แรงงาน E9 ควรรู้ก่อนเสียสิทธิ์! “ฟรีวีซ่า 1 ปี นายจ้างต้องต่อสัญญาด้วย”

แรงงาน E-9 ทราบหรือไม่? แม้คุณจะได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า แต่หากนายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างให้คุณก็อาจจะถูกขับออกนอกประเทศได้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสิทธิพลเมือง (국민권익위원회) ได้แสดงความเห็นต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า แม้ว่านายจ้างจะไม่ได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตการจ้างงานโดยไม่ทราบว่าระยะเวลาพำนักของแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่แรงงาน E-9 ก็ไม่ควรที่จะถูกขับออกนอกประเทศในช่วงวิกฤตจากสถานการณ์ COVID-19 เช่นนี้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสิทธิพลเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีขยายระยะเวลาอนุญาตให้มีการจ้างงานสำหรับแรงงาน E-9

แรงงาน

ดังนั้นทางด้านกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) จึงได้ขยายระยะเวลาพำนักของแรงงาน E-9 ตามพื้นที่ชนบทและบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมออกไปอีก 1 ปีโดยอัตโนมัติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติยังจำเป็นต้องยื่นขอขยายเวลาจ้างงานแยกต่างอีกหากด้วย เพื่อเป็นการขออนุญาตจัดการจ้างงานแรงงานต่างชาติต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เรียกได้ว่า นายจ้างที่จัดจ้างแรงงานต่างชาติคน E-9 กำลังประสบกับปัญหาความไม่สะดวกในการดำเนินการเป็นอย่างมากในเวลานี้

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ผลสำรวจต่างชาติในเกาหลีเพิ่มขึ้น ‘20% รับเงินเดือน 3 ล้านวอนขึ้นไป’

เมื่อตลาดงานในเกาหลีฟื้นตัวในปีนี้ จำนวนแรงงานต่างชาติก็เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

จำนวนผู้ว่างงานซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ในปีที่แล้วก็เริ่มทรงตัวเช่นกัน

ต่างชาติในเกาหลี

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประกาศ “ผลการสำรวจสถานะการพำนักของผู้อพยพและการจ้างงานประจำปี พ.ศ. 2564”

ตามข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2564 มีชาวต่างชาติอายุเกิน 15 ปีจำนวน 1,332,000 คนที่อาศัยอยู่ในเกาหลีซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

ในหมู่พวกเขา ประชากรที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 910,000 คน ลดลง 8,000 (-0.9%) จากปีที่แล้ว และอัตราการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 68.3% (-0.6%)

จำนวนการจ้างงานชาวต่างชาติซึ่งลดลงเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกันในปี 2019 (-2.4%) และปี 2020 (-1.8%) ได้ดีดตัวกลับขึ้นมาในปีนี้ จำนวนผู้จ้างงานเพิ่มขึ้น 7,000 (0.9%) เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ 855,000 คน ในส่งนอัตราการจ้างงานจึงเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.5% กลายเป็นการจ้างานโดยรวมเพิ่มขึ้น 64.2%

ต่างชาติในเกาหลี

โดยเฉพาะจำนวนพนักงานชั่วคราวและรายวันมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 27,000 คน (9.4%) กลายเป็น 316,000 คน ในทางกลับกันจำนวนพนักงานประจำลดลง 19,000 ตำแหน่ง (-3.8%) เหลือผู้ทำงานด้านนี้ 496,000 คน

เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีงานทำ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างซึ่งมีความต้องการแรงงานระยะสั้นสูง

ส่งผลให้จำนวนผู้จ้างงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้น 17,000 คน (19.4%) กลายเป็น 102,000 คน นอกจากนี้จำนวนผู้ทำงานในภาคการเกษตร ป่าไม้ และประมงก็เพิ่มขึ้น 4,000 คน (7.2%) กลายเป็นมีงานทำในด้านนี้ 61,000 คน และจำนวนผู้ทำงานด้านไฟฟ้า ขนส่ง โทรคมนาคม และการเงิน เพิ่มขึ้น 1,500 คน (7.8%) กลายเป็น 210,000 คน

อุตสาหกรรมเหมืองแร่และการผลิตซึ่งมีสัดส่วนผู้จ้างงานมากที่สุดลดลง 9,000 (2.4%) เหลือผู้ทไงานสายงานนี้ 370,000 คน

ตามค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยของแรงงานต่างชาติ 52.2% อยู่ระหว่าง 2 ล้านวอนถึง 3 ล้านวอน รองลงมาคือ 21.9% ได้รับค่าจ้างมากกว่า 3 ล้านวอน, 21.5% ได้รับค่าจ้างระหว่าง 1 ล้านวอนถึง 2 ล้านวอน และ 4.4% ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 1 ล้านวอน

ต่างชาติในเกาหลี

นอกจากนี้จากสำรวจยังพบว่าชาวต่างชาติมักพอใจกับงานที่ทำ

เมื่อถามถึงความพอใจในการทำงาน พบว่า 21.2% พอใจมาก, 38.9% พอใจ, 35.6% ปกติ, 3.9% ไม่พอใจเล็กน้อย และ 0.4% ไม่พอใจอย่างยิ่ง

เมื่อถามถึงความแตกต่างของเงินเดือนก่อนและหลังเข้าเกาหลีใต้ 73.9% ตอบว่าเงินเดือนสูงขึ้นหลังจากเข้าเกาหลี, 18.4% บอกว่าใกล้เคียงกัน, และ 7.8% บอกว่าได้รับเงินเดือนสูงกว่านี้ก่อนเข้าสู่ประเทศเกาหลีใต้

นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติยังเป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป (58.8%), อพาร์ตเมนต์ (19.6%), และหอพัก (12.9%) ในจำนวนนี้ 60.2% เป็นสัญญาเช่าหรือจ่ายค่าเช่ารายเดือน และมีเพียง 16% เท่านั้นที่เป็นเจ้าของที่พักอาศัยเอง

ท้ายที่สุดผลสำรวจพบว่าชาวต่างชาติ 13.8% ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

 

เกาหลีเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ‘การเมืองพหุวัฒนธรรมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น’

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้แจกแจงว่าหากประเทศใดมีชาวต่างชาติอพยพที่มีทายาทรุ่นที่ 2 (ลูกหลานของผู้อพยพ) และมีผู้ที่แปลงสัญชาติมาจากชาติอื่นๆ ภายในประเทศจนเกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและหลายเชื้อชาติมากกว่า 5% ของประชากรทั้งหมดจะถือว่าเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันประชากรผู้อพยพเข้ามาเกาหลีนั้นคิดเป็นร้อยละ 4.3 เรียกได้ว่ากำลังจะเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมในไม่ช้า

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความขัดแย้งทางสังคมจะส่งผลกระทบกระจายออกไปหากการเมืองละเลยการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชัง แต่ถ้าพยายามหลอมรวมความแตกต่างให้สามารถที่จะอยู่ร่วมกันก็จะถือเป็นการบูรณาการทางสังคมได้

คิมมินจี (นามสมมติอายุ 22 ปี) ซึ่งมีแม่เป็นคนไทย เขาย้ายมาอยู่เกาหลีเมื่ออายุได้ 3 เดือนและใช้ชีวิตเติบโตในเกาหลีเป็นหลัก เขาโตจนขึ้นได้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ตัวเขาเองก็มีประเด็นที่ให้ความสนใจเช่นวัยคนหนุ่มสาวทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และปัญหาสิ่งแวดล้อม เขามองว่าการที่เขาได้มีเลือกตั้งนั้นถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกาหลี

