เคยสงสัยไหมว่าทำไม? “ธนาคารจำกัดวงเงิน 300,000 วอนต่อวัน”

ชาวไทย รายหนึ่งแอบเข้ามาทำงานในเกาหลีใต้โดยไม่มีวีซ่า เขาอาศัยอยู่อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เขาต้องการที่จะเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้เป็นบัญชีเงินเดือน ทว่าหลังฝากเข้าแล้วกลับถอนออกลำบาก

นั่นเป็นเพราะว่าวงเงินการโอนเงินภายในประเทศระหว่างวันถูกจำกัดอยู่ที่ 300,000 วอน แต่ส่วนตัวเขาบางทีต้องการทำธุรกรรมการเงินโอนภายในประเทศ 1 ล้านเขากลับต้องเสียเวลาโอนถึง 4 วัน เลยทีเดียว

ชาวไทยรายนี้ถึงกับบ่นอุบว่า “เงินมันก็เป็นเงินของฉัน แต่ทำไมฉันจะใช้เงิยตามความต้องการตัวเองไม่ได้ล่ะ หรือมาจำกัดวงเงินกันเพียงเพราะฉันเป็นผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายเหรอ”

ธนาคารจำกัดวงเงิน

แต่เรื่องราวการจำกัดวงเงินนั้นที่จริงมันมีเหตุผลของมันอยู่

อย่างกรณีชาวไทยข้างต้นมีเกิดขึ้นมาหลายต่อหลายคนแล้วแะส่วนมาเป็นผู้คนมีปัญหาในการโอนเงินระหว่างธนาคารหรือโอนเงินฝากเข้าไปยัง “บัญชีที่มีการจำกัดวงเงินการทำธุรกรรมทางการเงิน (금융거래 한도계좌)” บัญชีที่จำกัดวงเงินการทำธุรกรรมทางการเงินจะมีระบบที่จำกัดวงเงินการโอนในประเทศ ผู้ที่ถูกจำกัดวงเงินส่วนมากจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถอธิบายวัตถุประสงค์ในการเปิดบัญชีธนาคารได้

การสร้างระบบเช่นนี้มีมาตั้งแต่ 2015 นั่นก็เพื่อป้องกันการฉ้อโกงทางการเงินและกรณีการหลอกลวงผ่านว้อยซ์ฟิชชิง จึงได้นำมาซึ่งการจำกัดวงเงินการถอนเงินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตแบ้งค์กิ้งหรือตามตู้เอทีเอ็มโดยจำกัดที่ 300,000 วอนต่อวัน และการถอนและโอนผ่านหน้าธนาคารจะถูกจำกัดไว้ที่ 1 ล้านวอนต่อวัน

โดยทั่วไป เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ บัญชีทั้งหมดจะถูกจัดประเภทเป็นบัญชีแบบจำกัดวงเงินทันที หากไม่มีการส่งเอกสารเพิ่มเติม และหากต้องการที่จะเปลี่ยนไปเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปที่มีวงเงินโอนสูงกว่ากำหนด คุณควรจะต้องเดินทางไปที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารเพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ในการเปิดบัญชี อาทิ หลักฐานการรับเงินเดือน, เอกสารที่บ่งบอกว่าใช้จ่าย
เป็นค่าครองชีพ เช่น ชำระค่าสาธารณูปโภค โดยต้องนำหลักฐานไปเองยังเคาน์เตอร์ธนาคาร

ธนาคารจำกัดวงเงิน

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอยกเลิกการจำกัดวงเงินในบัญชีธนาคารนั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละธนาคาร เนื่องจากไม่มีแนวทางโดยละเอียดที่กำหนดโดยหน่วยงานด้านการเงิน (FSS) หากมีเอกสารยืนยันได้พนักงานธนาคารจะเปลี่ยนให้มาเป็นบัญชีเงินฝากแบบทั่วไปทันที เอกสาร อาทิ หนังสือรับรองการจ้างงาน (재직증명서), สลิปเงินเดือน (급여명세서), และใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (근로소득 원천징수 영수증)

หากเป็นแม่บ้านและนักศึกษาวิทยาลัยที่ไม่มีรายได้ต้องปริ้นส์เอกสาร อาทิ บิลค่าสาธารณูปโภคและรายละเอียดการใช้บัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนประเภทบัญชีนั้นจะขึ้นอยู่กับสำนักงานสาขาและเจ้าพนักงานธนาคารตามสาขานั้นๆ อาจมีการขอเอกสารเพิ่มเติม อาทิเช่น ใบแจ้งยอดการชำระค่าโทรศัพท์มือถือหรือค่าเล่าเรียน (นักศึกษาวิทยาลัย) กระบวนการนี้อาจใช้เวลาเพิ่มอีกสองถึงสามวัน

เจ้าหน้าที่ธนาคารรายหนึ่งกล่าวว่า “หากพนักงานธนาคารเห็นว่าจุดประสงค์ในการเปิดบัญชีธนาคารนั้นไม่ได้รับการอธิบายอย่างถูกต้องจากผู้มาขอเปิดบัญชี เราก็สามารถขอเอกสารเพิ่มเติมต่างๆ ได้ บัญชีธนาคารส่วนใหญ่ที่ถูกแปลงเป็นบัญชีทั่วไปอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงินได้ ดังนั้นทางเราจึงต้องเข้มงวดไว้ก่อน” เขากล่าว

ธนาคารจำกัดวงเงิน

ในทางกลับกัน ธนาคารที่ให้บริการผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตที่เปิดบัญชีแบบไม่ต้องเจอหน้ากันก็ยิ่งง่ายที่จะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นบัญชีแบบจำกัดวงเงินซึ่งนี้ถูกจำกัดง่ายกว่าธนาคารพาณิชย์ เมื่อธนาคารทางอินเทอร์เน็ตบางแห่งสมัครผ่านแอปสมาร์ทโฟน ธนาคารจะสอบถามข้อมูลประจำตัวทางออนไลน์ได้ด้วยทเช่น ที่มาของรายได้ที่ได้รับ ก่อนจะเปลี่ยนบัญชีที่จำกัดวงเงินมาเป็นบัญชีออมทรัพย์แบบทั่วไปทันที

อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดบัญชีธนาคารอื่นใหม่ภายใน 20 วัน มีความเป็นไปได้สูงที่ทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารทางอินเทอร์เน็ตจะปฏิเสธที่จะเปลี่ยนบัญชีที่จำกัดวงเงินเป็นแบบทั่วไป ทั้งนี้นั้นก็ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันว้อยซ์ฟิชชิ่งและการฉ้อโกงทางการเงินผ่านการระงับเปิดบัญชีหลายบัญชีติดๆกันในระยะเวลาอันสั้น

