เกาหลีค่าจ้างขั้นต่ำโต 9.2% อันดับ 1 ในเอเชีย

อัตราค่าจ้างในเกาหลีใต้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2016 – 2020) มีอัตราค่าจ้างเฉลี่ยสูงขึ้นมากที่สุดในบรรดาประเทศต่างในเอเชีย

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. สภาอุตสาหกรรมเกาหลีได้เผยถึงการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงค่าจ้างขั้นต่ำใน 18 ประเทศในเอเชียโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2011 จากการจัดทำสถิติของ ILO พบว่าอัตราการเติบโตของค่าจ้างขั้นต่ำประจำปีของเกาหลีสูงที่สุดที่ 9.2%

จากรายงานได้ระบุถึงอัตไว้ดังต่อไปนี้ เกาหลี 9.2%, อินโดนีเซีย 8.9%, กัมพูชา 7.9%, เมียนมาร์ 7.5%, เวียดนาม 6.0%, ปากีสถาน 5.7%, นิวซีแลนด์ 5.3%, ลาว 5.1%, มาเลเซีย 4.7%, ไต้หวัน 4.4%, ฮ่องกง 3.6%, จีน 3.2%, ออสเตรเลีย 2.9%, ญี่ปุ่น 2.9%, อินเดีย 2.4%, ฟิลิปปินส์ 2.3%, ไทย 1.3%, ศรีลังกา 0%

ค่าจ้างขั้นต่ำ

ข้อมูลที่เปิดเผยข้างต้นนั้นพบว่า ไทย, ศรีลังกา, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, และญี่ปุ่น ได้เห็นว่าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นในระดับที่ต่ำสุด

ว่าด้วยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นจำต้องมีการพิจารณาจากผลกระทบต่อไปนี้ อาทิเช่น เงินเฟ้อ, การสูญเสียอาชีพการงาน, และการส่งออก ตั้งแต่ปี 2010 ถึงปี 2019 อัตราเงินเฟ้อในเอเชียมีการให้ข้อมูลดังนี้ เงินเฟ้อในเวียดนามอยู่ที่ 6.2%, 4.5% ในลาว, 4.2% ในกัมพูชา, 3.5% ในไทย, และ 3.3% ในเกาหลี

เกาหลีได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่าการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อนั้นจึงสวนกระแสต่อการสูญเสียอาชีพการงานและการส่งออก อย่างไรก็ตามนโยบายของรัฐบาลเกาหลีใต้คือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ

ค่าจ้างขั้นต่ำ

 

[ผลจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ]

1. ปรับปรุงความไม่เท่าเทียมกันของค่าจ้าง

ในความเป็นจริงเกาหลีขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างรวดเร็วซึ่งนำไปสู่การขึ้นค่าจ้างสำหรับคนงานทุกคน ทำให้ค่าจ้างผู้ที่ได้รับค่าจ้างต่ำนั้นสูงขึ้นไปด้วย ตามที่กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน ‘고용형태별근로실태조사 (2018 년)’ ระบุว่าอัตราการเติบโตของเงินเดือนเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ 12.3% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแรงงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำได้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 19.8% ดังนั้นความไม่เท่าเทียมกันในด้านค่าจ้างจึงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2. การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้มีการเลิกจ้างงานเพิ่มขึ้นหรือไม่? บอกเลยว่าไม่จริง

ในปี 2558 OECD ประกาศว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียงานแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาที่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างรวดเร็วมีผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นและอัตราการว่างงานก็ลดลง

ค่าจ้างขั้นต่ำ

3. เพิ่มการบริโภคเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

หากค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้นการบริโภคของคนงานที่ได้รับค่าจ้างต่ำก็จะเพิ่มขึ้นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การบริโภคที่เพิ่มขึ้นช่วยส่งเสริมการเติบโตของยอดขาย และการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง

4. การส่งออกลดลงเนื่องจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ? และนักท่องเที่ยวน้อยลงจริงหรือ?

เข้าใจว่าส่วนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการส่งออกที่ลดลงและนักเดินทางลดลง แต่อย่างไรก็ตามหากต้องการเพิ่มการส่งออกให้มากขึ้นนั้นใช่ว่าจะต้องกดค่าแรงให้ต่ำลง นี่ไม่ใช่สังคมที่ดีต่อสุขภาพ

ในทางกลับกันนั้นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำจริงๆ แล้วก็มีผลในการปรับปรุงผลิตภาพแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงานยังส่งผลดีต่อการส่งออก นอกจากนี้เนื่องจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้เดินทางที่ลดลง ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือ คนงานสามารถออกแบบชีวิตที่มั่นคง อาทิ การลงทุนในตัวเองหรือลูก ๆ เพิ่มขึ้นอีก และมีความหวังในอนาคตมากขึ้น

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว1, แหล่งข่าว2

 

เกาหลีเชื่อมั่น สร้างภูมิคุ้มกัน ทั่วประเทศ พ.ย. นี้แน่

มีการคาดการณ์จากหน่วยงานกักกันโรคว่า การกระจายของโควิด-19 จะไม่มากนักและก่อนพฤศจิกายนนี้คาดว่าการควบคุมโรคจะบรรลุตามเป้าหมายการ “สร้างภูมิคุ้มกันทั่วประเทศ”

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ควอนจุนวุค บรรยายในศูนย์ประชุมสถานการณ์โควิด “ดัชนีการแพร่เชิ้อโควิด-19 ในเกาหลีใต้นั้นต่ำกว่า 1.0 ในกรณีที่มีการแพร่เชื้อต่ำเช่นนี้จะสามารถเห็นผลของวัคซีนได้เร็วขึ้น แม้ภูมิคุ้มกันของกลุ่มจะต่ำก็ตาม”

สร้างภูมิคุ้มกัน

ดัชนีการแพร่ของเชื้อคือตัวบ่งชี้บุคคลที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อคนหนึ่งจะนำเชิ้อไปติดกับบุคคลอื่น ซึ่งหมายความว่าจำนวนผู้ที่ได้รับการยืนยันการติดเชิ้อจะลดลงหากดัชนีมีค่าน้อยกว่า 1 ในทางกลับกันจำนวนผู้ที่ได้รับการยืนยันจะเพิ่มขึ้นหากดัชนีมีมากกว่า 1

“เราสามารถทำได้ตามเป้าหมายของเราภายในเดือนพฤศจิกายนนี้แน่นอน และผลการป้องกันจะส่งผลให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชนก่อนพฤศจิกายนนี้”

สร้างภูมิคุ้มกัน

ควอนจุนวุคเผยถึง 3 สิ่งที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโดยรวมทั้งประเทศได้เร็วขึ้นคือ ▲การมีส่วนร่วมในการเว้นระยะห่างทางสังคม▲อัตราการฉีดวัคซีนและประสิทธิภาพวัคซีนสูง▲การสื่อสารที่กระตือรือร้นและความโปร่งใสของรัฐบาลและประชาชนในกระบวนการฉีดวัคซีน

ควอนจุนวุค ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคอธิบายว่า สภาวะของภูมิคุ้มกันโดยรวมนั้นหากมีประชากร 1 ใน 3 (1/3) ได้รับภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีน และหากดัชนีการแพร่เชื้อต่ำกว่า 1.5 ก็จะสามารถป้องกันโควิด -19ได้สำเร็จ

มองในความเป็นจริงแล้วหากไม่มีหน้ากากอนามัยแลัไม่ความการเว้นระยะห่างทางสังคมดัชนีการแพร่ระบาดของโควิดจะอยู่ที่ 2.2 ~ 3.3 หากดัชนีการแพร่อยู่ที่ 2.8 ประชากรก็ควรจะต้องมีภูมิคุ้มกันที่ 63%~64% ของประชากรทั้งหมด

สร้างภูมิคุ้มกัน

“เนื่องจากเกาหลีมีดัชนีการแพร่กระจายอยู่ที่ประมาณ 1 เพราะผู้คนสวมหน้ากากอนามัยและรักษาระยะห่างทางสังคม หากดัชนีการแพร่ของเชื้อเท่ากับ 1.5 ล่ะก็ ประชากร 1 ใน 3 (1/3) จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันก่อน ซึ่งจะสามารถลดการระบาดของ COVID-19 ได้”

“มีความเป็นไปได้สูงที่การระบาดจะยังแพร่กระจายเป็นระยะไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เราจะตอบสนองเช่นเดียวกับทั่วโลกที่เคยมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่ทุกปี”

“เมื่อพิจารณาถึงไวรัสที่กลายพันธุ์แล้วที่เกาหลีก็ควรจะต้องประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาแพลตฟอร์ม mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้กับโรคเรื้อรังอื่น ๆ และต้องได้รับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตามเกาหลียังตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มการทดลองทางคลินิกในวัคซีน mRNA ในปีนี้ให้ได้”

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

แรงงานต่างชาติ ทรงค่าในเกาหลี

ปัจจุบันนี้แรงงานต่างชาติถือเป็นกลุ่มคนที่กระจายตัวอยู่ตามเมืองเล็กๆ และพื้นที่ชนบทในเกาหลีเป็นอย่างมาก

ตามข้อมูลสถิติจากเมืองอึมซ็อง (음성군) มีการเปิดเผยว่ามีประชากรภายในเมืองอยู่ราวๆ 100,791 คน โดยแบ่งเป็นชาวเกาหลี 92,407 คนและชาวต่างชาติ 8,384 คน ซึ่งจำนวนชาวต่างชาติในเมืองนี้คิดเป็น 9.07% ของประชากรในเมือง อย่างไรก็ตามยอดที่ปรากฎนั้นไม่ได้รวมชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ตามประกาศของกระทรวงการบริหารราชการและความปลอดภัย (행정안전부) มีการให้ข้อมูลสถิติประชากรเมื่อปีที่แล้วของเมืองอันซาน (안산시) ว่ามีชาวต่างชาติพำนักอยู่ 92,787 คน, เมืองซูวอน (수원시) 67,037 คน, และเมืองฮวาซอง (화성시) มี 65,040 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านอุตสาหกรรมจะพบว่ามีประชากรต่างชาติอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นตามเมืองขนาดเล็กและขนาดกลาง

หากไม่มีแรงงานต่างชาติโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็อาจได้รับผลกระทบและสูญยอดขายไปไม่น้อยเช่นกัน แม้แต่พ่อค้าแม่ขายต่างก็กำลังหาเลี้ยงชีพจากชาวต่างชาติในพื้นที่ท้องถิ่น

นายเอ เจ้าของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในอึมซ็องเผยว่า “โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กในพื้นที่พยายามดึงดูดแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในโรงงาน เพราะรู้ดีว่าหนุ่มสาวเกาหลีหลังเรียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยก็มักจะหลีกเลี่ยงการทำงานตามโรงงาน แรงงานต่างชาติกลายเป็นกลุ่มคนที่มีคุณค่าต่อเกาหลีใต้อย่างมาก”

ทางด้านต่างชาติที่ตั้งรกรากถิ่นฐานในเกาหลีใต้ก็สรรหาบริการที่นำมาให้ผู้ที่มาจากชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านอาหาร, มาร์ท, ขายของออนไลน์, และผับ

แม้กระนั้นตามสื่อออนไลน์และชุมชนในเกาหลีกลับไม่มีใครกล่าวถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศจากต่างชาติ มีเพียงการกล่าวถึงข้อกังวลที่ไม่ได้รับการพิสูจน์เกี่ยวกับต่างชาติเท่านั้น

และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้วีซ่าแก่เด็กต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก แต่หนุ่มสาวชาวเกาหลีบางคนกลับมองว่าเด็กที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนเอง

หากคุณเช็คความเห็นส่วนใหญ่ของชาวเกาหลีจะเป็นเชิงตำหนิการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน, มีการวิจารณ์นโยบายด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม, ความวิตกกังวลว่าเด็กที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะกลายมาเป็นคู่แข่ง และ การวิจารณ์หญิงเกาหลีที่หลีกเลี่ยงการแต่งงานและการมีบุตร

และเมื่อเร็วๆ นี้ปัญหาได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชุมชนหนุ่มสาวเกาหลีที่ส่งผลมายังสังคมเกาหลีเลือกที่จะยืนฝั่งขวา แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่ฝั่งขวาของอเมริกาและญี่ปุ่นมาในรูปแบบของ “ผลประโยชน์ประชาชนสัญชาติตนต้องมาก่อน” แต่สำหรับเกาหลีนั้นฝั่งขวาจะแตกต่างออกไป

ฝั่งขวาในเกาหลีนั้นหมายถึง กลุ่มที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ชนกลุ่มน้อยด้วยสภาพทางเพศ, ฐานะในสังคม, ผู้พิการด้อยโอกาสในสังคม พวกเขาไม่มีความศรัทธาในชุมชนสวัสดิการ บางคนถึงกลับบอกว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและคนรวยมีฐานะเท่านั้นที่จะมุ่งไปฝั่งขวา

ชาวต่างชาติในเกาหลีอาจไม่เข้าใจสถานการณ์การเมืองของเกาหลีมากนัก อาจมีบางส่วนทำให้ความเข้าใจบิดเบือนไปบ้างเมื่อพบว่าชาวเกาหลีโจมตีต่างชาติผ่านสังคมออนไลน์เป็นหลัก จนมองข้ามไปว่าสังคมออฟไลน์นั้นก็มีจุดที่ไม่เหมือนออนไลน์เสมอไป

อย่างไรก็ตามหากคุณรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมเกาหลีมาก่อนอย่างลึกซึ้ง คุณจะสามารถเข้าใจมันได้มากขึ้น ดูจากภายนอกเกาหลีดูสบาย ๆ แต่ข้างในมีบาดแผลอยู่มาก

ต่างชาติในคังนึงเฝ้าระวัง โควิด ด่วน

จากการรายงานพบยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขี้นในคังนึง, คังวอนโด แต่การตรวจสอบทางระบาดวิทยานั้นค่อนข้างลำบาก

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2564 มีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นชาวต่างชาติ 43 รายในคังนึง ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยสะสมในคังนึงพุ่งไปที่ 743 ราย นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่าผู้ป่วย 41 รายในกลุ่มผู้ป่วยรายใหม่นั้นติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ และอีก 2 รายก็มีอาการร่วมเพียงอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ

โควิดระบาด เกาหลี คังนีง

ผู้ติดเชื้อรายใหม่นั้นเข้ามายังคังนึง,คังวอนโด เพื่อทำงานตามไซต์ก่อสร้างและบ้างก็ทำงานในสวนกะหล่ำปลี จากข้อมูลพบว่ามีแรงงานต่างชาติในคังนึงกว่า 2,000 คน

ในเวลานี้เมืองคังนึงได้วางแผนปูทางตรวจโควิดเชิงรุกในกลุ่มชาวต่างชาติ 1,000 คน แต่ก็พบอุปสรรคเนื่องจากมีแรงงานที่ไม่มีวีซ่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทำให้ยากต่อการเข้าถึง อีกทั้งมีความกังวลว่าพวกเขาจะแตกตื่นจากการตรวจโควิดเชิงรุกจนมีการแอบหนีออกจากพื้นที่ไปยังภูมิภาคอื่นๆ

โควิดระบาด เกาหลี คังนีง

เมืองคังนึงประกาศลั่น “เราไม่สนว่าคุณจะอาศัยอยู่แบบมีวีซ่าหรือไม่ ขอให้ทุกท่านเข้ารับการตรวจหาโควิดตามคลินิกตรวจคัดกรองใกล้บ้านด่วน”

หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่วางแผนที่จะหยุดการกระจายของเชื้อโควิดไม่ให้เกิน 100 รายในกลุ่มแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตามทางการได้ออกมายอมรับถึงปัญหาการขาดแคลนล่ามที่เข้ามาช่วยในการสื่อสารกับแรงงานต่างชาติอยู่ การทำงานจึงค่อนข้างจะไม่ราบรื่นนัก

โควิดระบาด เกาหลี คังนีง

ทางการท้องถิ่นได้ประกาศยกระดับการเว้นระยะห่างทางสังคมในเมืองคังนึงขึ้นเป็นระดับ 2 ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันของวันนี้เป็นต้นมา และร้านอาหารและสถานบริการต้องปิดทำการเวลา 21:00 น. จนกว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้

ขอบคุณที่มา : แหล่งข่าว

ผู้พิการทางสายตาเคือง ‘ปรับ ร้านนวด จ้างหญิงไทยน้อย’

ในเกาหลีตามกฎหมายแล้วร้านนวดจะสงวนให้ผู้พิการทางสายตาเท่านั้นที่สามารถให้บริการนวดได้ แต่ก็มีกรณี นายเอ (55) ซึ่งเป็นคนธรรมดาได้ว่าจ้างหญิงไทยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักมาทำงานในร้านนวด อย่างไรก็ตามคนตาบอดรู้สึกเคืองที่นายเอถูกปรับเพียงเล็กน้อยจากการจัดจ้างแรงงานที่ไม่เป็นไปตามกฏหมาย

เมื่อวันที่ 26 เมษายน ศาลแขวงกรุงโซลเหนือ (서울북부지방법원) ได้ตัดสินให้นายเอ ถูกปรับ 4 ล้านวอนในศาลอุทธรณ์ข้อหาเปิดร้านนวดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ร้านนวด

นายเอ เปิดร้านนวดมาเป็นเวลากว่า 2 ปีตั้งแต่ปี 2017 โดยเข้าได้จัดจ้าง นางสาวบี หญิงชาวไทยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักเข้ามา และเขาเลือกที่จะไม่ได้จ่ายเงินเดือนและค่าชดเชยให้กับคนงานคนอื่นๆ ตรงเวลา

ศาลกล่าวว่าร้านนวดนั้นเป็นอาชีพที่อนุญาตให้เพียงคนพิกาทางสายตาเท่านั้นที่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

“จุดประสงค์คือเพื่อให้คนพิการทางสายตารู้สึกว่าตนนั้นมีคุณค่าและตระหนักถึงสิทธิในการมีชีวิตที่ดีกว่าอยู่อย่างผู้ป่วย และงานเดียวที่ผู้พิการทางสายตาทำได้นั่นคือการนวด หากอนุญาตให้นวดคนตาดีมานวดนั้น มันก็กลายเป็นว่าผู้ที่พิการทางสายตาไม่มีทางเลือกอื่นๆ ที่เพียงพอจะมารับประกันการดำรงชีวิตของพวกเขาในด้านการทำงานได้”

ร้านนวด

ในวงการนวดตำหนิว่าการลงโทษนายเอนั้นอ่อนเกินไป พวกเขาให้เหตุผลว่าอาบอบนวดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ผลประโยชน์มากกว่าปกติแต่บทลงโทษกลับอ่อนนัก

รยูมย็องกู เจ้าหน้าที่สมาคมการนวดแห่งเกาหลี (대한안마사협회) กล่าว
“แม้ว่าผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับบริการนวดจะทำงานในสถานอาบอบนวด พวกเขาก็ต้องถูกปรับเป็นจำนวนเงินมากสุดหลายล้านวอนสิ”
“นี่ก็เพื่อลดพฤติกรรมดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ต้องเสริมสร้างการปราบปรามและการลงโทษร่วมกันไปด้วย”

ร้านนวด

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ร้อนนี้มีสิทธิ์เที่ยวไทยไหมนะ? “หารือยกเว้นกักตัวสำหรับผู้ฉีดวัคซีน”

 

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยจะเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วสามารถเดินทางเข้าประเทศได้

รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็กำลังพิจารณายกเลิกการกักตัวสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนรอบที่ 2 แล้วเช่นกัน

ตั้งแต่มีโควิดมาสาเหตุที่ผู้คนไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้นั้นเป็นเพราะช่วงเวลาในการกักตัวหลายคนต้องมาเสียเงินเสียเวลากับระยะเวลากักตัวกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่เงินน้อยๆ

ฉีดวัคซีน

โดยเฉพาะคนไทยที่อยู่ในเกาหลีไม่ได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดมานานแล้ว พวกเขาจึงสนใจเรื่องระยะเวลาในการกักตัวหลังมีการฉีดวัคซีนแล้วเป็นอย่างมาก

จ็องอึนคย็องหัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีกล่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายน
“เรากำลังพิจารณาผลและติดตามผลของ ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศอยู่ “

การเฝ้าระวังแบบแอคทีฟนี้เป็นวิธีการระบุอาการทางเดินหายใจของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยระบุวันละสองครั้งตามแนวทางการตอบสนอง COVID-19 ของหน่วยงานกักกันโรค

ฉีดวัคซีน

ในวันเดียวกันยุนแทโฮหัวหน้าแผนกแยกกักกันโรคยังกล่าวว่า
“การยกเลิกการแยกกักตัวจะมีได้ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีการฉีดวัคซีนครบทั้ง 2 ครั้งก่อน”

ผู้ที่จะใช้การยกเว้นการแยกตัวตามข้างต้นคือผู้ที่สร้างภูมิคุ้มกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประมาณ 2 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน

แต่อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปไทยนั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศไทยด้วย แต่คาดว่าคนไทยที่อาศัยอยู่ในเกาหลีจะสามารถเดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดได้ในช่วงหลังเดือนกรกฎาคมหลังเริ่มการฉีดวัคซีนในเกาหลีใต้

ฉีดวัคซีน

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ทุบสถิติต่างชาติในเกาหลี ‘ลดฮวบต่ำกว่า 2 ล้านคน’

 

เนื่องจากวิกฤต COVID-19 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้วจำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีลดลงจนกระทั่ง ณ ตอนนี้เหลือน้อยกว่า 2 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี 3 เดือน

ตามรายงานสถิติประจำปี ณ วันที่ 27 เมษายน (통계연보) จากกระทรวงยุติธรรมตรวจคนเข้าเมือง (법무부 출입국외국인정책본부) ชาวต่างชาติ 1,999,946 คนพักในเดือนมีนาคมลดลง 9.2% (2,203,209) จากเดือนมีนาคมปีที่แล้ว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ที่จำนวนชาวต่างชาติที่พำนักในเกาหลีลดลงเหลือไม่ถึง 2 ล้านคน

สถิติต่างชาติในเกาหลี

อีกทั้งยังลดลงติดต่อกันมาเป็นเวลา 16 เดือนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019

เมื่อเทียบกับ 2.52 ล้านคนในปี 2019 ถือว่าลดลงมากกว่าครึ่งล้าน

มีการวิเคราะห์ว่าชาวต่างชาติทั้งระยะยาวและระยะสั้นนั้นได้ตัดสินใจออกจากเกาหลี

สถิติต่างชาติในเกาหลี

ณ เดือนมีนาคมชาวต่างชาติระยะสั้น 425,241 คนลดลง 10.5% จากปีที่แล้ว

ต่างชาติระยะยาวอยู่ที่ 1,574,705 ลดลง 8.9% จากปีที่แล้ว

จำนวนชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนและมีการออกบัตร ARC หรือ ใบกาม่าลดลง 12.5% เหลือเพียง 1.1 ล้านคน

ตามสัญชาติแล้วชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่มากที่สุดแบ่งออกเป็น จีนมากที่สุดที่ 43.4% (868,000), เวียดนาม 10.6% (212,000), ไทย 8.9% (177,000), สหรัฐอเมริกา 7.3% (145,000), และอุซเบกิสถาน 3.2% (64,000)

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ต่างชาติทำความเข้าใจก่อน รับวัคซีนในเกาหลี

 

ตามที่รัฐบาลเกาหลีใต้มีประกาศเรื่องการฉีดวัคซีนให้ต่างชาติทุกคนเท่าเทียมกับชาวเกาหลี เพื่อสร้างภูมิกันระดับประเทศ ณ ตอนนี้ได้มีการเริ่มฉีดวัคซีนให้กับบุคคลที่อายุมากกว่า 75 ปี โดยไม่คำนึงถึงสถานะการพำนักในเกาหลีใต้

รับวัคซีนในเกาหลี

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจในวัคซีนที่ทางรัฐบาลได้นำมาฉีดให้กับประชาชนนั้นทางเพจขอนำเกร็ดความรู้ที่เป็นสื่อจากทางรัฐบาลมานำเสนอเพื่อให้เข้าใจตรงกันกับชาวเกาหลีใต้ตามต่อไปนี้

จากข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ในสาธารณรัฐเกาหลีสามารถใช้วัคซีนโควิด 19 ได้ 2 ประเภท
ได้แก่ แอสตราเซเนกา และ ไฟเซอร์

รับวัคซีนในเกาหลี
<กลุ่มเป้าหมายที่ยกเว้นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19>
▲ กรณีที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อโควิด 19 (ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากหน่วยคัดกรองทันที) ▲ ผู้ป่วยโควิด 19 และผู้สัมผัสใกล้ชิดที่อยู่ระหว่างกักตัว (จะสามารถฉีดวัคซีนได้หลังกักตัวเสร็จสิ้นแล้ว) ▲ กรณีที่พบโรคเฉียบพลัน อาทิ มีไข้ (37.5℃) ฯลฯ (จะต้องเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปจนกว่าจะหายจากอาการที่เป็นอยู่) ▲ สตรีมีครรภ์, เด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์

*สาเหตุที่ต้องยกเว้นจากการเป็นกลุ่มเป้าหมายของการฉีดวัคซีน เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยหลังรับวัคซีน

รับวัคซีนในเกาหลี<กลุ่มเป้าหมายที่ห้ามฉีดวัคซีนโควิด 19>
▲ กรณีที่มีประวัติการเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง(ตัวอย่าง: แอนาฟิแล็กซิส)ที่มีต่อส่วนประกอบของวัคซีนโควิด 19 ▲ กรณีที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงหลังฉีดวัคซีนโควิด 19 ครั้งแรก

▲ (วัคซีนไฟเซอร์, โมเดอร์นา) กรณีที่มีประวัติการเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อ polyethylene glycol (PEG), ส่วนประกอบ (molecules) ที่เกี่ยวข้องหรือ polysorbate จัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ห้ามรับวัคซีน
* โพลิเอธิลีนไกลคอล (PEG) สามารถพบได้ในยา, ผลิตภัณฑ์สำหรับเตรียมพร้อมลำไส้ (สารล้างลำไส้) เพื่อการส่องลำไส้ใหญ่ด้วยกล้องจุลทรรศน์ (สารล้างลำไส้), ยาน้ำแก้ไอ, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์สำหรับใช้กับผิวพรรณและการผ่าตัด, ยาสีฟัน, คอนแทกต์เลนส์และน้ำยาคอนแทคเลนส์
* polysorbate อาจก่อให้เกิด PEG และอาการภูมิไวเกินได้ ดังนั้นกรณีที่มีประวัติการเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อ polysorbate ห้ามฉีดวัคซีนไฟเซอร์, โมเดอร์นา

▲ (วัคซีนแอสตราเซเนกา)ผู้ที่มีประวัติการเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงต่อ polysorbate จัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่ห้ามรับวัคซีน
*ไม่มี PEG เป็นส่วนประกอบของวัคซีนนี้ แต่มี polysorbate ที่อาจก่อให้เกิด PEG และอาการภูมิไวเกินได้ ดังนั้นผู้ที่สงสัยว่าอำจมีอาการแพ้ PEG จำเป็นต้องระมัดระวังในการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา

รับวัคซีนในเกาหลี

 

รับวัคซีนในเกาหลี

รับวัคซีนในเกาหลี

รับวัคซีนในเกาหลี

รับวัคซีนในเกาหลี

● ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายชดเชยความเสียหายจากการฉีดวัคซีน
▲ กรณีที่เกิดอาการผิดปกติจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค จะดำเนินการตามนโยบายชดเชยความเสียหายจากการฉีดวัคซีนตาม 「กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อ」▲ ยื่นเรื่องได้ภายใน 5 ปี นับตั้งแต่วันที่เกิดอาการผิดปกติและรับค่าชดเชยได้ในกรณีที่ได้รับการยอมรับผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบความเสียหายและชดเชยความเสียหายจากการฉีดวัคซีน ▲ กรณีที่สงสัยว่าอาจได้รับความเสียหายจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรค สามารถยื่นเรื่องได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่
* ปี 2021 ลดเกณฑ์ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลในการยื่นเรื่องขอรับค่าชดเชยความเสียหายจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 แล้ว (มากกว่า 300,000 วอน →ไม่จำกัด)
* สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขหรือโฮมเพจช่วยเหลือด้านการฉีดวัคซีนป้องกันโรค (https://nip.kdca.go.kr)

รับวัคซีนในเกาหลี

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

กระทรวงยุติธรรมเคาะ “อนุมัติวีซ่าให้บุตรผีน้อย”

ข่าวดี! กระทรวงยุติธรรมให้สถานะการพำนักแก่เด็กที่เกิดในเกาหลี

[1] ระยะเวลายื่นเรื่องสมัคร: 19 เมษายน 2021 ~ 28 กุมภาพันธ์ 2025

[2] เด็กที่มีสิทธิ์ได้รับการสงเคราะห์: เด็กที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2021 และต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดต่อไปนี้ก่อนยื่นเรื่องสมัคร:

ต้องเกิดในเกาหลี

ต้องอาศัยอยู่ในเกาหลีอย่างน้อย 15 ปี

วันที่สมัครต้องเป็นผู้ที่เป็นนักเรียนมัธยมต้นหรือมัธยมปลายหรือผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายในเกาหลี

หากเด็กจบการศึกษาจากโรงเรียนประถมก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2021 แต่ไม่ตรงตามข้อกำหนด 3 ข้อข้างต้น เด็กสามารถยื่นขอการสงเคราะห์ได้หากเด็กมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025

[3] มาตรการช่วยเหลือเด็ก

เด็กและผู้ปกครองต้องเดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกันและยื่นเรื่องสมัคร

หลังจากนั้นจะมีการทำแบบสำรวจเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงว่าจะมีสิทธิที่จะอยู่ตามเงื่อนไขหรือไม่ (ขั้นตรวจสอบ)

* ขั้นตรวจสอบ: จะเป็นการตรวจสอบว่าเด็กมีการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างอยู่ในเกาหลีและมีประวัติการศึกษาจริงหรือไม่

หากเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นหรือมัธยมปลายในเวลาที่สมัคร กระทรวงยุติธรรมจะให้วีซ่า D-4 กับเด็ก

เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในช่วงเวลาที่สมัคร หากมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดสำหรับการศึกษาในต่างประเทศหรือมีคุณสมบัติในการจ้างงานวีซ่าที่จะมอบให้ในการพำนักในเกาหลีจะเปลี่ยนไปตามคุณสมบัติที่เกี่ยวข้อง

หากผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไม่เป็นไปตามข้อกำหนดสำหรับการศึกษาต่อในต่างประเทศหรือคุณสมบัติการได้รับการจ้างงาน เด็กจะได้รับวีซ่าพำนักชั่วคราว (G-1)

หากมีการถูกไล่ออกหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเด็กผู้นั้นจะไม่สามารถขยายระยะเวลาพำนักต่อได้

[4] มาตรการสำหรับผู้ปกครองเด็ก

ในกรณีของผู้ปกครองที่ไม่มีวีซ่าพำนักตามกฎหมายเดิมทีจะมีกฎให้มีการดำเนินการขับออกนอกประเทศ แต่มาตรการนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองได้รับอนุญาตให้อยู่ในเกาหลีต่อจนกว่าเด็กจะจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมหรือบรรลุภาวะเป็นผู้ใหญ่

เมื่อยื่นคำร้องขอบรรเทาทุกข์สำหรับเด็กแล้วผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ชี้แนะเด็กและผู้ปกครองต้องมีการจ่ายค่าปรับในกรณีที่พำนักโดยไม่มีวีซ่าก่อนหน้านี้ (ค่าปรับ 30% – 100% จะถูกเรียกเก็บขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่อาศัยอยู่)

เมื่อเด็กบรรลุภาวะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ปกครองจะต้องเดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจ และหากผู้ปกครองไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศและอยู่อย่างไม่มีวีซ่าพำนักอีก จะห้ามมิให้มีการเดินทางกลับเข้ามาใหม่

[5] ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารการสมัครและการสอบถาม

ไปที่เว็บไซต์บริการตรวจคนเข้าเมือง (https://www.immigration.go.kr) และเว็บไซต์ HiKorea (www.hikorea.go.kr)

สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

[6] เหตุผลในการจำกัดช่วงอายุในการสมัคร

นั้นไม่ได้มีการพิจารณาใช้มาตรการนี้สำหรับเด็กทุกคนทุกวัยที่เกิดในเกาหลี แต่แผนนี้จะมุ่งเป้าไปที่เด็กที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 สาเหตุก็เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของเด็ก

* ที่ไม่นับรวมเด็กวัยก่อนจบการศึกษาระดับประถมศึกษาเพราะเด็กในระดับนั้นสามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดและปรับตัวได้ง่ายในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม เด็กที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 นั้นจะมีอายุอย่างน้อย 12 ปี ซึ่งดูเหมือนจะไม่เข้าตามเงื่อนไขทั้งหมด แต่หากคิดตามระยะเวลาที่เปิดให้สมัครนั้นยังเหลือเพียงพอจนกว่าเด็กอายุครบ 15 ปี ก็จะถือเป็นการเข้าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อยู่

ขอบคุณที่มา: แหล่งที่มา

แรงงานต่างชาติบ่นอุบ “ออกนอกโรงงานไม่ได้ 4 เดือนแล้ว”

 

แรงงานต่างชาติรายหนึ่งถูกขังให้อยู่ในโรงงานนอกเมืองมาเป็นเวลากว่า 4 เดือน นายจ้างของเขาห้ามไม่ให้เขาออกไปไหนมาตั้งแต่ต้นปีเพราะโควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง
ในขณะเดียวกันคนงานเกาหลีในโรงงานเดียวกันกลับสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตามเข้าห้ามแรงงานต่างชาติ 3 คน รวมทั้งนายเอ ให้พักอยู่แต่ในโรงงานเพียงเท่านั้น

แรงงานต่างชาติ

นายเอคนงานต่างชาติกล่าว
“นายจ้างบอกเราว่าหากติด COVID-19 มามันจะเป็นอันตราย เขาจึงบอกเราว่าอย่าออกไปข้างนอก”

“ฉันต้องอยู่หอพักในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย แถมนายจ้างยังบอกให้ฉันซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต”

แรงงานต่างชาติ

นางสาวบีคนงานต่างชาติอีกคนได้รับคำสั่งจากนายจ้างว่าให้เดินทางไปได้เพียงแค่มาร์ทเท่านั้น

นางสาวบีแรงงานต่างชาติกล่าว
“ฉันรู้สึกอัดอัดที่ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้”

ในทางกลับกับทางด้านนายจ้างของเธอกลับเอาแต่โต้ว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

นายจ้างของนางสาวบีกล่าว
“ฉันไม่ขังแรงงานต่างชาติเสียหน่อย ในสมัยนี้วิธีนี้มีแต่แรงงานต่างชาติจะไม่อยากอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตามแรงงานต่างชาติหลายคนกล่าวว่าแนวทางการเลือกปฏิบัติต่อต้านโควิด-19 นั้นเลวร้ายลง

ในบางกรณีนายจ้างอาจห้ามไม่ให้ออกไปข้างนอกหรือในทางกลับกัน พอขอให้มีการตรวจ โควิด-19 ถ้าหากจังไม่ได้ผลตรวจก็อาจไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในที่พักจนกว่าจะได้รับผลการตรวจสอบ

นายซีคนงานต่างชาติกล่าว
“นายจ้างบอกห้ามมาที่โรงงานจนกว่ากว่าจะรู้ผลการตรวจหา COVID-19 และห้ามไม่ให้ไปไหนภายใน 3 วัน…”

แรงงานต่างชาติ

ตามระบบอนุญาตการจ้างงาน (E9) คุณต้องทำงานที่เดียวเป็นเวลา 4 ปี 10 เดือนโดยไม่ต้องเปลี่ยนงานเพื่อที่จะได้รับสิทธิ์กลับเข้ามาในประเทศ (re-entry)

แม้ว่านายจ้างจะบังคับในสิทธิมนุษยชน เช่น การห้ามออกไปข้างนอก เช่นนี้ก็ตาม แรงงานต่างชาติต่างจะต้องแบกรับและเออออไปกับพวกเขาด้วย

ทนายความลีจินเฮกล่าว
“ถ้าหากแรงงานชาวต่างชาติไม่ฟังคำสั่งนายจ้างชาวเกาหลี โอกาสที่แรงงานต่างชาติจะได้ทำงานในเกาหลีต่อไปนั้นก็จะหายไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงมักทนกับสภาพที่ย่ำแย่และทำงานต่อไปได้”

หลายฝ่ายชี้ให้เห็นว่านายจ้างควรละทิ้งทัศนคติที่ความไม่เสมอภาคต่อกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระบบอนุญาตการจ้างงานหรือ E9 เสีย!