“ถ้ามีชื่อผมในประกาศผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งผมก็รู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองเกาหลี”

“ถึงตอนได้รับประกาศถึงการมีสิทธิ์ในการไปเลือกตั้งแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดเพราะเป็นภาษาเกาหลีภาษาทางการเมืองแต่ก็ดีใจที่ได้รับสิทธิ์นั้น”

สังคมพหุวัฒนธรรม

จุงฮีจิน (นามสมมติ, อายุ 30 ปี) ซึ่งแปลงสัญชาติจากเวียดนามเป็นเกาหลี เธอกล่าวว่าตอนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งในเกาหลี เธอมักจะเลือกโดยการดูใบหน้าของผู้สมัครหรือเลือกตามสามีของเธอ

จุงเป็นหญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเข้ามาเกาหลีตั้งแต่ปี 2014 และพูดภาษาเกาหลีได้ดีพอแปลได้ แต่คำศัพท์ทางการเมืองนั้นเธอก็ยังไม่คุ้นเคยนัก

เธอกล่าวว่า เธอหวังว่าจะมีการให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในภาษาต่างประเทศบ้าง

ด้วยเหตุนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวเกาหลีจึงมีความหลากหลาย เมื่อพิจารณาจากผู้ที่ได้สัญชาติเฉกเช่น จุงฮีจิน และ ทายาทผู้อพยพรุ่นที่สองอย่าง คิมมินจี และนักเรียนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ คาดว่าจะมีผู้อพยพที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีสัดส่วนถึง 3% ของนักเรียนทั้งหมดแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ที่ถือวีซ่า F-5 มากกว่า 3 ปีจะมีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน ทำให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวต่างชาติที่ต้องทำการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2018 มีอยู่ถึง 106,205 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 6,726 ในปี 2006

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเมืองแล้วเป็นการยากที่จะหานโยบายที่เอื้อต่อสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้คำมั่นหรือการหาเสียงไม่มีการนำประเด็นด้านสังคมพหุวัฒนธรรมเข้ามาแสดงความเห็นกันในรัฐสภา

จากรายงานของ 한국의 다문화 매니페스토에 대한 분석: 18대-20대 총선을 중심으로 ซึ่งวิเคราะห์คำมั่นสัญญาหรือคำหาเสียงของสมาชิกสภานิติบัญญัติใน 20 ภูมิภาคที่แรงงานต่างชาติและผู้อพยพที่แต่งงานแล้วอาศัยอยู่ส่วนใหญ่พบว่าการเมืองตามพื้นที่นั้นๆ ไม่มีการตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมเลย

ในการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการหาเสียงถึงนโยบายที่จะให้ประโยชน์ต่อผู้ที่มาจากกลุ่มผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรมจำนวน 8 ฉบับ โดยในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 19 ก็มีการเอ่ยถึงอยู่ 34 ฉบับ และในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 มีการกล่าวถึง 37 ฉบับ ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่กำลังมุ่งไปทางกลุ่มหลากวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองแล้วคำหาเสียงเพื่อกลุ่มหลากวัฒนธรรมมีเฉพาะในภูมิภาค 20 พื้นที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ แต่มองในภาพรวมทั่วประเทศแล้วยังถือว่าน้อยมาก

สังคมพหุวัฒนธรรม

จ็องโฮอ๊คศาสตราจารย์ด้านการทูตทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยมย็องจี ซึ่งทำการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกล่าวว่า “คำหาเสียงเป็นคำสัญญาที่ผู้สมัครทำต่อประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นคร่าวๆ ว่าผู้สมัครตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ยังไม่ก้าวเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมเลยสักครั้ง”

“นั่นเป็นเพราะนักการเมืองไม่สนใจเรื่องพหุวัฒนธรรมมากนัก”

อันที่จริง เมื่อพิจารณาจากจำนวนนโยบายหาเสียงเพื่อผู้ที่มาจากหลากวัฒนธรรมที่นำเสนอโดยพรรคการเมือง มันก็ยังถือว่าเป็นการยากที่จะกล่าวว่าพรรคใดพรรคหนึ่งได้ยึดเอาประเด็นพหุวัฒนธรรมไปสานต่อจริงๆ จังๆ

“การที่มีคนที่มีเลือดผสมและมุมมองหญิงในแบบโบราณๆ (มุมมองที่มองว่าสตรีย้ายถิ่นเพราะการแต่งงานนั้นเปรียบเสมือน ‘สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่แค่ผลิตบุตร’) ได้ชะลอการตอบสนองในทางที่ดีขึ้นของกลุ่มผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมด้วย”

หลายพรรคมีการเสนอนโยบายหาเสียงไปแล้วแต่กลับมีข้อจำกัดตามมา ในสมัยเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการสร้างโซนศึกษาและให้ประสบการณ์แบบหลากหลายทางวัฒนธรรมและการสร้างหมู่บ้านสหประชาชาติ ในสมัยเลือกตั้งรุ่นที่ 19 ก็มีเทศกาลเกี่ยวกับกลุ่มหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการศึกษาพหุวัฒนธรรม ส่วนนโยบายหาเสียงในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 ได้มีการจัดตั้งเขตวัฒนธรรมเฉพาะทางด้านพหุวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีการจัดงานเทศกาลอาหารหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น

ศาสตราจารย์จองโฮอ๊คกล่าวว่า “(นโยบายพหุวัฒนธรรม) มันเป็นแค่ระบบพื้นฐาน (ขั้นเบสิค) และส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ด้านเดียว เช่น การให้บริการผู้อพยพหรือการจัดเพียงเทศกาลที่มีประโยชน์ต่อฝ่ายเดียว”

นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีภูมิหลังจากพหุวัฒนธรรมยังหายากอีกด้วย ในสภาท้องถิ่น นาง 이라 (อีรา) เป็นผู้บัญญัติกฎหมายสัญชาติมองโกเลียในสภาจังหวัดคย็องกี และ นาง 이자스민 (จัสมิน) ได้อยู่ในสมัชชาแห่งชาติสมัยที่ 19 แต่ในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 21 กลับไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากพหุวัฒนธรรมเลย

สังคมพหุวัฒนธรรม

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพหุวัฒนธรรมที่จะรวมตัวกันทางการเมือง
“หากผู้อพยพลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะได้รับเลือกเนื่องจากผู้อพยพกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ และถึงแม้จะได้รับเลือกเป็นผู้แทนตามสัดส่วน ก็เป็นเรื่องยากเพราะมีสมาชิกพรรคจากภูมิหลังหลากหลายวัฒนธรรมน้อยลง”

การที่ไม่มีนักการเมืองพหุวัฒนธรรมทำให้เกิดช่องว่างในนโยบายและการสนับสนุน ปัจจุบันนโยบายพหุวัฒนธรรมสนับสนุนเด็กและวัยรุ่นเป็นหลัก เนื่องจากเสียงของผู้อพยพไม่สะท้อนอยู่ในนโยบาย แรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่วัยหนุ่มสาวจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมเกาหลี

คิมมินจี นักศึกษามหาวิทยาลัยกล่าวว่า “พอผมกลายมาเป็นผู้ใหญ่ ผมรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการสนับสนุนเข้าไปทุกที”

“ที่โรงเรียนบอกผมหลายเรื่องมาตั้งแต่มัธยมต้นและมัธยมปลาย แต่พอถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ยังหาข้อมูลเองยากอยู่ดี”

และเรื่องอื่นๆ อาทิ เช่น ในเกาหลีมันเป็นเรื่องปกติที่คนหนุ่มสาวจากพหุวัฒนธรรมพยายามซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเกาหลี พวกเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันในสังคมเกาหลี เช่น การทำบัญชี 청약통장 และการซื้อบ้าน แต่เรื่องเหล่านี้มันยังยากที่ผู้ที่มาจากพหุวัฒนธรรมจะทราบเพราะไม่มีใครบอกพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านโอกาสซึ่งไม่ได้มีมากนักในด้านการเตรียมตัวสำหรับการทดสอบความสามารถทางวิชาการของวิทยาลัย (대학수학능력시험) เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ปาร์ตซึงมิน (นามสมมติ, 25 ปี) ที่เข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่เขาอายุ 17 ปี, เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย ทันใดนั้น ครอบครัวก็มาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวอีก และโรงเรียนทางเลือกจึงกลายเป็นทางเลือกของผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมแทนการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป 대학수학능력시험

“ตอนที่เขียนเรซูเม่ส่งไปที่บริษัท รู้สึกได้เลยว่าการเรียนจบจากวิทยาลัยมีความแตกต่างกับผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก” ปาร์คกล่าว ปัจจุบันเขาทำงานไปด้วยและเรียนมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ปาร์คคิดว่าแม้ว่าเขาจะเรียนจบวิทยาลัย แต่การหางานของเขาก็ยังมีจำกัดอยู่ แม้ว่าปาร์คจะมีคะแนน TOPIK ระดับ 5 แต่เขาก็ถูกกีดกันในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะสำเนียงเกาหลีของเขา เมื่อเขาโทรมาสมัครงาน มีหลายครั้งที่คนรับสายจะวางสายทันทีเพราะสำเนียงแปลกๆของเขา

ปาร์คกล่าวว่า “ฉันคิดว่าการพูดสองภาษาเป็นข้อได้เปรียบ แต่ความภาคภูมิใจในตนเองของฉันเริ่มลดลงตอนที่ถูกตำหนิเรื่องของการออกเสียงของฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ความสามารถพอ” งานของคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นไม่ได้หลากหลาย มีบางงานที่เอื้ออาทิเช่น งานพาร์ทไทม์ ร้านอาหาร และคนงานในโรงงาน

ปาร์คยังกล่าวเสริมว่า “หวังว่าคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะมีงานทำดีๆกับเขาบ้าง เช่น ทนายความและแพทย์ มากขึ้นกว่านี้”

สังคมพหุวัฒนธรรม

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรระบุปัญหาที่เยาวชนพหุวัฒนธรรมต้องเผชิญในด้านการศึกษาอย่างรอบคอบ แม้ว่าคนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะได้รับการศึกษาภาคบังคับ แต่พวกเขาควรเห็นว่าเหตุใดพวกเขาจึงถูกกีดกันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือการจ้างงาน

คิมจินฮีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย 한국교육개발원 ซึ่งได้ทำการศึกษาปัญหาเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม มีการวินิจฉัยว่าเยาวชนกลุ่มนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เท่าเทียมทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษา ที่อยู่อาศัย และวัฒนธรรม

“หากคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง พวกเขาจะสามารถผ่านการเลือกปฏิบัติได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าพวกเขาปล่อยให้มันเป็นบาดแผล พวกเขาก็มักจะเลือกที่จะหลบหนีหรือลาออกในภายหลัง”

นักวิจัยคิมจินฮีเน้นว่าการเลี้ยงดูผู้อพยพที่เป็นทายาทรุ่นที่ 2 นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

ตัวอย่างเช่น การที่จะให้คำตอบของคำถามที่ว่า “คุณคิดว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมสามารถเป็นรัฐมนตรีหรือรองรัฐมนตรีของเกาหลีได้หรือไม่” คำตอบก็ควรเปลี่ยนเป็น “ใช่”

“คนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่ไปเรียนที่วิทยาลัยก็จะเริ่มมองเห็นโลกกว้างและบ้างก็ถูกข่มขู่ ทำให้อัตราการออกกลางคันในระหว่างเรียนที่วิทยาลัยยังไม่ได้รับการตรวจสอบบ้าง สิ่งสำคัญในปัญหาจุดนี้คือต้องดูว่าพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูมาในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพหรือกลายเป็นพลเมืองที่มีสุขภาพดีจริงๆ หรือไม่”

“เราควรชื่นชมรากเหง้าของความหลากหลายที่เยาวชนหลากวัฒนธรรมมีอยู่ ไม่ใช่กีดกันพวกเขาเพียงเพราะมีภูมิหลังที่มาจากครอบครัวหลากในเกาหลี”

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นว่า “เส้นเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน” ควรนำเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาด้วย

เนื่องจากพระราชบัญญัติการสนับสนุนครอบครัวหลากวัฒนธรรมกำหนดเด็กและวัยรุ่นคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปี เยาวชนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะอยู่นอกนโยบายและจะเริ่มมีวุฒิภาวะตั้งแต่อายุ 25 ปี นั่นจึงไม่ได้จำแนกตามมาตรการเยาวชนที่ครอบคลุมซึ่งประกาศโดยพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้

“แม้ว่าพวกเขาจะอายุ 20 ปีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้ในวงจรชีวิตเดียวกัน เพราะเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมและเยาวชนเกาหลีนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การสนับสนุนนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะ”

คิม มินจี กล่าว
“ผู้ที่มีประสบการณ์จากครอบครัวหลากวัฒนธรรมควรมีส่วนร่วมในนโยบายและมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย กล่าวคือนักการเมืองจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความสำคัญสำหรับเยาวชนที่อายุน้อยกว่าฉัน”

ปาร์คซึงมินได้กล่าวสนับสนุนว่า “ฉันเริ่มจะสนใจการเมืองมากขึ้น” ถ้ามีนักการเมืองที่มาจากผู้อพยพเขาก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นมีตัวตนในสังคมเกาหลีนี้บ้าง

มีหลายกรณีที่หญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเป็นตัวแทนของผู้หญิงหรือผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคาดการณ์ว่าผู้นำที่มาจากภูมิหลังหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเริ่มมีบทบาทโดยเริ่มจากรัฐบาลท้องถิ่นขนาดเล็กในอนาคต

คำถามยังคงมีอยู่ว่าสังคมเกาหลีพร้อมที่จะยอมรับนักการเมืองที่มีสีผิวและภูมิหลังต่างกันหรือไม่ ซึ่งก็มีแบบอย่างมาก่อนหน้านี้

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในอดีต 이자스민 ได้รับการตอบรับอย่างมากจากชาวเกาหลีเมื่อเธอเป็นลูกสะใภ้ชาวฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดหลังจากกลายเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊คอธิบายว่า “คนเกาหลีไม่สนใจตอนที่พวกเขา (ผู้อพยพ) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าชาวเกาหลี แต่พอเขาเริ่มเข้ามามีอำนาจ คนเกาหลีกลับรู้สึกว่าคนเกาหลีเริ่มถูกปฏิเสธ”

“เป็นเรื่องปกติที่ชาวเกาหลีจะอยู่ในฐานะที่จะต้องให้ความช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจผู้อพยพ แต่ผู้อพยพก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้”

นอกจากนี้ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่มีการให้กำลังใจในกรณีมีชาวเกาหลีได้มีบทบาทหน้าที่นักการเมืองในต่างประเทศ แต่ในประเทศการที่จะมีรัฐมนตรีที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระวังในเกาหลี

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊ค กล่าวว่า “หากพบต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านการเมือง (จากผู้ที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม) คาดว่ามุมมองของความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไป”

이자스민 เธอกล่าวว่า
“เช่นเดียวกับการให้สิ่งจูงใจแก่คนหนุ่มสาวในช่วงการเลือกตั้งเบื้องต้นก็ด้วย ผู้อพยพก็ต้องได้สิทธิ์พิจารณา ตัวแทนของผู้อพยพที่จะสามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บ้างในทุกที่ ทุกเวลา แม้แต่ในพรรคการเมืองขนาดใหญ่”

เธออธิบายด้วยวิธีนี้ถึงความสำคัญของอาชีพทางการเมืองของเธอเองว่า
“ตั้งแต่ฉันออกจากรัฐสภา ความถี่ของคำว่า ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ ในบทความก็ลดลงอย่างมาก ความสนใจของรัฐบาล สังคม และสื่อกลายมาเป็นเพียงการบอกเล่าถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของตัวแทนและแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนก็ตาม”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ตัดเบอร์โทร ต่างชาติหากเดินทางกลับประเทศ

ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป เมื่อใดที่ชาวต่างชาติเดินทางออกจากเกาหลีใต้อย่างสมบูรณ์แล้ว ซิมการ์ดหรือเบอร์โทรศัพท์ที่เคยใช้นั้นจะถูกตัดหรือยกเลิกทันที

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ได้เพิ่มความเข้มงวดในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเพื่อป้องกันไม่ให้ซิมการ์ดที่เปิดด้วยชื่อชาวต่างชาติถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ด้านว้อยท์ฟิชชิ่ง

ก่อนหน้านี้มีการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ KAIT (한국정보통신진흥협회) ปีละ 3 ครั้งเพื่อให้ชาวต่างชาติยกเลิกหรือตัดซิมการ์ดหลังเดินทางออกนอกประเทศเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลกับ KAIT ปีละ 3 ครั้งมีความเป็นไปได้ที่จะมีการลอบใช้เบอร์ต่อโดยคนอื่น เนื่องจากคนอื่นสามารถใช้ซิมการ์ดได้นานถึง 4 เดือนหลังจากชาวต่างชาติเจ้าของเบอร์ออกจากเกาหลี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของซิมการ์ดแบบเติมเงิน (โทรศัพท์แบบการ์ด) ที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักระยะสั้นมักเปิดใช้งาน ข้อมูลการเดินทางนั้นจะไม่สามารถเช็คหรือแบ่งปันข้อมูลให้กันได้ซึ่งถือว่าเป็นจุดบอด

* สถานะปัจจุบันของการใช้งานโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติ เดือนกุมภาพันธ์ (โดย KAIT)

สถานะการใช้บริการเบอร์โทรศัพท์แบบรายเดือน: 1.28 ล้านราย

สถานะปัจจุบันการใช้เบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงิน: 1.16 ล้านราย

ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงเตรียมข้อมูลการเดินทางเข้าออกของชาวต่างชาติที่เปิดซิมการ์ดให้กับ KAIT ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน เพื่อให้สามารถยกเลิกหรือระงับซิมการ์ดได้ทันทีที่ออกเดินทาง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะโทรศัพท์แบบเติมเงิน ซึ่งส่วนใหญ่เปิดใช้งานโดยชาวต่างชาติระยะสั้นจะมีการส่งข้อมูลการการเปิดเบอร์อัพเดททุกวัน ดังนั้นคาดว่าเบอร์โทรศัพท์แบบเติมเงินที่เปิดด้วยชื่อของชาวต่างชาติที่เดินทางออกนอกประเทศไปแล้วจะถูกบล็อกทันที

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

เนื้อคู่ประตูโสม บริการสุดพรีเมี่ยมกับ ChatnLunch

เนื้อคู่ประตูโสม บริการสุดพรีเมี่ยมกับ ChatnLunch

 

คนมีคู่ไม่รู้หรอก การที่เราจะหาคนที่ใช่ ไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่มันอยู่ที่ความเป็นเขาภายในมากกว่า คนโสดถูกใจสิ่งนี้แน่เพราะแอดมินกำลังจะพาไปรู้จักกับบริการสุดหรูในการหาคนที่ใช่จากภายใน มาเป็นคนที่จะคอยเติมเต็มกันและกันไปตลอดการเดินทางของชีวิตนี้

พาชม ChatnLunch (แชท แอนด์ ลันช์) บริษัทจัดหาคู่ชื่อดังที่เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในเกาหลีใต้ที่ได้รับ Certified Matchmaker จากสถาบันระดับโลกอย่าง Matchmaking Institute New York, USA

บริการจัดหาคู่ ChatnLunch

หาคู่ที่ใช่ได้อย่างไร, ค่าบริการเท่าไหร่, ปลอดภัยไหม?

“บริษัทจัดหาคู่” สำหรับคนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นธุรกิจที่ดูลึกลับ ซับซ้อน จะหลอกลวงไหม เป็นการค้ามนุษย์แอบแฝงหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้เห็นบริษัทลักษณะนี้ตามท้องถนนทั่วไป รวมไปถึงความเชื่อที่ว่าการมาใช้บริการหาคู่ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ หรือบางคนอายที่จะต้องพูดถึงการใช้บริการจัดหาคู่ แต่ในประเทศเกาหลีใต้และในหลายๆ ประเทศนั้น การใช้บริการบริษัทจัดหาคู่เป็นเรื่องปกติธรรมดามากและมีมานานหลายสิบปีแล้ว


โดยส่วนตัวทีมงาน Thaikuk ได้รู้จักกับเจ้าของบริษัทซึ่งก็คือ คุณโรสและ คุณหยาง ซึงอู เจ้าของบริษัท ChatnLunch (NY Matchmaking LLC.) จึงได้มีโอกาสเข้าไปดูเบื้องหน้า เบื้องหลัง ว่าจริงๆ แล้วบริษัทจัดหาคู่เนี่ย มีหน้าตาเป็นยังไงกันนะ !?

 

พาชมออฟฟิศ ChatnLunch

 

บริการจัดหาคู่ ChatnLunch
บรรยากาศภายในออฟฟิศ ChatnLunch


ออฟฟิศของ ChatnLunch ตั้งอยู่ที่ตึกมีวาง ชั้น 12 ในย่านกังนัม มีความสะดวกในการเดินทาง สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน Line 2 Gangnam Station ทางออก 2 เดินเพียงแค่สองนาทีก็ถึงตึก หรือ ShinBunDang Line Gangnam Station ทางออกที่ 4 ซึ่งจะเจอตึกอยู่ทางด้านซ้ายมือเลย

 

ลูกค้าที่สนใจและต้องการใช้บริการจัดหาคู่ ChatnLunch ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มจากการโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม หรือติดต่อผ่านเว็บ หรือทาง LINE@ ก่อนเป็นส่วนใหญ่ หากสนใจสมัครสมาชิกจึงค่อยเข้ามาพูดคุยที่บริษัทจริงๆ อีกครั้งหนึ่ง (ที่นี่ไม่รับ Walk-in ดังนั้นต้องทำการจองและนัดหมายก่อนล่วงหน้าเท่านั้นค่ะ) ภายในบริษัทก็จะมีห้องสำหรับพูดคุยหลายห้องในแบบพรีเมี่ยม มีความโมเดิร์น และเป็นส่วนตัว

 

บริการจัดหาคู่ ChatnLunch

 

“ทำไมต้องให้ผู้ที่สนใจ ที่ต้องการหาคู่เข้ามาพบปะพูดคุยที่ออฟฟิศนี้ด้วยคะ?”

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเข้ามาพูดคุยแบบเห็นหน้า คือการยืนยันความเป็นตัวตนของลูกค้าค่ะ ว่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร บุคลิกแบบไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้การได้คุยแบบเจอหน้าจะดีกว่า แต่ในกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเข้ามาคุยที่ออฟฟิศจริงๆ ก็จะเป็นการคุยสัมภาษณ์กับแม่สื่อผ่านทางวีดีโอคอลค่ะ”

ทีมงาน ChatnLunch ยังเล่าให้ฟังอีกว่า ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการ จะต้องยืนยันความ “โสด” ของตัวเอง เช่นถ้าเคยแต่งงานแล้ว ต้องมีใบหย่าที่ถูกต้อง เพราะที่นี่เป็นบริการจัดหาคู่ หารักแท้ ไม่ใช่บริการหากิ๊กนะจ๊ะ

และอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจก็คือทาง ChatnLunch มีการสกรีนและประเมินลูกค้าทางด้านสุขภาพจิตอีกด้วย ซึ่งทางบริษัทจะไม่รับสมาชิกที่เป็นโรคทางจิตเวท หรือมีประวัติทำร้ายร่างกาย

 

ขั้นตอนการใช้บริการจัดหาคู่ ChatnLunch

 

ติดต่อ : เริ่มติดต่อเข้ามาที่บริษัท โดยการให้ข้อมูลส่วนตัวแบบละเอียด ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ แม่สื่อจะติดต่อกลับผ่านทางโทรศัพท์ โดยมีการเช็คประวัติต่างๆ ประมาณ 10-15 นาที

พูดคุย : เชิญเข้ามาที่บริษัท เพื่อเช็คข้อมูลเพิ่มเติม เช่น สอบถามสเปคสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่ตัวเองชอบ ทำแบบสอบถาม ประมาณ 50-60 นาที ประวัติเรื่องความรักก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนแต่งงานแล้วหย่าเพราะอะไร หรือทำไมถึงเลิกกับแฟนคนก่อนๆ

หาคนที่ใช่ : หลังจากนั้นแม่สื่อก็จะไปค้นหาในฐานข้อมูล หรือประชุมกันว่าใครน่าจะเหมาะกับใคร แล้วจึงส่ง Profile ของทั้งสองฝั่งให้ ทาง ChatnLunch จะโทรไปเล่า Profile ให้ทั้งสองฝ่ายทราบ เช่น ชื่อเล่นอะไร เรียนจบที่ไหน น้ำหนักส่วนสูงเป็นยังไง แต่จะยังไม่ได้เห็นรูปภาพหรือหน้าตานะคะ ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะออกเดทเลยหรือเปล่า ถ้าทั้งสองฝ่ายโอเค ทางแม่สื่อก็จะนัดเดทให้

นัดเดท : สถานที่เดทส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหาร โดยทางบริษัทจะส่งเบอร์โทรทั้งคู่ให้ 4 ชั่วโมงก่อนเวลาเดท และในกรณีที่ลูกค้าต้องการล่าม เพื่อช่วยในการสื่อสาร ทางบริษัทก็มีบริการล่ามไว้บริการค่ะ

ติดตามผล : หลังจากนั้นแม่สื่อก็จะมีโทรไปสอบถามผลของการเดทว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ซึ่งหลังจากนั้นถ้าลูกค้าจะนัดเดทกันเอง คุยกันเองก็ทำได้เลยไม่ต้องผ่านแม่สื่อ แต่หากยังไม่เจอคนที่ใช่ ต้องการหาคนใหม่ แม่สื่อก็จะช่วยดูแลต่อ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่ลูกค้าเลือกใช้บริการค่ะ

 

โดยสรุปแล้ว ทีมข่าว Thaikuk คิดว่าบริการจัดหาคู่ก็ถือเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับคนโสด ที่ทุกวันนี้เริ่มหาแฟนกันยากขึ้น หรือบางคนอาจกลัวโดนหลอก และจากที่ได้มาสัมผัสที่นี่ ก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นงานที่น่ารักดีนะ เป็นงานแม่สื่อที่อยากให้คนได้รักกันจริงๆ เป็นบริการที่ปลอดภัย มีการตรวจสอบต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้มั่นใจ และไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเหมือนที่หลายคนเข้าใจ


เรื่องราคาก็ไม่ถือว่าถูก แต่ก็ไม่ได้แพง ขึ้นอยู่กับแพคเกจที่ผู้ใช้บริการจะเลือก คือราคาระดับนี้ก็ถือว่าช่วยสกรีนคนที่จะเข้ามาสมัครเล่นๆ ไปได้เยอะ และเพื่อมั่นใจได้ว่าบริการนี้สำหรับคนที่ต้องการมองหาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน สามารถพัฒนาไปถึงการแต่งงานในอนาคตได้จริงๆ

เพราะการที่เราจะได้พบกับคนที่โสดและเหมาะกับเราทั้งเรื่องของสเปค ทัศนคติ ความชอบ รวมถึงฐานะ ในชีวิตประจำวัน ก็ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ เลย

ค่าบริการจัดหาคู่

สมาชิกแบบฝากประวัติเริ่มต้นที่ 200,000 วอน

สมาชิกจัดหาคู่ระดับพรีเมี่ยม เริ่มต้นที่ 850,000 วอน

ชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน

มีการันตี ถ้าหาคนที่ถูกใจไม่ได้เลยในเวลา 6 เดือน จะคืนเงินให้ด้วยสำหรับสมาชิกจัดหาคู่พรีเมี่ยม (หักค่าธรรมเนียมแรกเข้า 500,000 วอน)

*ราคายังไม่รวม VAT 10%

คำถามสุดท้ายที่ทาง Thaikuk ถามกับทีมงาน ChatnLunch ว่า อะไรคือความสุขที่สุดของการทำงานแม่สื่อ คำตอบที่ได้ก็น่ารักทีเดียว “การที่เราได้เห็นคนรักกัน เพราะเราได้เห็นคนที่มีความทุกข์กับความโสด เคยเจอเรื่องร้ายๆ ในอดีต เราก็หวังอยากให้เขาได้พบกับคนดีๆ ได้มีความรักดีๆ กับคนที่ใช่ค่ะ”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม : www.chatnlunch.com

โอนเงินกลับไทยอย่างไรให้ถูกและคุ้ม

โอนเงินกลับไทยอย่างไรให้ถูกและคุ้ม

สมัครใช้งานแอพ GME ครั้งแรกที่นี่ ได้รับค่าโอนฟรีเพียงแจ้งว่าตามมาจากไทยกุก รับไปเลย 5,000 วอน ฟรีโอนหนึ่งครั้ง!!!

https://m.facebook.com/gmethailand/

สวัสดีค่ะ แอดมินไทยกุกนะคะ

อย่างที่ทราบกันดีสำหรับแรงงานไทยในเกาหลี ว่ามาทำงานก็ต้องมีการโอนเงินกลับไทยเพื่อครอบครัวและคนที่อยู่ทางบ้านกันอยู่แล้วเป็นประจำ

โดยปกติแล้ว หลายท่านมักใช้บริการโอนเงินไปยังต่างประเทศผ่านทางธนาคารใหญ่ๆในเกาหลี ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารเคอีบี ธนาคารอูรี แต่กลับต้องเสียค่าบริการที่สูงเกินไป

GME

ตอนที่แอดโอนเงินกลับไทยครั้งแรก กับยอด 1,000,000 วอน แอดต้องจ่ายค่าบริการราวๆ 5.5 เท่าให้กับธนาคาร

5.5% ก็คือ 55,000 วอน หรือราวๆ 1,600 บาท

ถ้าต้องส่งเงินกลับไทยยอด 1,000,000 วอนทุกเดือนตลอดหนึ่งปี เท่ากับว่าเราเสียค่าโอนไปกว่า 19,200 บาท

คิดกันโจ๊ะๆแบบนี้เลย แอดจึงต้องมองหาบริการโอนเงินที่ถูกลง

GME

จนมาเจอบริการโอนเงินของ GME REMITTANCE

ที่ค่าโอนแค่ 5,000 วอน หรือเป็นเงินไทยแค่ 150 บาทเองค่ะลูกเพจ

ตอนแรกที่ทราบบริการด้านนี้ก็สงสัยและเป็นกังวลเช่นกันว่ามันจะน่าเชื่อถือและไว้ใจได้จริงเหรอ

งั้นมาดูกันว่า GME นั้นเป็นมาอย่างไร GME เป็นบริษัทแรกที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลเกาหลีใต้ในการเปิดให้บริการทางการโอนเงินข้ามประเทศ

GME

แอดก็เริ่มมั่นใจบ้างล่ะหลังการค้นหา เพราะธุรกิจเขานัั้นได้รับการรับรองจริงจากรัฐบาลเกาหลีใต้ และนี่เป็นการร่วมมือทางธุรกิจระหว่างภาคธนาคารและภาคเอกชน

อีกทั้ง โอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นของ GME นั้น ยังสามารถรับเงินสดแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าได้ภายใน 10 นาทีผ่านธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศไทย เรียกได้ว่า มันเป็นแอพทางเลือกที่มีประโยชน์ในชั่วโมงเร่งรีบเช่นกัน

GME

ไหนมาดูกันสิว่า เราจะลงทะเบียนใช้งานผ่านแอพ GME ได้อย่างไร

[อันดับแรกก็เตรียมรูปที่เอกสารตามด้านล่างนี้]

1.พาสปอร์ต หรือ ใบกาม่า (ด้านหน้า และ ด้านหลัง)

2. สมุดบัญชีในเกาหลี

GME

จีเอ็มอี รีมิทแทนต์ (GME remittance) จะไม่ใช่การเปิดบัญชีใหม่ แต่จะเปิดใช้บริการผ่านการใช้บัญชีธนาคารในเกาหลีที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้บัญชีอื่นๆ ที่มีอยู่

หากมีบัญชีของธนาคารชินฮันที่เปิดบัญชีผ่านการใช้พาสปอร์ตจะลงทะเบียนใช้บริการไม่ได้ นอกเสียจากมีการอัพเดทข้อมูลกับทางธนาคารชินฮันให้เป็นข้อมูลใบกาม่าปัจจุบันเสียก่อน

① ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น GME ได้จาก Play Store หรือ App Store ก่อนเริ่มใช้งาน

GME
GME

② เปิดแอพพลิเคชั่น GME ขึ้นมา

③ เปลี่ยนเป็นภาษาไทยและเลือกลงทะเบียนใหม่

GME

④ กรอกอีเมล, รหัสผ่าน, และเลือกวันเดือนปี (ค.ศ) เกิด

GME

⑤ ล็อกอินเข้าสู่ระบบอีกครั้งด้วยอีเมลและรหัสผ่านที่ลงทะเบียนไว้ตะกี้

⑥ เลือกยืนยันบัญชีผู้ใช้งานเพื่อกรอกข้อมูลการสมัครให้ครบถ้วน

GME

⑦ กรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบ ในส่วนของข้อมูลอาชีพให้เลือก salaried และอย่าลืมกรอกรหัสผู้แนะนำจาก THAIKUK รหัสคือ 995111 เพื่อรับค่าโอนฟรี 5,000 วอนกันไปเลย

GME

⑧ กรอกข้อมูลในส่วนระบบความปลอดภัย ในช่องที่มาของเงินให้เลือก Salary / Wages

⑨ คลิกที่สัญลักษณ์กล้องถ่ายรูปเพื่ออัพโหลดรูปภาพเอกสารที่เตรียมไว้ข้างต้น

GME

⑩ หลังจากอัพโหลดรูปตามที่ระบุแล้วก็กดส่งเอกสาร

⑪ หลังจากนั้นจะมียอดเงิน 1 วอน โอนเข้าบัญชีผู้สมัครเพื่อเป็นการยืนยันข้อมูลบัญชี เพียงกรอกรหัสตัวเลขสี่ตัวเท่านั้น และกดยืนยันก็เป็นอันสำเร็จการลงทะเบียน

GME
GME

[เช็ครหัสยืนยันบัญชีที่ทาง GME เขาโอนเข้าบัญชีได้ผ่านเน็ตแบ้งค์กิ้งของธนาคาร]

[ถ้าไม่มีเน็ตแบ้งค์กิ้งก็สามารถเช็คได้ที่ตู้เอทีเอ็มเช่นกัน]

[ถ้าไม่มีทั้งเน็ตแบ้งคค์กิ้งและตู้เอทีเอ็มอยู่ใกลก็อย่าเพิ่งตกใจไป สามารถอินบ็อกไปยังเจ้าหน้าที่ GME ได้ที่ GME Remittance Thailand เจ้าหน้าที่ไทยจะคอยให้บริการตลอด]

ลิ้งค์เฟสบุ๊ค GME REMITTANCE THAILAND

⑫ การยืนยันการสมัครจะใช้เวลาภายใน 12 ชั่วโมง

บริการโอนเงินกลับไทย
พร้อมให้บริการชาวไทยในเกาหลีแล้วจ้า

GME REMITTANCE THAILAND[FACEBOOK]

รู้เปล่า? แรงงานต่างชาติก็สามารถ กู้เงินในเกาหลี ได้

ข่าวดี! พี่น้อง แรงงานต่างชาติ ในเกาหลี หนึ่งในนั้นก็มีแรงงานไทยรวมอยู่ด้วยแน่นอน รู้เปล่าว่ามีองค์กรปล่อยกู้ที่เป็นไปตามกฎหมายเกาหลีเตรียมไว้เอาใจแรงงานทุกท่านอยู่ด้วยนะ

บริษัทปล่อยกู้ในนาม Nexgen (เน็คเจน) เป็นบริษัททางการเงินที่มีการบริการด้านการปล่อยเงินกู้ ได้ร่วมมือกันกับ GME Remittance บริษัทการเงินที่มีบริการด้านธุรกรรมทางการเงินไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน, แลกเงิน, ปล่อยเงินกู้ เรียกได้ว่าครบวงจรทางการเงินกันเลยทีเดียว ทั้งสองบริษัทได้เล็งเห็นถึงความต้องการของแรงงานต่างชาติในเกาหลี โดยต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความอุ่นใจต่อแรงงานต่างชาติ เปรียบเสมือนอยู่บ้านเกิด บริการสินเชื่อเงินกู้นี้จึงได้เสริฟตรงต่อแรงงานต่างชาติในเกาหลีทุกท่าน

อย่างไรก็ตามบริการสินเชื่อเงินกู้นี้จำเป็นต้องมีเงื่อนไขในการให้บริการ มาดูกันว่าคุณสมบัติของผู้กู้ควรจะเป็นยังไงบ้าง

  • เป็นแรงงานที่มีสัญญาจ้างงาน
  • มีใบกาม่าและพาสปอร์ต
  • มีวีซ่าที่อายุเหลืออยู่นานกว่า 1 ปี 3 เดือน ไม่ขาดไม่เกิน
  • มีแบ้งค์สเตสเม้นต์ย้อนหลัง 3 เดือน
  • ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน
  •  

ตามคุณสมบัติด้านบนแล้วแรงงาน E-7, E-9, F-2, F-6, F-5 สามารถขอรับบริการนี้ได้สบายๆเลยล่ะ

แล้วจะขอรับสินเชื่อเงินกู้นี้อย่างไรล่ะ
– ไปที่ GME Remittance ทุกสาขาทั่วเกาหลี แล้วติดต่อขอรับบริการ (มีเจ้าหน้าที่ไทยช่วย)
– สมัครเองผ่านอินเทอร์เน็ต (ไม่มีเจ้าหน้าที่ไทย)

กู้เงินในเกาหลี

ถ้าสมัครผ่าน GME Remittance จะสะดวกในการสื่อสารผ่านเจ้าหน้าที่ไทย โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ เพียงลงทะเบียนและโอนเงินกับทาง GME Remittance 1-2 ครั้งก็มีสิทธิ์สมัครใช้บริการสินเชื่อเงินกู้นี้ได้แล้ว

แอดว่าก็เป็นทางเลือกอีกทางของลูกเพจที่จะได้สิทธิ์ในกรณีจำเป็นจะต้องใช้เงินด่วน ฉุกเฉิน โดยไม่ต้องไปเสี่ยงกู้กับนายหน้าโหดๆ ที่กระบวนการกู้ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ลองเช็คข้อมูลและถามรายละเอียดกันได้เลยที่ GME Remittance Thailand

ของดีต้องบอกต่อเป็นธรรมดาจ๊ะ ^———^

แชร์วิธี การสร้างเรซูเม่ ผ่าน App สมัครงานในเกาหลีใต้

แชร์วิธี การสร้างเรซูเม่ ผ่าน App สมัครงานในเกาหลีใต้

การสร้างเรซูเม่

 

สวัสดีค่ะ วันนี้แอดมินนำวิดีโอ การสร้างเรซูเม่ ที่แอดมินแหกตาตื่น ลืมตานอน ทำทั้งคืนมาฝากสำหรับคนที่กำลังค้นหางานในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันมากกว่าพี่ไทยเป็นไหนๆ แม้แต่การสมัครงานเอง ชาวไร่ชาวสวนยังต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ตเลยค่ะ เดี๋ยววันนี้แอดจะนำเสนอแอพพลิเคชั่นยอดฮิตที่ไว้เสิรชหางานในเกาหลีใต้ให้กับทุกคนที่สนใจนะคะ อีกอย่างเว็บเรามีงานประชาสัมพันธ์ผ่านฟอรั่มจ๊อบอยู่ด้วย เผื่อบางท่านงงว่าเอ๊ะ! ต้องทำไงหว่าา เอาล่ะพล่ามยาวแล้วมาดูกันค่ะ 

สร้างเรซูเม่ผ่าน JOBKOREA

แอพพลิเคชั่นแรกหรือสมัครผ่านเว็บก็ได้นะคะ www.jobkorea.co.kr เว็บนี้ยอดฮิตของผู้สมัครงานในเกาหลีใต้ค่ะไม่ว่าจะคนเกาหลีหรือชาวต่างชาติหากอ่านออกเขียนภาษาเกาหลีได้ก็เชิญมาสมัคร พร้อมทิ้งเรซูเม่สวยๆไว้รอเรียกสัมภาษณ์ หรือเริ่มงานได้ที่นี่เลย

 

สร้างเรซูเม่ผ่าน WORKNET

 

ต่อไปก็เป็นเว็บไซต์สำหรับหางานที่บริหารโดยภาครัฐ เว็บ worknet.go.kr เว็บนี้ก็ค่อนข้างเป็นที่นิยมลองแวะมาสร้างเรซูเม่ไว้ด้วยก็ดีนะคะ จะได้มี source ที่ไว้หางานได้เยอะๆ

 

หากมีคำถามทิ้งคำถามไว้ด้านล่างนะคะ เดี๋ยวแอดมินมาตอบให้ โชคดีในการหางานในประเทศเกาหลีใต้ค่ะ 
เข้ามาถูกกฎหมาย หางานได้ตามใจเลยจ้า แวะมาเป็นสมาชิกเว็บเราเยอะๆนะคะ ร่วมสร้างชุมชนชาวไทยในเกาหลีใต้ด้วยกันจ้า

 

 

แวะมาที่กลุ่มเราได้นะ

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยกับ ศาสนาในเกาหลี ใต้

ว่าด้วยเรื่อง ศาสนา ในประเทศเกาหลีใต้

เกาหลีเป็นประเทศที่มีแทบจะทุกศาสนาหลักของโลก ศาสนาในเกาหลี ตามสถิติปี 2015 ประชากรชาวเกาหลี 44% มีศาสนาที่ตนเองนับถือ เช่น คริสต์ศาสนา, พุทธศาสนา,ลัทธิขงจื้อ, และศาสนาอิสลาม อยู่ร่วมกันอย่างสันติกับคนทรงเจ้า 

          โดยส่วนมากแล้วชาวเกาหลีได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธและลัทธิขงจื้อมากกว่าศาสนาอื่น ๆ ในชีวิตของคนเกาหลีและมากกว่าครึ่งหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศที่ระบุไว้ว่ามีความสัมพันธ์กับสองศาสนานี้ พุทธศาสนาเข้ามาถึงเกาหลีเมื่อปี 372 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีการสร้างวัดนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ
          เป็นที่ยอมรับว่าเป็นอุดมการณ์ของรัฐในสมัยราชวงศ์โชซอน (ค.ศ. 1392-1910) ขงจื้อถือเป็นหลักจรรยาบรรณที่เน้นความสำคัญของความภักดีความกตัญญูและการบูชาบรรพบุรุษ ขงจื้อลูกศิษย์ยังเคารพบูชาบรรพบุรุษในความเชื่อที่ว่าวิญญาณของบรรพบุรุษอาจมีผลต่อชีวิตของลูกหลานของพวกเขาและพยายามที่จะหาสถานที่มงคลสำหรับหลุมฝังศพของบรรพบุรุษของพวกเขา อย่างไรก็ตามวันนี้มีผู้คนจำนวนมากเปลี่ยนจากการปฏิบัติตามประเพณีการฝังศพไปจนเป็นการเผาศพแทน

ศาสนาในเกาหลี

ความหลากหลายในการนับถือศาสนาของชาวเกาหลี ตอนนี้กำลังกลายเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติหลากหลายทางวัฒนธรรมและแน่นอนว่าก็ต้องมีความหลากหลายทางศาสนาในเกาหลีใต้เช่นกัน ดังนั้นประเทศเกาหลีใต้ได้ปกป้องความหลากหลายทางศาสนาโดยใช้กฎหมายเป็นกลาง โดยชาวเกาหลีมีอิสระที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้ตามศรัทธาและความเชื่อของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการนับถือศาสนาที่สำคัญอย่างเช่น คริสต์ศาสนา, พุทธศาสนา, ลักธิขงจื้อ, และศาสนาอิสลาม หรือ พวกลักธิศาสนาพื้นเมืองของชาวเกาหลี เช่น Won Buddhism และ Cheondogyo

ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้เข้ามาสู่เกาหลีจากประเทศจีนผ่านตัวแทนของสายโชซอน ที่ไปเยือนกรุงปักกิ่งและพวกปุโรหิตชาวตะวันตกที่ติดตามพวกเขา ชาวโรมันคาทอลิกต้นในประเทศเกาหลีถูกประหาร แต่ศาสนายังคงแพร่ระบาดไปในหมู่คนทั่วไปทั่วประเทศ การโดนประหารของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์โดยกษัตริย์โชซอนทำให้เกาหลีเป็นประเทศที่มีนักบุญคริสเตียนจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสี่ของโลก

ศาสนาในเกาหลี

โบสถ์แห่งแรกของ Chung Dong  Methodist ในกรุงโซล คริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งแรกของเกาหลีก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1897

ศาสนาในเกาหลี

เทศกาลโคมไฟดอกบัว เทศกาลเฉลิมฉลองการประสูติของพระศากยมุนี พระพุทธเจ้า ในวันที่ 8 ของเดือนจันทรคติที่ 4

          โปรเตสแตนต์ถูกนำเข้ามาในเกาหลีในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยนักเผยแผ่ศาสนาในอเมริกาเหนือและได้รับรางวัลอย่างรวดเร็วผ่านการศึกษาในโรงเรียนและการบริการทางการแพทย์ จนกระทั่งในปัจจุบันโปรเตสแตนต์ในเกาหลีมีสถาบันการศึกษาระดับกลางและระดับสูงวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยและศูนย์การแพทย์

          ในเกาหลีมีกลุ่มของศาสนาพื้นเมืองเช่นกัน เช่น ศาสนาชอนโดเกียว, Won Buddhism และ แดจองเกียว ซึ่งแม้ว่าจะประสบกับความผันผวนในประวัติศาสตร์เกาหลีสมัยใหม่ แต่ก็ยังคงมีบทบาทในการเพิ่มจำนวนผู้ที่มีศรัทธาอยู่ ศาสนาชอนโดเกียวซึ่งก่อตั้งขึ้นบนพื้นฐานของการเรียนรู้ตะวันออก (ดงฮัก) ในศตวรรษที่ 19 โดยถือหลักคำสอนที่ว่า “มนุษย์คือสวรรค์” ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อกระบวนการสร้างความทันสมัยในเกาหลี

 

ศาสนาในเกาหลี

การตกแต่งภายในวิหารเมียงดง ในกรุงโซล

ศาสนาในเกาหลี

มัสยิดกลางกรุงโซลในอิแทวอนกรุงโซล

          ศาสนาแดจองเกียว ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อบูชา “ทันกุน” ผู้ก่อตั้งรัฐเกาหลีคนแรกยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนเกาหลี และปลุกเร้าความรักในชาติเกาหลี ในปีค.ศ. 1955 ปรากฏว่ามีสมาคมอิสลามแห่งเกาหลีและอิหม่ามเกาหลีคนแรก (ผู้นำศาสนาอิสลาม) ตามด้วยมูลนิธิมุสลิมเกาหลีในปี 1967

          นอกเหนือจากศาสนาหลักแล้วชาแมน (คนทรงเจ้า) ยังมีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวเกาหลี ซึ่งถือเป็นลักธิที่พยายามที่จะช่วยให้พวกเขาเชื่อมต่อกับโลกฝ่ายวิญญาณและการคาดการณ์เกี่ยวกับอนาคตของผู้คน

ขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.korea.net/AboutKorea/Korean-Life/Religion

5 ทริค ในการทำงานร่วม กับ เจ้านายชาวเกาหลี

5 ทริค ในการทำงานร่วมกับเจ้านายชาวเกาหลี

เจ้านายชาวเกาหลี

1. ความภักดี

เจ้านายชาวเกาหลี ค่อนข้างจะใส่ใจในเรื่องความภักดีซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์แรกๆที่แน่นอนว่าผู้ประกอบการมักจะคำนึงถึง ซึ่งเจ้านายนั่นถือเป็นคนแรกในการตัดสินใจจะจ้างหรือไล่พนักงานออก เพราะความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับความจงรักภักดีต่อบริษัท ยิ่งในยุคสงครามข้อมูลหรือความลับขององค์กรที่ปัจจุบันนั้นง่ายต่อการรั่วไหลแล้วยิ่งต้องใส่ใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

2. ความรับผิดชอบ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม งานของคุณจำต้องเสร็จสิ้นในเวลาที่กำหนดซึ่งนั่นเป็นการบ่งบอกถึงความเชื่อใจในตัวบุคคลของเจ้านายที่มีต่อคุณ ไม่มีงานหรือเจ้านายที่ไว้ใจพนักงานที่มอบงานให้แล้วไม่สามารถจัดการได้ทันเวลา ความรับผิดชอบเพิ่มมูลค่าของความน่าเชื่อถือของคุณ

3. ความขยัน

มันจะดีกว่าไหมหากเจ้านายเกาหลีจะมองหาคนขยันขันแข็งมากกว่าคนขี้เกียจ? ความขยันถือเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้านายเกาหลีสามารถสัมผัสได้และนั่นถือเป็นการแสดงความจริงจังต่องานที่จะพาไปสู่ความสำเร็จในขั้นตอนต่อไปอย่างเงียบ ๆ

4. ความคิดสร้างสรรค์

แม้ว่าคุณจะรู้สึกถึงความจงรักภักดีความรับผิดชอบและความจริงใจ แต่คนที่ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นแรงผลักดันให้ บริษัท เติบโตขึ้นในยุคที่เน้นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี คุณต้องคิดถึงแนวคิดใหม่อยู่เสมอ

5. ความสามารถ

ความสามารถของแตะละคนในการร่วมงานในบริษัทเดียวกันมักจะคล้ายคลึงกัน และความพยายามในการทำงานเองก็จะช่วยเพิ่มความสามารถขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยในเรื่องอายุและความแก่สังคมที่นำมาซึ่งความสามารถที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว

 

หางานในเกาหลีที่นี่