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เตรียมทบทวนกฎขอเปลี่ยนงาน E-9

ผลการวิจัยการบริการของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าพนักงาน EPS ควรได้รับการประกันเสรีภาพในการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน

กฎขอเปลี่ยนงาน

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) วางแผนที่จะทบทวนเรื่องการเปลี่ยนแปลงในระบบ EPS โดยอิงจากผลการวิจัยของบริการวิจัยนี้ จนถึงขณะนี้ ชุมชนแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดของแรงงานต่างชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตามงานวิจัยของ 한국노동연구원 เรื่อง ‘사업장 변경제도 개선방안 연구’ ของนักวิจัยได้เสนอให้มีการปรับปรุงระบบ EPS และชี้ให้เห็นถึงทิศทางในการยกเลิกขีดจำกัดด้านเหตุผลและจำนวนการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหนึ่งปีแรก แต่หลังจากหนึ่งปีอาจจะมีแผนเปลี่ยนแปลงที่ทำงานได้

โดยหลักการแล้วในปัจจุบัน ได้กำหนดว่าพนักงาน EPS ไม่สามารถเปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือ ลาออก จากงานได้ อย่างไรก็ตาม ก็มีในบางกรณีที่เหตุผลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติโดยตรง อาทิ การบอกเลิกสัญญาจ้างงานของนายจ้าง, การปิดกิจการกระทันหัน, การละเมิดสภาพการทำงาน, หรือการได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม นั้นจะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้

แม้กระทั่งการถูกเบี้ยวค่าจ้าง จะมีกรณีผิดข้อกำหนดบางประการ เช่น ไม่จ่ายเกิน 30% ของค่าจ้างรายเดือนเป็นเวลาสองเดือน เช่นนี้แรงงานจะสามารถย้ายงานได้เลย

แม้แต่กรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างงานก็ด้วย ฯลฯ แต่การจะเปลี่ยนนั้นต้องไม่เกิน 3 ครั้งภายใน 3 ปี นายจ้างบางคนก็ใช้ช่องโหว่นี้ในทางที่ผิด บางก็ทำทีว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงานเพื่อจะได้รีดเงินจำนวนมากจากแรงงานต่างชาติ

หากแรงงานไม่ยอมจ่ายก็ต้องลาออกจากงาน พอจะหางานใหม่อีกทีก็กลายเป็นเรื่องยาก บางรายก็ถูกไล่ออกกระทันหัน

ชุมชนแรงงานวิพากษ์วิจารณ์ว่าแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในเกาหลี แต่รัฐบาลยังกีดกันเสรีภาพในการลาออกหรือย้ายถิ่นอีกด้วย

กฎขอเปลี่ยนงาน

จนถึงขณะนี้ กระทรวงการจ้างงานและแรงงานได้กล่าวว่าข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีการแนะนำระบบอนุญาตจัดหางานเข้ามาก็เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนตามบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม และการออกวีซ่าก็จะออกให้กับแรงงานต่างชาติฝที่มีการทำสัญญาจ้างงานในสถานประกอบการนั้นร่วมกับนายจ้างแล้วเท่านั้น

ในงานวิจัยนี้ เหตุผลที่นักวิจัยเสนอให้ยกเลิกเหตุผลและจำนวนครั้งของการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานก็คือ การละเมิดรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง “การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

นักวิจัยเห็นว่าข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานกลายเป็นวิธีการบังคับเพื่อใช้งานแรงงานต่างชาติ ซึ่งทำให้แรงงานต่างชาติต้องพึ่งพานายจ้างมากขึ้น การป้องกันที่เฉยเมยที่สุดที่แรงงานสามารถรับมือกับการปฏิบัติและสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรมและไม่เอื้ออำนวยก็คือ การลาออกจากงาน อย่างไรก็ตาม ระบบอนุญาตจัดจ้างงานดันมาจำกัดสิทธิ์แม้กระทั่งกับมาตรการป้องกันขั้นต่ำที่แรงงานควรที่จะทำได้เหล่านี้

นอกจากนี้ การกระทำนี้ยังละเมิดมาตรา 143 ของ ILO (บรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาแรงงานข้ามชาติ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลีใต้ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงฉบับที่ 29 (การห้ามให้มีการบังคับใช้แรงงาน) ของ ILO และกำหนดมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีหน้า

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการอนุมัติของกระทรวงการจ้างงานและแรงงานในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานก็ส่งผลเสียต่อแรงงานต่างชาติเช่นกัน

เมื่อแรงงานต่างชาติขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์จัดหางานต้องตรวจสอบเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงกับนายจ้าง และหากมีความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แรงงานต่างชาติต้องแสดงหลักฐาน

ในบรรดาระบบการอนุญาตจัดจ้างงานในปี 2018 86.3% ของการเปลี่ยนสถานที่ทำงานพบ 40,650 รายการมีการเปลี่ยนงานตามอุตสาหกรรมการผลิตเนื่องมาจากเกิดการยกเลิกสัญญาจ้างและสัญญาจ้างงานหมดอายุ แต่ 1% เกิดจากการปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม มีบางกรณีที่แรงงานต่างชาติหาข้อพิสูจน์ได้ว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจริงจนได้สิทธิ์เปลี่ยนสถานที่ทำงานในที่สุด

กฎขอเปลี่ยนงาน

การเปลี่ยนแปลงที่ทำงานของแรงงานต่างชาติจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยความน่าที่จะลดนั้นถึง 17% ภายในปี 2025 นักวิจัยกล่าวว่าแรงงานต่างชาติเริ่มจะไม่เปลี่ยนสถานที่ทำงานกันมากเกินไป เนื่องจากการเปลี่ยนงานนำไปสู่การระงับสัญญาจ้างแรงงานและรายได้พวกเขาก็จะลดลง ด้วยเหตุนี้ ข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานที่มีอยู่จึงไม่มีความหมายใดที่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ไว้กัน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาแย้งว่าไม่ควรได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ทำงานในปีแรก ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้ (เหล่านายจ้าง)

มีการกล่าวไวเด้วยว่าแรงงานต่างชาติ EPS ไม่ควรได้รับอนุญาตให้หางานทำด้วยตัวเองเพราะมันจะถือเป็นปัญหาและเป็นการแทรกแซงนายหน้า

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการจ้างงานและแรงงานกล่าวว่า “เราได้รับความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว เนื่องจากความคิดเห็นอีกด้านของแรงงานและผู้บริหารนั้นแตกต่างกันมาก จากผลบริการวิจัย รัฐบาลจะทบทวนและส่งเสริมการปรับปรุงระบบหลังจากรวบรวมความเห็นของฝ่ายบริหารแรงงานได้เพียงพอ”

ผู้แทนราษฏร ยุนมีฮย็าง(윤미향 의원) ผู้จัดทำรายงานต่อ 경향신문 กล่าวว่า “ควรปรับปรุงด้านการจำกัดการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของแรงงาน เนื่องจากเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล”

จากนั้นเธอกล่าวว่า “เกาหลีใต้ที่ลงนามในข้อตกลงอนุสัญญา ILO จะมีผลบังคับใช้ว่าด้วยการห้ามบังคับใช้แรงงาน และเกาหลีใต้จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างมากในด้านนี้ในฐานะที่เป็นประเทศที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ILO”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ตม.บุกบ้านไม่มีหมายค้น “ถือว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน”

หลังสถานการณ์โควิด-19 คนไทยที่เป็นอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายอาจจะเริ่มกังวลเรื่องการปราบปรามอีกมาก

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลี (국가인권위원회) ออกมาให้ข้อมูลถึงการตัดสินว่าหากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าค้นบ้านพักผู้ใดโดยไม่ได้รับการยินยอมจากผู้อยู่อาศัยในระหว่างปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายจะถือว่าเป็น “การละเมิดเสรีภาพในการพำนัก”

ตามการตัดสินใจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีได้แนะนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (법무부) จัดให้มีมาตรการป้องกันและฝึกอบรมงานเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองค้นบ้านโดยไม่ได้รับความยินยอม

บุกบ้านไม่มีหมายค้น

ในเดือนเมษายน 2019 นายเอ ผู้ยื่นคำร้อง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกบ้านของเขาในชุงชองนัมโด (충청남도) โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำการค้นหาและสอบสวน และละเมิดเสรีภาพในการพำนักของเขา

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอ้างว่าไม่มีการบุกรุก และพวกเขาได้รับข้อมูลว่าบ้านกำลังดำเนินการร้านสักโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยมีการจ้างคนไทยที่ผิดกฎหมายทำงานภายในบ้าน

และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองซึ่งปฏิบัติหน้าที่นอกเครื่องแบบได้พบเข้ากับนายเอ และนายบี ชาวไทย บริเวณหน้าบ้าน พวกเขาทั้งสองตอบรับคำขอให้แสดงตัวตนและขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในบ้านด้วยตนเอง

หลังจากเข้าไปในบ้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ปราบปรามชาวต่างชาติทันที เนื่องจากกลัวว่าจะมีการหลบหนี ก่อนจะทำการยืนยันตัวตนของนายบี หลังจากขอความยินยอมจากเจ้าของบ้าน (นายเอ) แล้ว ทั้งคู่จึงถูกจับในข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งผิดต่อกฎหมาย

บุกบ้านไม่มีหมายค้น

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเกาหลีพบว่าคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่เป็นความจริง

จากการสอบสวนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเกาหลี ได้รับการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเห็นนายบีชาวไทยที่กำลังเข้าไปในบ้าน เจ้าหน้าที่ก็พุ่งตัวเข้าไปข้างในก่อนนายบีและเปิดประตูห้องทันที

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีกล่าวว่า “การเข้าไปภายในบ้านที่ได้รับความยินยอมเพียงแค่จากนายบีคนไทยเท่านั้นถือว่ามีสิทธิ์แค่การยืนยันตัวตน แต่ไม่มีกรณีใดที่นายบีตกลงที่จะให้ค้นห้องทุกห้องในบ้านพักอาศัย”

“และการค้นบ้านทั้งหลังของนายเอโดยไม่ได้ขอความยินยอมจากผู้ร้อง (นายเอ) ก็ถือเป็นการละเมิดหลักกระบวนการอันสมควรและเป็นการละเมิดเสรีภาพในการอยู่อาศัย”

บุกบ้านไม่มีหมายค้น

พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเช่นนี้เคยมีมาก่อนแล้ว

ในปี 2019 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองปราบปรามการเข้าพักอย่างผิดกฎหมายในร้านอาหารภายในสถานที่ก่อสร้าง พวกเขาแจ้งเฉพาะพนักงานร้านอาหารและละเมิดขั้นตอนในการขอคำยินยอมจากผู้จัดการในการเข้าตรวจค้น แม้แต่ในเวลานี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของเกาหลีแนะนำว่าควรเตรียมแนวทางที่เหมาะสมโดยละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

นายจ้างเกาหลีหัวหมอแจ้งจับลูกจ้างไทย ‘ก่อนโดนสอบกรณีค้างค่าจ้างลูกจ้าง’

แรงงานไทย นายเอ เข้ามาทำงานในเกาหลีกว่า 3 ปีต้องถึงกับตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาหลังขอเงินแทจิกึม (เงินชดเชย) จากนายจ้างในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายจ้างยืนยันว่าเขาจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้เพราะว่าเป็น “คนงานต่างชาติที่ผิดกฎหมาย” ซึ่งทำงานโดยไม่มีวีซ่าทำงาน

นายจ้างเกาหลี

นายเอจึงได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) โดยกล่าวว่า “ได้โปรดช่วยผมให้ได้รับค่าจ้างที่นายจ้างค้างจ่ายอยู่เถอะครับ” ในขณะเดียวกันนายจ้างกลับแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่เขาเดินทางไปชี้แจงต่อสำนักงานแรงงาน

ตำรวจเดินทางเข้าไปยืนยันตัวตนว่านายเออยู่ในเกาหลีโดยไม่มีวีซ่าทำงานตามแจ้งความจริงหรือไม่ทันที ก่อนจะแจ้งต่อนายเอถึงการจะส่งตัวเขาไปยังศูนย์คุ้มครองต่างชาติ

ตัวนายเอเองกังวลว่าจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศก่อนและจะไม่ได้รับเงินค้างจ่ายก่อนที่การสอบสวนของกระทรวงการจ้างงานและจัดจ้างแรงงานจะเสร็จสิ้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่าจำเป็นต้องมีการปรับปรุงระบบระงับการกักขังและการส่งกลับในขณะที่แรงงานต่างชาติกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการสอบสวนเหตุไม่ยุติธรรมที่ได้รับจากนายจ้าง

นายจ้างเกาหลี

ตามรายงานของสำนักข่าวฮันกยอเร [한겨레] เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม แรงงานต่างชาติชาวไทย 4 คน ในเมืองชอนัน, ชุงช็องนัม (충남 천안) รวมทั้งนายเอได้รายงานเรื่องราวของหัวหน้าโรงงานแปรรูปเกษตรไปยังกระทรวงการจ้างงานและแรงงานสาขาชอนันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม.

ตามคำร้องที่แรงงานส่งไป แรงงานแต่ละคนทำงานในโรงงานแห่งนี้มาเป็นเวลา 1~3 ปีก่อนจะลาออกเพื่อกลับประเทศไทยในเดือนเมษายนปีนี้ แต่พบว่านายจ้างค้างค่าจ้างแรงงานทั้ง 4 คนซึ่งเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 70 ล้านวอน รวมถึงเงินค่าชดเชย (แทจิกึม), ค่าจ้างวันลาประจำปี, และค่าแรงขั้นต่ำ จางฮเยจิน (Jang Hye-jin) คนงานจากสหภาพแรงงาน (노무법인 승리) ที่ช่วยเหลือแรงงานไทยทั้ง 4 กล่าวว่า “นายหน้าที่จัดหางานให้นายเอเคยขู่ไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ‘ถ้าใครรายงานเรื่องการจ่ายค่าจ้างล่าช้าต่อกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน เขาจะแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมาจับและจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศในฐานะผู้อพยพผิดกฎหมาย’ “

และเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ได้มีการสอบสวนแรงงานไทยและนายจ้างครั้งแรก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้าไปยังสำนักงานในสาขาชอนันและแจ้งว่าจะจับกุมนายเอและคนอื่นๆ

เพราะได้รับการแจ้งความมาจากนายจ้าง นายจ้างแจ้งว่านายเอแอบขโมยเอาผลิตภัณฑ์ของบริษัท อาทิเช่น พริกแห้ง ไปขายโดยพลการ พอเจ้าหน้าที่ตำรวจพบนายเอก็สอบทราบทันทีว่าเขาเข้าพำนักในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ประกาศว่าจะส่งนายเอและพวกไปที่ศูนย์คุ้มครองชาวต่างชาติทันทีหลังการตรวจสอบของกระทรวงการจ้างงานและจัดจ้างแรงงานดำเนินการเสร็จในวันนั้นและจะเนรเทศออกนอกประเทศ แต่แล้วอีก 2 ชั่วโมงให้หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องส่งตัวพวกเขากลับออกมา เนื่องจากทนายความของแรงงานแย้งเรื่องการจับกุมที่ไม่เป็นธรรม เพราะถือเป็นการ “การบังคับจับกุมแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติด้วยวิธีและการพิจารณาความอาญาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย”

เจ้าหน้าที่ที่สำนักงานในสาขาชอนัน ซึ่งสอบสวนกรณีนายเอกล่าว
“ข้อเรียกร้องของแรงงานและนายจ้างแตกต่างกันมาก การสอบสวนที่ต้องว่าตามกฎนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนายจ้างไม่ได้เขียนสัญญาจ้างงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีบันทึกการจัดจ้าง แถมมีการถูกตั้งข้อหาเล็กน้อยในวันเดียวกัน”

“แต่ฉันก็เข้าใจได้ว่านายจ้างเรียกตำรวจมาก็เพราะเห็นนายเอมาที่สำนักงานแรงงาน”

แม้แต่นายเอเองก็สงสัยว่านายจ้างแจ้งความกับตำรวจเพื่อกระตุ้นให้ตนถูกส่งตัวกลับประเทศ เพื่อจะไม่ให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างถูกต้อง

นายจ้างเกาหลี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใส่ความเรื่องการขโมยพริกแห้งไปแอบขาย ถ้าตัวเขาจะทำคงทำไปนานแล้ว คงไม่จู่ๆก็มาทำทั้งที่อยู่มาตั้ง 3 ปี

ในการตอบสนองนายจ้างกล่าวว่า
“คนที่ซื้อพริกอ้างว่าได้รับพริกที่ถูกขโมยมาจากนายเอ ฉันก็เลยไปแจ้งความ ความเสียหายมีแน่นอนจะรู้ได้ก็ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจสอบบันทึกแล้วเท่านั้น ทางตำรวจเขาจะช่วยแก้ไขให้”

“กล้องวงจรปิดภายในโรงงานก็แสดงให้เห็นว่ามีการทำงานถึงแค่ 15.00 น. ดังนั้น ถ้าผมจะคำนวณค่าจ้างจนถึงแค่ 15.00 น. มันก็จะไม่มียอดค่าจ้างค้างจ่ายที่ต้องให้พวกเขา”

อย่างไรก็ตามนี่ได้กลายเป็นเรื่องราวที่นายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายแล้วค้างค่าจ้างมักจะนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อแจ้งจับลูกจ้างผิดกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์การหลีกเลี่ยงชำระค่าจ้าง

เพราะหากเหยื่อถูกควบคุมตัวไปยังศูนย์คุ้มครองชาวต่างชาติหรือถูกเนรเทศกลับประเทศบ้านเกิด ก็จะเป็นการยากที่จะระบุชั่วโมงการทำงานที่แน่นอนและคำนวนจำนวนเงินที่ค้างชำระอย่างถูกต้อง

หัวหน้าฝ่ายแรงงานจากกระทรวงจัดจ้างงานและจัดจ้างแรงงานกล่าว
“ฉันคิดว่าจริงๆ นี่เป็นจุดประสงค์เพื่อขัดขวางการสอบสวนของตัวนายจ้างเอง แต่ภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน ทางเราก็มิอาจจะขัดขวางเรื่องราวนี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ มันเป็นอะไรที่น่าผิดหวังจริงๆ”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าระบบจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงโดยต้องมีการขยายขอบเขตของ “ระบบการยกเว้นการแจ้งจับผู้พำนักผิดกฎหมาย (불법체류 통보의무면제 제도)” เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีการแจ้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ทราบถึงตัวตนของผู้เสียหาย เพื่อจะได้ทวงความเป็นธรรมให้กับแรงงานที่ถูกค้างค่าจ้าง

ทนายโชยัง-กวาน (법무법인 덕수) กล่าว
“กฎหมายปัจจุบันใช้เหตุผลในการละเมิดสิทธิ เช่น ค่าจ้างล่าช้าและค่าชดเชย ในเฉพาะกับเหยื่ออาชญากรรม เราจำเป็นต้องนำการละเมิดนี้เข้ามาใช้ในกรณีเช่นนี้ด้วย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

บลูลี่ลูกจ้างปรับไม่เกิน 10 ล้าน ‘ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวนายจ้าง’

ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป เตรียมปรับสูงสุด 10 ล้านวอนหากพบว่าคู่สมรสหรือญาติของนายจ้างหรือแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องคนได้กระทำการล่วงละเมิดต่อแรงงานใต้การดูแลของตน

บลูลี่ลูกจ้าง

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ได้ประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน

ตามการแก้ไขพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 ตุลาคม หากลูกจ้างถูกล่วงละเมิดจากครอบครัว, คู่สมรสหรือลูกพี่ลูกน้องของนายจ้าง จะมีโทษปรับสูงสุด 10 ล้านวอน

หากนายจ้างบลูลี่หลายครั้งหรือมีใครบลูลี่มากกว่าหนึ่งคนในสถานที่ทำงาน นายจ้างจะถูกปรับ 5 ล้านวอนในครั้งแรก และหากยังพบพฤติกรรมเช่นนั้นอีกจะถูกปรับ 10 ล้านวอนเป็นครั้งที่สอง และ 10 ล้านวอนเป็นครั้งที่สามหรือมากกว่า และหากพบว่ามีการกลั่นแกล้งจากที่ทำงานอื่นๆ จะมีโทษปรับ 3 ล้านวอนในรอบแรก และ 10 ล้านวอนในรอบที่สองขึ้นไป

บลูลี่ลูกจ้าง

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยจะมีการลดจำนวนผู้อยู่อาศัยต่อห้องในหอพักพนักงานจาก 15 เป็นเหลือ 8 คน

ตามการแก้ไขพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนปีนี้เป็นต้นไป นายจ้างจะต้องมีการให้ออกสลิปเงินเดือนหรือใบแจ้งค่าจ้างเมื่อเงินเดือนออกให้แก่คนงาน ตามการแก้ไขนี้ สลิปเงินเดือนจำต้องมีการระบุข้อมูลส่วนบุคคล (ชื่อ วันเกิด) วันที่จ่ายค่าจ้าง จำนวนวันทำงาน ค่าจ้างทั้งหมด และเวลาทำงานทั้งหมดจะต้องบันทึกไว้ในใบแจ้งยอดค่าจ้าง

และท้ายที่สุด ข้อบัญญัติด้านการทำงานล่วงเวลา มีเนื้อหาให้ผู้ปฏิบัติงานในที่ทำงานที่มีพนักงานน้อยกว่า 4 คน ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับชั่วโมงการทำงาน จะไม่มีการระบุจำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลา, ทำงานเกินเวลาช่วงกลางคืน, และวันหยุด

บลูลี่ลูกจ้าง

กรกฎาคมนี้เตรียมลด! ‘ชั่วโมงทำงาน 52 ช.ม./สัปดาห์’

 

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป สถานที่ทำงานที่มีแรงงาน 5-49 คนจะเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบการทำงานสัปดาห์ละ 52 ชั่วโมง

โดยใน 1 สัปดาห์ต้องทำงานไม่เกิน 52 ชั่วโมง ในวันธรรมดาอนุญาตให้ทำงาน 40 ชั่วโมงและในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้ทำงาน 12 ชั่วโมงในธุรกิจที่มีแรงงานมากกว่า 50 คน

อย่างไรก็ตาม สถานที่ทำงานที่มีพนักงานตั้งแต่ 5 ถึง 29 คน สามารถทำงานล่วงเวลาได้ถึงเพียง 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากบรรลุข้อตกลงด้านการจัดการแรงงาน (ภายในสิ้นปี 2565)

ชั่วโมงทำงาน

และระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (탄력근로제), ระบบงานคัดเลือก (선택근로제) ก็จะมีการนำมาใช้ได้ด้วย

ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (탄력근로제) เป็นระบบที่ปรับชั่วโมงการทำงานตามกฎหมายลดชั่วโมงการทำงานในหนึ่งสัปดาห์ โดยหากทำงานมากชั่วโมงในสัปดาห์แรกสัปดาห์ต่อไปต้องลดเวลาทำงานลงโดยให้เป็นไปตามชั่วโมงงานที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น กฏคือทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 52 ชั่วโมง แต่หากคุณทำงาน 60 ชั่วโมงในสัปดาห์แรก คุณก็จะต้องทำงาน 44 ชั่วโมงในสัปดาห์ที่ 2 ซึ่งชั่วโมงทำงาน (60+44 = 104 ช.ม.) จะตรงกับชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยตามกฎหมาย (52+52=104 ช.ม.)

ชั่วโมงทำงาน

ระบบงานแบบเลือกเวลางานเอง (선택근로제) ระบบนี้จะมีไว้สำหรับแรงงานเพื่อที่พวกเขาจะได้กำหนดชั่วโมงการทำงานในหนึ่งวันเองแต่เวลาการทำงานต้องเป็นไปตามช่วงชั่วโมงทำงานทั้งหมดที่ระบุในกฎหมาย

นอกจากนี้ อาจมี “การขยายเวลางานแบบพิเศษ (특별연장근로)” ในกรณีที่มีภาระงานเพิ่มขึ้น

เหตุผลในการขยายเวลาทำงานแบบพิเศษ: งานด้านภัยพิบัติ, งานคุ้มครองชีวิต, งานดูแลความปลอดภัยในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด, งานที่ต้องเร่งกระทันหัน, การวิจัยและงานด้านการพัฒนา

เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายเวลาทำงาน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ รัฐบาลเกาหลียังวางแผนที่จะจัดสรรแรงงานต่างชาติให้กับบริษัทที่จ้างแรงงานใหม่ได้ยากด้วย

ความตั้งใจคือต้องการที่จะช่วยเหลือบริษัทที่มีปัญหาในการจ้างคนงาน

ชั่วโมงทำงาน

นอกจากนี้ รัฐบาลจะจัดหาเงินมากถึง 1.2 ล้านวอนต่อเดือนให้กับบริษัทเป็นเวลาสูงสุดสองปี หากบริษัทที่จ้างคนงานใหม่ยังคงจ้างงานเป็นไปตามกระบวนการลดชั่วโมงการทำงาน

ความตั้งใจจริงๆในการช่วยเหลือคือต้องการช่วยให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงปัญหาทางรายจ่าย แม้ว่าจะจ้างคนงานเพิ่มขึ้น (เพราะลดช.ม. ทำงานลงต้องมีแรงงานเพิ่มขึ้น) ก็ตาม

แรงงานต่างชาติอาจไม่พอใจกับการลดค่าแรงในทันที แต่คาดว่าพวกเขาจะสามารถลดความตึงเครียดจากการทำงานหนักเกินไปและใช้เวลาว่างส่วนตัวหลังเลิกงานได้

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป หากมีการละเลยกฎหมายลดชั่วโมงทำงานลงสัปดาห์ละ 52 ช.ม. นายจ้างจะต้องรับโทษคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20 ล้านวอน อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการลงโทษทันที แต่จะมีระยะเวลาให้ปรับปรุงแก้ไขสูงสุด 4 เดือนหลังจากได้รับรายงานให้มีการปรับปรุง

ทำไมต้องจ่าย ภาษีเงินได้ประจำปี ด้วย?

 

รู้มั๊ยจ๊ะว่าการจ่าย ภาษีเงินได้ประจำปี เกินนั้นสามารถได้รับเงินที่จ่ายเกินคืนได้นะ แต่หากจ่ายไม่ถึงภาษีจริงคุณก็ต้องจ่ายเพิ่มให้ถึงจำนวนจริงที่คุณไม่ได้จ่ายนาจา…..

ทำไมเราต้องทำการชำระภาษีสิ้นปีทุกปี

น่าเบื่อ….

มารู้จักกับการชำระภาษีปลายปีกันค่ะ

ภาษีเงินได้ประจำปี

เราควรชำระภาษีเงินได้ (3.3% ของเงินเดือน) และภาษีถิ่นที่อยู่โดยบริษัทเป็นผู้ชำระให้ผ่านการหักจากเงินเดือน

อย่างไรก็ตามหากภาษีเงินได้และภาษีถิ่นที่อยู่จ่ายอย่างไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะได้รับเงินเงินคืนโดยประมาณ

ผู้ที่จ่ายภาษีเพิ่มเกินจากภาษีจริงที่ต้องจ่ายหลังการตรวจสอบ จะได้รับภาษีคืน
แต่หากคุณจ่ายภาษีน้อยกว่าที่รัฐกำหนด คุณก็ต้องจ่ายภาษีในส่วนที่คุณไม่จ่ายก่อนหน้านี้มากขึ้น
และนี่คือจุดประสงค์ของการชำระภาษีสิ้นปี

รายได้ทั้งหมด – รายจ่ายจากรายได้ที่ได้รับ = ★

หาก★ นั้นมากกว่าภาษีที่ชำระไปแล้ว รัฐจะคืนภาษีที่ประชาชนจ่ายเกินมา
หาก★น้อยกว่าภาษีที่จ่ายไป คุณก็ต้องจ่ายส่วนที่คุณไม่จ่ายคืนให้แก่รัฐหลังการตรวจสอบ

-จำนวนเงินที่ได้รับ = เงินเดือน + จำนวนเงินรายได้อื่น ๆ

-รายจ่ายจากรายได้ที่ได้รับ = จำนวนเงินที่คุณจ่ายเป็นเวลาหนึ่งปี
(มีหลายประเภทจริงๆ …. )

ภาษีเงินได้ประจำปี

ตัวอย่าง) A จะจ่ายชำระภาษีสิ้นปี!

เงินเดือนของ เอ คือ 2 ล้านวอน/เดือน x 12 (1ปี) = 24 ล้านวอน
รายจ่ายจากรายได้ที่ได้รับต่อเดือนคือ 1 ล้านวอน x 12 (1ปี) = 12 ล้านวอน
แล้วเขาได้จ่ายภาษีไปแล้ว = 870,000 วอน

แต่ภาษีที่ต้องชำระจริง คือ 430,000 วอน
การคำนวณ (ภาษีที่จ่ายไปแล้ว) 870,000 วอน- (ภาษีจริงที่ต้องจ่าย) 430,000 วอน = 440,000 วอน

อย่างไรก็ตามแรงงานต่างชาติควรรายงานภาษีเงินได้ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้
แต่ระบบยังรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ … ภาษาไทยยังไม่มีการรองรับในตอนนี้

ควรทำไงดีหากเคย ทำงานในเกาหลี แต่ต้องเดินทางกลับไทย?

 

แรงงานต่างชาติกลับมาที่บ้านหลังจากหมดอายุการจ้างงาน!

ก่อนที่จะกลับบ้านคุณรู้ไหมว่าคนงานต่างชาติมีเงินที่ต้องได้ก่อนกลับ?

มาค่าเราจะชี้แจงแถลงไขให้คุณทราบตั้งแต่บัดนี้!

 

 

ทำงานในเกาหลี

 

 

1. การเรียกร้องขอค่าบำนาญแห่งชาติ

 

<คุณสมบัติ>

คนงานต่างชาติสามารถรับเงินบำนาญที่ตนจ่ายไปในขณะที่ทำงานได้

จริงๆแล้ว คนงานไทยควรจะทราบและได้รับโดยทั่วกัน!

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 1355

มีภาษาไทยบริการที่นี่ >> (02-2176-8730)

 

ทำงานในเกาหลี

<วิธีการสมัคร>

(1) เตรียมเอกสารสำหรับการเดินทางออกนอกประเทศ เช่น สำเนาการจองตั๋วเครื่องบิน

(2) เตรียมเอกสารการเรียกร้องการชำระเงินคืนเป็นเงินก้อน

(3) เตรียมหนังสือเดินทางหรือบัตรลงทะเบียนคนต่างชาติ

(4) เตรียมบัญชีธนาคารของคุณ

(5) เตรียมเอกสารการยืนยันบัญชีธนาคารของคุณ (สมุดบัญชีเงินฝากหรือใบแจ้งรายการธุรกรรม)

(6) หากต้องการส่งเงินไปต่างประเทศคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มการโอนเงินต่างประเทศได้

 

ทำงานในเกาหลี

เมื่อคุณกรอกเอกสารทั้งหมดแล้วคุณสามารถเดินทางไปยัง

National Pension Service ที่ใกล้ที่สุดเพื่อส่งเอกสาร

 

ทำงานในเกาหลี

 

 

2. การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันชีวิต

 

ทำงานในเกาหลี

 

<คุณสมบัติ>

– ประกันหมดอายุการเดินทาง (departure expiration insurance)

สำหรับคนงานที่ทำงานมานานกว่าหนึ่งปีโดยไม่เคยย้ายงาน

 

– ประกันค่าสินไหมทดแทน (Return cost insurance)

สำหรับคนที่หมดระยะเวลาการพำนัก

 

 

<เอกสารการสมัคร>

– การยืนยันการเดินทาง
– แบบฟอร์มสมัครประกันภัย
– สมุดบัญชีเงินฝากชื่อคุณ
– หนังสือเดินทางหรือบัตรลงทะเบียนคนต่างชาติ

ถ้าคุณมีเอกสารทั้งหมดแฟกซ์ไว้ที่ 0505-161-1421

หรือ คุณสามารถโทรไปที่ 02-2261-8400!

 

ไกด์การทำประกัน (ภาษาไทย)

 

ทำงานในเกาหลี

 

Cr = EPS.GO.KR

เลื่อนกฎหมาย การขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ !!

 

ชาวต่างชาติต้องมีวีซ่าทำงานระยะสั้นหรือวีซ่า E หรือวีซ่า H-1 เพื่อหางานทำในประเทศเกาหลี

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการออกวีซ่าและเงื่อนไขต่าง ๆ ค่อนข้างเข้มงวดมาก

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในเกาหลี

 

แรงงานต่างชาติในเกาหลีมักถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ได้รับค่าแรง

นอกจากนี้พวกเขามักต้องการย้ายที่ทำงานบ่อย

เหตุผลในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อยครั้งก็คือ

“งานหนัก” “เพราะอาการป่วยจึงกลายเป็นการยากที่จะทำงาน” “สภาพบ้านพักแย่มากค่ะ”

 

การขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ

 

ในทางตรงกันข้ามหากนายจ้างยอมรับการร้องเรียนเล็กๆน้อยและอนุมัติการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน นายจ้างจะเสียเงินทุกครั้ง

ในปัจจุบันนี้เศรษฐกิจเริ่มแย่ ๆ จึงกลายเป็นว่าได้สร้างภาระการลงทุนในส่วนของสวัสดิการของพนักงาน

แต่พอมีอะไรที่ไม่เป็นธรรมคนงานก็จำต้องย้ายที่ทำงาน!

 

ลองมาดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง

นาย A แรงงานชาวต่างชาติทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในคยองกีโด

เขารู้สึกได้ว่าการทำงานที่นี่มันทำให้เขามีความเสี่ยงสูง เขาอยากกลับไปหาครอบครัว
แต่นาย A ยังไม่ได้รับค่าจ้างตลอดเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา

นาย A: ผมไม่มีเงิน ให้เงินค่าจ้างผมเถอะ ขอร้องล่ะ “

นายจ้างจอมโหด: ฉันไม่มีเงินหรอกให้แกหรแก ไ…ลูกหม…!

นาย A: ถ้าคุณไม่จ่ายเงินผม ผลจะไปทำงานที่โรงงานอื่น!

นายจ้างจอมโหด: ถ้าฉันไม่อนุญาตแกก็ต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป! อย่าฝันว่าฉันจะเซ็นต์ให้ !!!

 

การขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ

 

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา …

นายจ้างจอมโหด: ถ้าขี้เกียจฉันจะไล่แกออกและส่งแกกลับบ้าน!
นาย A: ผมทำอะไรผิด? เงินเดือนก็ไม่ได้รับจากเจ้านาย !!! ไม่ใช่ความผิดผมซะหน่อย!!!
นายจ้างจอมโหด: ฉันว่าจะจ่ายเงินเดือนให้แกอยู่ แต่แกทำตัวไม่ดีเอง ฉันไม่ให้หรอก ไ…ลูกหม… !

นาย A ทั้งถูกข่มขู่จากเจ้านายและยังไม่ได้รับค่าแรงใด ๆ อีกด้วย

ไม่มีใครช่วยเขาได้? เรื่องมันน่าเศร้ามาก…

กระทรวงการจ้างงานและแรงงานก็มีแผนปรับโครงสร้างการจ้างงานใหม่

 

การขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ

 

มีการประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่าจะมีการใช้กฎหมายที่ชื่อว่า

‘외국인근로자의책임이아닌사업장변경사유전부개정안’
ชื่อยาวจริงๆ …. (กฎหมายการขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ)ไปต่อ

ระบบนี้ยังไม่ได้นำมาใช้ แต่คาดว่าจะมีการดำเนินการในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าหลังจากได้รับการเพิ่มเติมให้สมบูรณ์กว่านี้

ความรุนแรง! การข่มขืน! ล่วงละเมิดทางเพศ! การละเมิดทางวาจา! ค้างค่าแรง! การเหยียดเชื้อชาติ!

เมื่อนายจ้างทำเช่นนี้กับคุณ คุณสามารถเปลี่ยนงานได้ง่ายกว่าแต่ก่อน

เป็นการปกป้องตัวเองจากนายจ้าง, ครอบครัวของนายจ้าง, พนักงานเกาหลีและเพื่อนร่วมงาน!

 

การขอย้ายงานของแรงงานต่างชาติ

คาดว่าระบบจะได้เตือนออกไปยังวงกว้างเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่ยุติธรรมในที่ทำงาน

แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คุ้มค่ากับการทำงาน

การไม่ดูถูก!! การไม่แบ่งแยก !! การเคารพสิทธิ์ของผู้หญิงต่างชาติ !!

เป็นเรื่องของการไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ง่าย …

 

เมื่อแรงงานต่างชาติเดินทางมาที่เกาหลีสิ่งแรกที่พวกเขาเรียนรู้ก็คือคำตำหนิดูถูก

เจ้านายหรือชาวเกาหลีใช้คำพูดหยาบคายมากเท่าไหร่ … มันก็ฟังดูน่าเศร้าสำหรับสังคมเกาหลีมากเท่านั้น

หลายคนจึงเดินทางเข้ามาทำงานในเกาหลี เพื่อที่จะนำเงินไปประกอบกิจการในบ้านเกิดของตน!

ยังไงก็ตาม ขอให้ทุกคนต่อสู้ต่อไป! สู้ๆนะคะ!!

 

Cr = NAVER BLOG

แชร์ทำยังไงหากโดน นายจ้างโกงค่าจ้าง ?

แชร์ทำยังไงหากโดน นายจ้างโกงค่าจ้าง ?

นายจ้างโกงค่าจ้าง

 

พวกเราอาจรู้สึกละอายที่ต้องขอรับเงินค่าจ้างหรือเงินชดเชยกับนายจ้าง

แม้จะบอกนายจ้างไปแล้วก็ได้รับแต่คำตอบเดิมๆ คือ “ให้รอ….”

 

 

แต่เราต้องการเดินทางออกจากเกาหลีในเร็ววันนี้ มีหนทางไหนมั๊ยนะที่จะทวงได้

ลองอ่านแนวทางที่เรานำมาเสนอกัน

 

นายจ้างโกงค่าจ้าง

 

1. กฎหมายเบื้องต้น

 

(1) 근로기준법 제36조(금품청산)에 사용자는 근로자는 사망 또는 퇴직한 경우에는 그 지급사유가 발생한 날로부터 14일 이내에 임금,보상금, 그 밖에 일체의 금품(보상금,퇴직금,저축금)을 지급하여야한다고 규정하고 있습니다.

 

 

– ตามกฎหมายแล้ว ค่าจ้างงานและเงินชดเชยการจ้างงานจำต้องออกให้หลังมีการตกลงภายใน 2 อาทิตย์

หากคุณไม่ได้รับค่าจ้างหรือเงินชดเชยภายใน 14 วันหลังคุณออกจากงาน นายจ้างจะเป็นบุคคลที่ทำผิดกฎหมายทันที

 

(2) 퇴직급여보장법 제8조 제1항(퇴직금제도의 설정 등)에 사용자는 계속 근로연수 1년에 대하여 30일분이상의 평균임금을 퇴직금으로 퇴직하는 근로자에게 지급할 수 있는 제도를 설정해야한다.

 

 

– ลูกจ้างที่ทำงานเกิน 1 ปีต้องได้รับเงินชดเชยการจ้างงาน
ยกตัวอย่างเช่น
– เงินชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ทำงานให้เป็นเวลา1 ปี ต้องได้รับเงินชดเชยการจ้างงาน จำนวนเท่าเงินเดือน 1 เดือน (คิดตามเงินเดือน 3 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน)
– เงินชดเชยของลูกจ้างที่ทำงานให้เป็นเวลา 2 ปี ต้องได้รับเงินชดเชยการจ้างงานจำนวนเท่าเงินเดือน 2 เดือน (คิดตามเงินเดือน 3 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน)
– เงินชดเชยสำหรับลูกจ้างที่ทำงานให้เป็นเวลา 2 ปีกับอีก 6 เดือน จะต้องได้รับเงินชดเชยจำนวนเท่าเงินเดือน ใน 2 เดือนกับอีกครึ่งเดือน (คิดตามเงินเดือน 3 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงาน)

 

นายจ้างโกงค่าจ้าง

 

(3)퇴직금여보장법 제3조(적용범위)에 이법은 근로자를 사용하는 모든 사업 또는 사업장(이하 “사업”이라한다)에 적용한다고 규정하고 있습니다. 다만, 동거하는 친족만을 사용하는 사업 및 가구 내 고용활동에는 적용하지 아니합니다. 2010년 12월 1일부터 4인이하 모든 사업장에 퇴직금 지급이 의무화 되었습니다.

 

 

– ค่าชดเชยต้องจ่ายแก่ลูกจ้างโดยไม่คำนึงถึงขนาดของธุรกิจ

การคำนวณเช่นนี้ใช้กับทั้งแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายและแรงงานที่ผิดกฎหมาย

นายจ้างที่มักจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมายมักไม่จ่ายค่าชดเชยและตามมาด้วยคำขู่ต่างๆ นานา

สันนิษฐานอาจด้วยการคำนวณการจ่ายเงินชดเชยมีความซับซ้อนต่อนายจ้างบางคน จึงนำมาซึ่งความมักง่ายด้วยการละเลยการจ่ายเงินชดเชย

อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างที่ไม่จ่ายเงินชดเชยลูกจ้าง แล้วถ้าหากลูกแจ้งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนที่ค้างชำระให้แก่ลูกจ้างและนายจ้างอาจโดนเสียค่าปรับเพิ่มเติมอีกด้วย

 

นายจ้างโกงค่าจ้าง

 

2. การแก้ปัญหาค้างค่าจ้างและค่าชดเชยการจ้างงานที่ค้างชำระมีหลายวิธี ลองเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

 

 

(1) ส่งคำขอต่อกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน

– ยื่นคำร้องต่อสำนักงานแรงงานในท้องถิ่น (ผู้ตรวจแรงงาน) ทางเว็บไซต์

 

วิธีการดาวน์โหลดตามขั้นตอนนี้

고용노동부홈페이지 – 민원정보 – 분야별민원 – 근로기준 – [임금체불진정서]

http://minwon.moel.go.kr/minwon2008/lc_minwon/lc_form_apply.do

 

– คุณสามารถสมัครใช้งานผ่านหน้าแรกของกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน
แต่ต้องมีใบรับรองดิจิตอลของธนาคารต่างๆ

แล้วปัญหาจะได้รับการแก้ไขในขั้นตอนนี้

 

 

(2) ศาลอาญา: นี่เป็นการส่งคำร้องขอให้ลงโทษผู้ใช้แรงงานที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานแรงงาน

– คุณสามารถแจ้งโดยตรงได้ด้วยตัวคุณเองหรือผ่านทางทนายความ แต่กระบวนการนี้ทำได้ยากและเสียค่าใช้จ่าย

 

นายจ้างโกงค่าจ้าง

 

(3) คดีแพ่ง (소액사건심판제도)

– คุณสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศาลในท้องถิ่นหรือเขตอำนาจศาลในพื้นที่ที่สถานที่ทำงานตั้งอยู่ โดยการขอเอกสาร [체불금품확인원] จากสำนักงานแรงงานในท้องถิ่นในเขตอำนาจศาลของคุณ

– และใช้การสนับสนุนทางกฎหมายฟรีจาก Korea Legal Aid Corporation (https://www.klac.or.kr/main.jsp)

 

 

3. กรณีเป็นแรงงานผีน้อย

 

คนต่างชาติที่ผิดกฎหมายหลีกเลี่ยงที่จะไปที่กระทรวงแรงงานหรือศาล หลายคนกังวลว่าพนักงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะจับพวกเขา
อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะได้รับค่าจ้างที่ค้างชำระหรือเงินค่าชดเชยการจ้างงาน ถ้าหากคุณไปแจ้งกับองค์กรข้างต้น องค์กรจะไม่ส่งข้อมูลไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง