร์

นายกรัฐมนตรีช็องเซ-กยุน กล่าว
“ครึ่งปีแรกนั้นเราติดขัดบ้างในการนำวัคซีนเข้ามาใช้กับประชาชน เพราะส่วนใหญ่ทำสัญญานำเข้าวัคซีนมาได้จริงๆในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เราได้เจรจานำวัคซีนบางส่วนในช่วงครึ่งปีหลังที่เตรียมการไว้ก่อนแล้วเข้ามาใช้ก่อนบางส่วน”

“ผลของการเจรจาก็ได้รับวัคซีนมาใช้จริงในไตรมาสที่2 เป็นวัคซีนไฟเซอร์ 7 ล้านโดส (ฉีด 2 เข็ม) สำหรับ 3.5 ล้านคน”

“ส่วนวัคซีนโนวาแวกซ์จะมีฐานผลิตในเกาหลีซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะง่ายต่อการเข้าถึงการรับวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว”

ไฟเซอร์

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ตรวจ แรงงานต่างชาติ เข้ม “งานฟาร์มและโรงงานเตรียมตัว”

 

รัฐบาลเกาหลีเตรียมจะลงดำเนินการตรวจหาการระบาดตามสถานที่จ้างงานชาวต่างชาติ 100 แห่งในภาคเกษตรกรรมให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 มีนาคมนี้ เนื่องจากมีการติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่งเกิดขึ้นในบริษัทผลิตเนื้อสัตว์แห่งหนึ่งในเมืองยางจู จังหวัดคย็องกีโด (경기도 양주)

แรงงานต่างชาติ

นอกจากนี้ตำรวจและรัฐบาลท้องถิ่นจะตรวจสอบพื้นที่ที่มีประชากรต่างชาติกว่า 4,069 แห่ง รวมไปถึสำนักงานทรัพยากรบุคคล (เอเจ้นท์หางาน) อีกกว่า 938 แห่งทั่วประเทศ

วันนี้ (14 ..) เวลา 16.30 . เจ้าหน้าที่กักกันได้กล่าวในการบรรยายสรุปสถานการณ์โควิดรายวันว่า

รัฐบาลเกาหลีกำลังร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในกลุ่มผู้อพยพชาวต่างประเทศอย่างทั่วถึงโดยผ่านขั้นตอนการกักกันโรค เช่น การสถานที่แยกกักตัวหรือการแยกกักตัวเองเป็นเวลาสองสัปดาห์หลังจากเดินทางเข้าประเทศ

แรงงานต่างชาติ

สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางมาถึงเกาหลีแล้ว พวกเขามักจะมีปัญหาเรื่องที่ไม่คุ้นเคยกับกฎการกักกัน เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม

รัฐบาลกำลังทำการประชาสัมพันธ์กฎการกักกันและตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎตามสถานที่ที่ชาวต่างชาติจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ หรือสถานที่ทำงานที่พวกเขาทำงานอยู่

นอกจากนี้แรงงานต่างชาติ 16,000 คนที่ทำงานใน 7,000 แห่ง รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในเขตกรุงโซลจะได้รับการตรวจสอบเป็นรายบุคคลผ่านโทรศัพท์ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขการกักกันหรือไม่ จากเนื้อหาที่ตรวจสอบทางโทรศัพท์จะมีการตรวจสอบเข้มเน้นตามสถานอำนวยความสะดวกที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ

แรงงานต่างชาติ

นอกจากนี้รัฐบาลยังดำเนินการตรวจสอบการกักกันในร้านค้ามาร์ทนานาชาติ, ร้านอาหารนานาชาติ, คลับต่างชาติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19

ยอด ค้างค่าแรง ต่างชาติ 130,000 ล้านวอน “แรงงานต่างชาติจำจากไร้ค่าตอบแทน”

 

ต่างชาติหลายต่อหลายคนต้องเดินทางออกจากเกาหลีใต้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทวงค่าจ้างค้างจ่ายจากนายจ้างเกาหลี ทำงานเหนื่อยแต่ถูกโกงค่าจ้างจนต้องกลับกันมือเปล่า
จากรายงานของกระทรวงแรงงานและการจ้างงานพบว่าเมื่อปีที่แล้วมีการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานต่างชาติกว่า 130 พันล้านวอน และสาเหตุที่เข้าใจว่าทำให้มีปัญหาการเคลียร์ค่าจ้างค้างจ่ายนั้นส่วนใหญ่มาจากภาษาที่จะต้องสื่อสารกัน

นาง Sreyreak ชาวกัมพูชา เขาอายุ 23 ปีตอนที่เขาเข้ามาในเกาหลีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาได้ทำงานในฟาร์มเป็นเวลามากกว่า 10 ช.ม. ทุกวันและมีวันแค่ 2 วันต่อสัปดาห์
“ฉันทำงานทุกวันวันละกว่า 12-13 ช.ม. แต่มีวันหยุดเพียงแค่ 2 วัน มันเหนื่อยจริงๆ นะ”

แต่เงินเดือนของเขานั้นได้รับเพียง 50% หลังจากทำงานไปได้ 3 เดือน ยอดค้างค่าจ้างเริ่มสูงขึ้นจนกระทั่ง 11 ล้านวอนในเวลา 1 ปีกับอีก 6 เดือน

“นายจ้างบอกว่าจะจ่ายค่าจ้างในช่วงฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวเงินเดือนจะน้อยลงโดยจะให้ไว้พอค่าซื้อของตามร้านชำเท่านั้น”

เดือนหน้านี้วีซ่าเธอจะหมดลงและจะต้องเดินทางออกจากเกาหลี เธอเดินทางไปหานายจ้างที่ฟาร์มเพื่อขอรับค่าจ้างค้างจ่าย แต่พอกลับไปก็พบแต่ความว่างเปล่าไม่เหลือแม้แต่บ้านไวนิลที่เคยอาศัยอยู่ด้วยก่อนหน้านี้ กระนั้นก็ตามนายจ้างก็ยังไม่เต็มในที่จะจ่ายค่าจ้างให้เธออยู่ดี

บทสนทนาที่เธอพยายามสื่อสารกับนายจ้าง
นาง Sreyreak: ฉันต้องเดินทางกลับกัมพูชาแล้ว แต่ไม่มีเงินเลย และตอนนี้ฉันก็กำลังมีปัญหาการใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีเพราะเงินไม่มี
นายจ้างเกาหลี: ฉันจะเอาที่ไหนมาจ่าย ฉันไม่มีเงินเลยตอนนี้

นั่นคือสิ่งที่นายจ้างตอบกลับเธอมา

นอกจากนั้นแล้วมีเรื่องราวของนางสาวเอจากฟาร์มในเมืองมิรยาง จังหวัดคย็องซังนัมโด ได้ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน เธอเองก็ทำงานติดกันเป็น 10 ช.ม.ต่อวัน ตั้งแต่ 6 โมงเช้า ยกเว้นช่วงเวลากลางวัน แต่เธอกลับได้รับค่าจ้างเพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ได้รับเงินเดือนอีกเลยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

นางเอ แรงงานต่างชาติ
“เวลาพักเดียวของฉันคือเวลาพักเที่ยง นายจ้างบอกว่าผลเก็บเกี่ยวไม่มากพอที่จะจ่ายค่าจ้าง”

นายจ้างยอมรับว่าตัวเองไม่จ่ายค่าจ้างแต่เหตุผลที่ให้นั้นเพราะนางเอทำเขาขาดทุน

นายปาร์ค เจ้าของฟาร์ม
“นาเอเก็บเกี่ยว (깻잎) ชักช้าได้วันละแค่ 7 กล่องเอง ถ้าเก็บได้วันละ 14-15 กล่องฉันถึงจะจ่ายให้”

แรงงานเหล่านี้ไม่สามารถใช้สิทธิ์ประกัน 소액체당금 (การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน) ซึ่งเป็นประกันที่รัฐจะช่วยเรื่องค่าจ้างค้างจ่ายแทนนายจ้าง มีเพียงแค่คนงานที่ทำประกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม (산업재해보험) เท่านั้นที่สามารถขอรับประกัน 소액체당금 (ค่าสินไหมทดแทน) ได้สูงถึง 10 ล้านวอน อีกทั้งฟาร์มเป็นฟาร์มขนาดเล็กต่างชาติจึงไม่จำเป็นต้องมีการทำประกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม (산업재해보험) ตัวนี้ อย่างไรเสียก็ยังมีอีกประกันที่เรียกกันว่า 임금체불보증보험 (ประกันการจ่ายค่าจ้างล่าช้า) ที่มีไว้ให้ชาวต่างชาติแต่วงเงินสูงสุดเพียงแค่ 2 ล้านวอนเท่านั้น

[Kim Yi-chan / ผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนจาก ‘지구인의정류소’]
กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ได้นำเสนอให้นำชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน แต่ดูเหมือนว่านายจ้างจะไม่มีกำลังสามารถจ่ายเงินเดือนให้ได้ ในการเตรียมการสำหรับการแก้ปัญหานี้ มันยังมีระบบ소액체당금อยู่ แต่กลับมีการยกเว้นการให้บริการอย่างสมบูรณ์ต่อต่างชาติในที่มีเงื่อนไขไม่ตรงกำหนด

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว1, แหล่งข่าว2

ไทยในเกาหลี บ่มระงมคิวทำพาสปอร์ตเต็มใน 2 นาที!

 

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตไทยในเกาหลีใต้ได้เปิดให้มีการจองคิวเข้ารับการให้บริการต่อพาสปอร์ตต่อชาวไทยในเกาหลีใต้ แต่เว็บไซต์ที่ใช้ลงทะเบียนนั้นแจ้งกลับว่าคิวเต็มในช่วงเวลาสั้นๆแค่ 2 นาที!

 

 

เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19ในเกาหลีใต้ ส่งผลให้ระบบการทำงานส่วนราชการไทยในเกาหลีเริ่มมีการปรับวิธีการบริการให้เป็นไปตามนโยบายการป้องกันการระบาดของโควิด-19 ในระยะนี้

ด้วยการปรับวิธีการให้บริการจากเดิมที่ต้อง walk in เข้ามายื่นเรื่องขอใช้บริการ เปลี่ยนมาเป็นการยื่นเรื่องผ่านออนไลน์ที่ทางสถานทูตได้จัดเตรียมไว้ให้ประชาชนชาวไทยในเกาหลีใต้ทุกคนได้มีสิทธิ์เข้าใช้งาน ซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกสบายและประหยัดเวลาการทำงานได้มากขึ้น

 

 

 

แต่ผลตอบรับหลังจากเริ่มใช้งานระบบมาได้ 3-4 เดือนนี้ ค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก เนื่องจากความต้องการของชาวไทยในเกาหลีมีมากกว่าที่ทางการเปิดให้บริการในแต่ละเดือน

สิ่งที่ตามมาหากพาสปอร์ตหมดอายุแล้วไม่ได้ดำเนินการต่ออายุ

ยากต่อการใช้ทำธุรกรรมการเงินต่างๆ

ยากต่อการระบุตัวตนในกรณีอยู่ต่างแดน (พาสปอร์ตก็เหมือนบัตรประชาชนไว้ยืนยันตัวตนว่าเป็นใคร มาจากไหน) และต้องใช้พาสปอร์ตในการดำเนินการกับบางภาคส่วนของรัฐในเกาหลี เช่น การต่ออายุวีซ่า ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุข้างต้น ประชาชนชาวไทยในเกาหลีใต้ได้ออกมาบ่นกันระงมถึงความเดือดร้อนหลังจองคิวทำพาสปอร์ตไม่ทัน ลองแวะไปดูความเห็นกันดู

 

วิกฤติโซลอากาศหนาวสุดในรอบ 3 ปี

 

วันนี้เวลา 21:00 น. เป็นต้นไปอุณหภูมิจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ ทั่วประเทศเกาหลีใต้

มีการออกเตือนคลื่นความเย็นในกรุงโซลที่ถือว่าหนาวเย็นสุดในรอบ 3 ปี กรมอุตุนิยมวิทยาเผยคืนนี้ชาวโซลจะได้สัมผัสกับอากาศที่หนาวที่สุดทั่วโซล

ในช่วง มกราคม ปี 2018 นั้น กรุงโซลเคยออกประกาศเตือนคลื่นความเย็นต่ำสุดมาแล้ว และวันนี้จะเป็นอีกปีที่จะได้สัมผัสกับความรู้สึกหนาวสุดๆ แบบนั้น

การเตือนคลื่นความหนาวนั้นปกติจะมีการเตือนเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า -15 องศาเป็นต้นไป

 

อากาศหนาวสุด

 

บางพื้นที่ในคย็องกีโด, คังวอนโด, ชุงช็อง, คย็องบุก ได้มีการออกประกาศเตือนถึงคลื่นความเย็นเฉียบพลันนี้ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 21:00 น. วานนี้และวันนี้ชาวโซลก็ได้รับประกาศเตือนเช่นกัน

นอกจากนั้น การออกคำเตือนคลื่นความเย็นเฉียบพลันยังรวมไปถึงพื้นที่ดังต่อไปนี้ ทั่วพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ, ทั่วคังวอนโด, ทั่วจอลลาโด, อินชอน และควังจู

ในขณะที่บางส่วนของชุงนัม, บริเวณภาคพื้นดินคย็องซังบุกโด, และแทกู ยังอยู่ในระหว่างการมอนิเตอร์คลื่นความเย็นเฉียบพลัน

กรมอุตุนิยมวิทยาได้เตรียมการพิเศษทันทีหลังพบคลื่นความเย็นเฉียบพลัน และจะออกประกาศเตือนเป็นระลอกเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้อุณหภูมิช่วงเช้าอยู่ -15 องศา และภาคกลางลงมายังตอนล่างของเกาหลีใต้อุณหภูมิอยู่ที่ -10 องศา แม้แต่ตอนนี้แม่น้ำฮันแม่น้ำสายหลักของเกาหลีใต้ได้กลายเป็นลานน้ำแข็งไปเสียแล้ว

 

อากาศหนาวสุด

 

กรุงโซลจะเจอหิมะตกหนักตั้งแต่เวลา 18:00 – 24:00 น. เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง หลังจากนั้นเมฆหิมะจะเคลื่อนที่ลงไปทางตอนใต้และทางตอนใต้จะเริ่มได้รับผลกระทบของหิมะตกเช่นกันกับโซล

 

ผู้เชี่ยวชาญการพยากรณ์อากาศเผย

“คลื่นความหนาวเฉียบพลันจะเข้าปกคลุมโซลคืนนี้หลังเวลาเลิกงานขอให้ประชาชนทุกคนระมัดระวังในการสัญจรไปมา ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดูแลสุขภาพเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายให้มากที่สุด รวมไปถึงท่อน้ำที่อาจจะเย็นจนเป็นน้ำแข็งไม่สามารถใช้งานได้ และอีกทั้งพืชผลการเกษตรภายใต้อากาศหนาวเฉียบพลันเช่นนี้”

 

อากาศพรุ่งนี้เช้าจะต่ำลง 2-4 องศา และเย็นวันพรุ่งนี้อากาศจะลดลงกว่าวันนี้ถึง 5-10 องศา

 

อากาศหนาวสุด

ชอน่านรุกหาเส้นทางเชื้อผ่าน GPS “มาตรการเชิงรุก ผีน้อยชอน่าน เช็คโควิดฟรี”

 

นับตั้งแต่มีการยืนยันการติดเชื้อในคนไทยรายแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ก็พบคนไทยอีก 31 คนที่ได้รับการยืนยันเพิ่มในวันที่ 24 ธันวาคม ทำให้ยอดรวมคนไทยติดเชื้อทั้งสิ้น 32 คน

มีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อหลังเกิดการระบาดทั้งหมด 91 คน ผลตรวจหาเชื้อเป็นบวก 31 คน และผลตรวจเป็นลบ 32 คน รอผลตรวจเพิ่มอีก 28 คน อย่างไรก็ตามอาจจะมีกรณีที่ได้รับการยืนยันเพิ่มเติมจาก 28 รายที่ยังรอผลตรวจอยู่

 

ผีน้อยชอน่าน

 

ผู้ติดเชื้อยังได้รับการยืนยันว่าได้แวะไปที่ W-Mart ซึ่งเป็นสถานที่ๆ คนไทยที่ทำงานตามฟาร์มและโรงงานใกล้เคียงแวะเข้าไปใช้บริการ แรงงานไทยบางส่วนก็มีการระบุตัวแล้วว่าเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

 

เจ้าหน้าที่เมืองชอน่านกล่าว

“คนไทย 32 คน ที่อาศัยอยู่ในชอน่านได้รับการยืนยันว่าเป็นโควิด -19 จริง”

“ร้าน W-Mart มีการจำหน่ายวัตถุดิบอาหารจากทั่วทุกมุมโลก จึงมักเป็นสถานที่ๆ ชาวต่างชาติ รวมถึงคนงานชาวไทยที่ทำงานตามโรงงานและฟาร์มใกล้เคียงมักจะแวะมากระจุกตัวอยู่บริเวณชั้น 2 ของ W-mart”

 

ผู้ติดเชื้อบางรายถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายทำให้ยากต่อการติดตามเส้นทางการติดต่อกับคนอื่น เนื่องจากธรรมชาติของผู้อพยพผิดกฎหมายแล้ว พวกเขาไม่เต็มใจที่จะแจ้งหรือบอกรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางไปไหนมาไหนของตนเอง เมืองชอน่านจึงได้เตรียมแผนที่จะตรวจสอบเส้นทางไปมาของผู้ติดเชื้อผ่านระบบ GPS และการใช้งานบัตรเดบิตหรือเครดิตของแรงงานไทยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อแทน

 

ผีน้อยชอน่าน

 

เมืองชอน่านยังได้ออกประกาศว่าจะมีการตรวจหาโควิด-19 ให้กับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงวีซ่าและจะดำเนินการตรวจหาเชื้ออย่างเต็มรูปแบบในกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ชนบท (รวมถึงผู้อพยพผิดกฎหมายด้วย)

จะมีการจัดตั้งศูนย์คัดกรองเคลื่อนที่ในแต่ละพื้นที่ชนบทของชอน่านเพื่อทำการตรวจหาผู้อาจจะติดเชื้อให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้แล้วได้มีการจัดตั้งคลินิกคัดกรองชั่วคราวบริเวณศาลากลางชอน่านเพื่อให้ชาวบ้านในท้องถิ่นชอน่านได้รับการตรวจ COVID-19 ฟรีด้วย!

 

[เช็คพิกัดที่ตั้งคลินิกชั่วคราว]
https://goo.gl/maps/RSFiQhRVMNFhSYuP9

 

ผีน้อยชอน่าน

แรงงานไทยดับ ในเกาหลี 522 ชีวิต

 

ข้อมูลจากมูลนิธิทอมสันรอยเตอร์เผยตั้งแต่ปี 2015 มีจำนวนชาวไทยดับในเกาหลีใต้อย่างน้อย 522 รายโดยเป็นแรงงานผีน้อยกว่า 84% (ข้อมูลโดยสอท.ไทยในเกาหลีซึ่งได้รับข้อมูลจาก FOI (Freedom Of Information) จากสถิติพบ 4 ใน 10 รายที่ดับโดยไร้สาเหตุ ในขณะที่รายอื่นๆ มีปัญหาทางสุขภาพ, อุบัติเหตุและการปลิดชีพตนเอง

ตามที่มีการเผยข้อมูลใหม่จากทางสอท.ไทยในเกาหลีใต้ จำนวนของแรงงานไทยที่ดับนั้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ แค่กลางเดือนธันวาคมก็มียอดสูงถึง 122 รายแล้วท่ามกลางการตื่นตระหนกของแรงงานไทยกับสถานการณ์โควิด-19ในเกาหลีใต้

ในปี 2015-2018 ยอดแรงงานไทยดับกว่า 283 รายสูงกว่าแรงงานต่างชาติๆอื่นๆ (สถิติไม่นับรวมปี 2019-2020)

Nilim Baruah ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (U.N) หรือ ILO (International Labour Organization) เผย

“จากข้อมูลที่ได้มานั้นน่าเป็นห่วงและควรต้องมีการเรียกร้องให้สืบหาข้อมูลด้านนี้ แรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอาศัยอย่างถูกต้องมักเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้รับการปกป้องและดูแลทั้งด้านสุขภาพและความปลอดภัยซึ่งนั้นค่อนข้างน่าเป็นห่วงนัก”

 

แรงงานไทยดับ

 

ปัจจุบันนี้แรงงานในสมัยก่อน, นักกิจกรรม, และข้าราชการการไทยในเกาหลีเผยว่า แรงงานผีน้อยในเกาหลีมักจะต้องทำงานเกินเวลา, ไม่มีสวัสดิการด้านสุขภาพ, และเมื่อไหร่ที่พบกับความไม่ยุติธรรมพวกเขามักจะหลีกเลี่ยงการแจ้งความเพียงเพราะกลัวโดนเนรเทศออกจากประเทศหากถูกจับได้ว่าลักลอบพำนักอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

นักกิจกรรมรายหนึ่งเผย ข้อมูลของแรงงานเหล่านี้ไม่ได้มีการถูกนำมาเผยในสาธารณะทำให้รัฐบาลไม่ได้ให้ความใส่ใจในเรื่องกฎหมายแรงงานและสวัสดิการของพวกเขาท่ามกลางเหตุการณ์โควิดที่กำลังระบาดทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาวะการณ์ที่สุ่มเสี่ยง

ทางด้าน U.N.ฝ่ายองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (IOM: InternationalOrganization for Migration) เผยว่าเหตุการณ์ไม่ควรจะมองข้ามและเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ทำให้มูลนิธิทอมสันรอยเตอร์ต้องเข้ามาจับตามองสถานการณ์นี้

ทางด้านกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงแรงงาน, และกระทรวงการต่างประเทศต่างออกมาปฏิเสธข้อมูลข้างต้น และสอท.เกาหลีใต้ในประเทศไทยเองก็ไม่มีความเห็นใดๆกับข้อมูลดังที่กล่าวมา

แรงงานไทยกว่า 460,000 รายที่ทำงานในต่างประเทศทั้งพำนักแบบถูกกฎหมายและแบบลักลอบเข้าไปทำงานประเทศเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศยอดฮิตของชาวไทยที่ได้แวะเวียนมาขายแรงสูงถึง 185,000 คนเพราะค่าแรงที่สูงกว่าในไทยหลายเท่า

และเหตุการเดินทางเข้าได้ง่ายนั้นก็เพราะทั้งสองประเทศมีการทำสนธิสัญญาการเข้าประเทศแบบฟรีวีซ่ามาตั้งแต่ปี1981 มีผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเผยว่าชาวไทยได้หลบเข้ามาในเกาหลีมากสุดในช่วงงานโอลิมปิกฤดูหนาวที่พย็องชางในปี 2018 และลักลอบทำงานตามโรงงานและฟาร์มตั้งแต่นั้นมา

 

แรงงานไทยดับ

 

หน้าที่เราคือทำงานเสี่ยง, งานสกปรก, และงานหนัก

แรงงานที่เดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้นเรียกว่า “แรงงาน EPS” ที่จัดส่งเข้ามาโดยกรมแรงงานไทย แต่หากใครที่เดินทางเข้ามาโดยผ่านการจัดหางานของนายหน้าส่วนบุคคลนั้นเป็นที่รู้จักกันในนาม “ผีน้อย” ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะพำนักอยู่เกินระยะเวลาวีซ่า 90 วันและมักได้รับค่าจ้างอยู่ราวๆ 1.2 ล้านวอน ($1,100) คิดเป็น 3 เท่าของเงินเดือนในประเทศไทย

ทางสถานทูตยอมนั้นจะมีหน้าที่ดูแลชาวไทยในต่างแดนแต่การเข้าถึงข้อมูลของแรงงานผีน้อยนั้นเป็นเรื่องยาก และข้อมูลของแรงงานไทยดับในเกาหลีนั้นก็เป็นการรวบรวมข้อมูลมาจากรายงานจากโรงพยาบาลหรือไม่ก็ตามสถานีตำรวจ ส่วนการหาสาเหตุการจากไปของแต่ละรายนั้นก็ติดตามผ่านทางการชันสูตรแต่ไม่ได้มีการให้ข้อมูลในที่สาธารณะ

มูลนิธิทอมสันรอยเตอร์สัมภาษณ์ นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ อัครราชทูตที่ปรึกษาสอท.ไทยในเกาหลีใต้ผ่านโทรศัพท์

“หลายคนจากไปขณะที่ยังหลับ คล้ายๆว่าทำงานหนัก และมีปัญหาสุขภาพส่วนตัวแต่ไม่ได้รับการรักษา ส่วนมากจะทำงานทั้งหนักสกปรกและยากที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาล” นายบัญชากล่าว

อูซัมย็อล ผู้จัดการกลุ่มแรงงานก็ให้สัมภาษณ์ต่อมูลนิธิทอมสันรอยเตอร์เช่นกันว่า

“แรงงานที่ไม่มีวีซ่านั้น ยากที่จะเข้าถึงการรักษาพยาบาล เนื่องจากค่ารักษานั้นสูงลิบกว่า 10 ล้านวอน ($9,140) หลายคนที่ป่วยรวมทั้งชาวไทยต้องอดกลั้นกับอาการป่วยจนต้องสิ้นใจไปหลายราย”

ทางด้านเกาหลีใต้หลังมีเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นกับชาวต่างชาติในเกาหลีกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนเกาหลีก็ออกมาแนะนำให้กระทรวงยุติธรรมยุติการจากไปแรงงานต่างชาติ เช่น การเรียกร้องให้รับผิดชอบในอุบัติเหตุจากการปราบปราม และให้หยุดการปราบปรามที่รุนแรงต่อแรงงานผีน้อย

ทางกระทรวงยุติธรรมยอมรับการเรียกร้องบางส่วนและพยายามจะปราบปรามให้อยู่ในขอบเขตและเสริมสร้างความระมัดระวังมากขึ้น

“พวกเราเป็นผีน้อย”

 

แรงงานไทยดับ

 

มูลนิธิทอมสันรอยเตอร์ยังได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์อดีตและแรงงานผีน้อยชาวไทยในปัจุบันกว่า 7 คนที่ทำงานในเกาหลี พวกเขาเผยว่าได้รับเงินน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำและเวลาทำงานจะมากกว่าที่กฏหมายกำหนดตามแต่ละเงื่อนไขหรือสาขางานที่ทำแต่ก็ทั้งเสี่ยงอันตรายและยังสกปรก

นิด (นามสมมุติ) สาวไทยผู้เคยทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในโมเต็ลในช็องจูเธอล้มป่วยในเดือนกรกฎาคมเธอทำงาน 15 ชั่วโมงต่อวันและมีวันพักแค่วันเดียวในหนึ่งเดือน แต่เมื่อเธอป่วยทำให้เธอต้องหยุดงานไปเกือบ 4 เดือน

“ในตอนนั้นฉันนึกว่าฉันจะหลับไม่ตื่นอีกเลยเสียอีก” คำบอกกล่าวของนิดที่ตอนนี้ทำงานเป็นหมอนวด เธอเข้ามาทำงานในเกาหลีตั้งแต่ปี 2016 ผ่านการจัดหางานจากนายจ้างที่มีค่าจัดหางานกว่า 100,000 บาท ($3,300) เธอเผยว่าหลังตัวเธอได้ล้มป่วยลงเธอได้ติดต่อสทอ.ไทยในเกาหลีเพื่อขอบินกลับแต่เธอต้องรอต่อคิวบินกลับที่ตอนนี้ยาวยัน10,000 กว่าคิว

“เพราะเราเดินทางเข้ามาแบบผีน้อย เราก็จำต้องอดทนต่อสถานการณ์แบบนี้แหละ” เธอกล่าวผ่านโทรศัพท์

อย่างไรก็ตามก็มีองค์กรบางองค์กรที่ให้ความสะดวกต่อแรงงานผีน้อยโดยมีการเตรียมประกันสุขภาพให้แรงงานผีน้อย เช่น ศูนย์สวัสดิการต่างชาตินัมยางจู แต่สถานการณ์โควิดกลับทำให้การดำเนินการติดขัด

อีย็อง บาทหลวงที่ทำงานในองค์กรช่วยเหลือต่างชาติเผย

“ยกตัวอย่างชาวต่างชาติผีน้อยหลายคนที่ต้องการที่ต้องการยารักษาโรคเบาหวาน แต่ด้วยสถานการณ์โควิดทำให้บริการฟรีของเราต้องชะงัก และนั่นยิ่งทำให้พวกเขาเหล่านั้นอาการแย่ลง”

ในเดือนเมษายนทางหน่วยงานกักกันโรคได้ออกนโยบายสกัดกั้น “จุดบอดในการกักกันโรค” โดยมีการอนุญาติให้แรงงานผีน้อยมีสิทธิ์เข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิดได้ฟรีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งตัวกลับประเทศ  กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีเผยต่อมูลนิธิทอมสันรอยเตอร์ด้วยว่า มีการเปิดโอกาสให้แรงงานผีน้อยรายงานตัวกลับโดยสมัครใจโดยไม่มีการจ่ายค่าปรับใดๆ ในช่วงเกิดการระบาดของโควิด และช่วงเวลาดังหล่าวทางสอท.ไทยในเกาหลีใต้ก็ได้ช่วยให้แรงงานผีน้อยไทยเดินทางออกจากเกาหลีกว่า 10,000 คนในปีนี้

ทำงานไร้ซึ่งกฎหมายรองรับสิทธิ์

แรงงานไทยที่เดินทางเข้ามาในเกาหลีใต้ผ่านกรมการจัดหางานที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นจะมีสิทธิ์คุ้มครองทั้งตัวแรงงาน EPS และครอบครัวของแรงงาน

“แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือ แรงงานผีน้อย หากเกิดอะไรขึ้นมักจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกฎหมายใดๆ”

 

แรงงานไทยดับ

 

แม้มีความพยายามในการยับยั้งการลักลอบเดินทางเข้ามาทำงานอย่างมิชอบด้วยกฎหมายและมีการปราบปรามแหล่งเอเจ้นท์นำเข้าแรงงานผิดกฎหมายแล้วก็ตามแต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หมด ควรที่จะมีการปรับปรุงกฏระเบียบที่จะช่วยให้แรงงานเดินทางไปทำงานง่ายขึ้นกว่านี้มากกว่า โรยทราย วงศ์สุบรรณ ตัวแทนองค์กรเดอะฟรีดอมฟัน (The Freedom Fund) ซึ่งทำงานด้านการต่อต้านการใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ออกมากล่าวว่าสังคมไทยยังมีมุมมองและอคติไม่ดีต่อแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายหมายเหล่านี้

อดีตแรงงานข้ามชาติรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนกล่าวว่า เมื่อปี 2014 เขาต้องจ่ายเงิน 120,000 บาท ($4,000) ให้กับนายหน้าชาวไทยเพื่แลกกับการมาทำงานในเกาหลีใต้ แต่ต้องมาลงเอยด้วยการทำงานในฟาร์มเลี้ยงหมูในเมืองแทกูซึ่งเขาต้องทำงานแบบไม่มีแม้วันหยุด

อีกทั้งเขาเองก็ไม่ได้รับเงินเดือนหลังจากผ่านไปสามเดือน ชายวัย 51 ปีคนนี้จึงตัดสินใจหนีออกจากที่ทำงาน ก่อนออกเดินทางออกมาจากที่ทำงานนั้นเขาบอกว่าเขาได้เขียนข้อความเป็นภาษาไทยบนผนังห้องนอนเพื่อเตือนคนอื่น ๆที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ว่า

“ถึงเพื่อนคนไทย: ถ้าคุณถูกส่งมาทำงานที่นี่ ระวังจะไม่ได้รับเงินค่าจ้าง”

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

 

ต่างชาติสาว ดับปริศนาคาบ้านไวนิล

 

ช่วงนี้ด้วยอากาศเริ่มหนาวขึ้นทั่วประเทศมาตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมามีการเปิดเผยเหตุแรงงานต่างชาติชาวกัมพูชา นางสาว ซกเฮง (Sok Heng) วัย 31 ปี ถูกพบนอนดับในบ้านไวนิลในแห่งหนึ่งในฟาร์มเมืองโพชอน จังหวัดคย็องกีโด

ร่างของเธอถูกพบโดยเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งกลับมาจากพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์และกลับมายังที่พักก่อนจะพบเข้า ทางเจ้าหน้าหน้าที่ตำรวจเองได้รับรายงานถึงเหตุดังกล่าวและมีการตรวจพบร่องรอยของเลือดข้างๆ ร่างของเธอ

 

ต่างชาติสาว

 

เธอจากไปด้วยสภาพร่างกายท่อนบนและล่างยังอยู่ครบภายใต้ผ้าห่ม จากการตรวจสอบหาเชื้อโควิด-19 นั้นพบว่าผลตรวจเชื้อออกมาเป็นลบ

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนฯคิมดันซุนจากศูนย์ช่วยเหลือชาวต่างชาติในโพชอนเผยว่าอาจจะเป็นที่ว่าสาเหตุการดับครั้งนี้เกิดจากสภาพอากาศที่ทำให้เธอจบชีวิตลงเช่นนั้น

 

ต่างชาติสาว

 

ตามคำให้การของเพื่อนร่วมงานที่อาศัยอยู่ด้วยกันในหอพักนั้นพบว่าที่พักมักจะถูกตัดไฟฟ้าและเมื่อวันศุกร์ (18 ธ.ค.) ไฟฟ้าก็ถูกตัดไปด้วย

บาทหลวงคิมคาดการณ์ว่า เพราะไม่มีเครื่องทำความอุ่นในที่พักบวกกับสภาพอากาศในพื้นที่ที่อยู่นั้นเกือบ -20 องศาจึงคาดว่านั้นอาจเป็นสาเหตุครั้งนี้ก็เป็นได้

 

ต่างชาติสาว

 

อย่างไรก็ตามจะต้องมีการสืบสวนสาเหตุการจากไปของนางสาวซกเฮงอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งและต้องกำจัดที่พักที่ไม่ได้มาตราฐานนี้ออกโดยเร็ว การชันสูตรร่างของเธอมีกำหนดในวันที่ 24 ธ.ค. นี้

ปกติแล้วเหตุการดับเพราะความหนาวนั้นสามารถประเมินได้ด้วยตาเปล่าแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อหลังเห็นที่เกิดเหตุ

 

ต่างชาติสาว

 

ประวัติการเดินทางเข้ามาทำงานในเกาหลีใต้ของ นางสาวซกเฮง นั้นเธอเดินทางเข้ามาประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2016 และทำงานมาเป็นเวลากว่า 4 ปี 8 เดือนแล้ว อีกเพียงแค่ 2 เดือนเธอก็จะได้กลับบ้านไปพักแต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้กลับพรากเธอจากไปแบบไม่มีวันหวนกลับเสียก่อน

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว1, แหล่งข่าว2

 

เจาะลึกไขข้อสงสัย มาตรการกักกันพิเศษ ปีใหม่นี้

ตามที่เจ้าหน้าที่กักกันโรคตัดสินใจใช้มาตรการกักกันพิเศษทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 24 ธันวาคมถึง 24.00 น. ของวันที่ 3 มกราคม เรามาทำความเข้าใจกับมาตรการนี้กันก่อนว่าจะนำมาใช้อย่างไรบ้าง

 

1. งดกิจกรรมแบบตัวต่อตัวตาม สถานอำนวยความสะดวกทางศาสนา

สถานอำนวยความสะดวกทางศาสนาตามมาตรการกักกันโรคในระดับ 2.5 ห้ามมีการร่วมกิจกรรมแบบตัวต่อตัว, ห้ามการประชุม, และห้ามมีการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสถานที่ทางศาสนานั้นๆ

2. ลงพื้นที่ตรวจเข้มตามสถานที่ที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัว

นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะเสริมสร้างการจัดการการกักกันโรคโดยดำเนินการตรวจสอบตามสถานที่ทำงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเข้มงวด เช่น ศูนย์คอลเซ็นเตอร์และพื้นที่อยู่อาศัยที่มีแรงงานต่างชาติกระจุกตัวอยู่

 

มาตรการกักกันพิเศษปีใหม่

 

3. การนั่งร้านอาหารงดรวมตัวกันเป็นกลุ่มเกิน 5 คน

ขอแนะนำอย่างยิ่งให้งดการสังสรรค์ส่วนตัว งดรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน งดงานปาร์ตี้ ฯลฯ ที่มีการรวมตัวกันของคนรู้จักเกิน 5 คน

ห้ามจองห้องอาหารเกิน 5 ที่ต่อโต๊ะ หรือเข้าร่วมรับประทานอาหารเกิน 5 คน และหากฝ่าฝืนผู้ประกอบการจะถูกปรับเป็นเงินไม่เกิน 3 ล้านวอน และผู้ใช้บริการก็จะถูกปรับไม่เกิน 100,000 วอน

* ไม่นับกรณีสมาชิกครอบครัวเดียวกันรับประทานอาหารด้วยกันที่บ้าน

 

มาตรการกักกันพิเศษปีใหม่

 

4. ปิดโรงภาพยนตร์หลัง 21:00 น.

โรงภาพยนตร์จะปิดให้บริการหลังเวลา 21:00 น. หากมีการเข้าใช้งานโรงภาพยนตร์ต้องนั่งห่างกัน 1 ที่นั่ง ส่วนคอนเสิร์ตต้องนั่งห่างกัน 2 ที่นั่ง

 

มาตรการกักกันพิเศษปีใหม่

 

5. เสริมสร้างระเบียบการกักกันสำหรับห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่

การเสริมสร้างกฎการกักกันโรคตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ จำเป็นต้องตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าห้างและห้ามยืนลองชิมสินค้าตัวอย่างตามอิสระ เพื่อลดสถานการณ์การถอดหน้ากากลง และเพื่อหยุดอีเว้นต์ในอาคารที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันนั้นจะมีการลดระยะเวลาการใช้งานหรือห้ามใช้พื้นที่จัดอีเว้นต์

6. สกีรีสอร์ทหยุดดำเนินการ

สถานอำนวยความสะดวกสำหรับกีฬาฤดูหนาว เช่น สกีรีสอร์ท สถานเล่นรถเลื่อนหิมะ และลานสเก็ตจะถูกห้ามให้บริการทั่วประเทศจนถึงเวลาที่กำหนด มาตรการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการควบคุมการระบาดของเชื้อโควิด -19 เมื่อไม่นานมานี้ที่เกิดขึ้นที่สกีรีสอร์ทในคังวอนโด

 

มาตรการกักกันพิเศษปีใหม่

 

7. จำกัดการจองที่พักที่ไม่เกิน 50%

สถานอำนวยความสะดวกจำพวกที่พัก เช่น รีสอร์ท, โรงแรม, เกสต์เฮาส์ ฯลฯ จะถูกจำกัดการจองไว้ที่ไม่เกิน 50% ของห้องที่มีอยู่ หากมีการจองห้องมากกว่า 50% ของห้องที่มี ห้องที่จองเกินมานั้นต้องยกเลิกและให้อธิบายต่อผู้ใช้บริการให้รับทราบ

8. ปิดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกในช่วงปีใหม่ สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ และสวนสาธารณะของรัฐซึ่งมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมนั้นจะปิดให้บริการในช่วงปลายปีและจะถูกจำกัดการเข้าถึงด้วย

*สถานที่ที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นในวันปีใหม่ที่จะถูกปิดให้บริการ เช่น จองดงจินในคังนึง (강릉 정동진), คันจอลก๊ตในอุลซาน (울산 간절곳), โฮมิก๊ตในโพฮัง (포항 호미곶) , และภูเขานัมซานในกรุงโซล (서울 남산공원)

 

มาตรการกักกันพิเศษปีใหม่

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว