สถิติฟ้อง แรงงาน E-9 ดับเพราะใช้แรงงาน ‘แรงงานควรได้สิทธิรักษาสุขภาพ’

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติมากกว่า 50 คนดับชีวิตในแต่ละปีเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลที่ส่งโดยตัวแทนยุนมีฮยัง (윤미향 의원) จากกระทรวงการจ้างงานและแรงงานเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่แสดงถึงการจากไปของชาวต่างชาติ 358 คนที่พำนักในเกาหลีภายใตวีซ่า E-9 ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2021

แรงงาน E-9

โดยมี 92 รายในปี 2017, 69 รายในปี2018, 64 รายในปี 2019, 78 รายในปี 2020 และ 55 รายในปี 2021

พิจารณาจากสาเหตุการเสียชีวิต พบ เสียจากการ “เจ็บป่วยจากโรค” มากที่สุด 144 ราย รองลงมาเป็นสาเหตุอื่นๆ 87 ราย เช่น อุบัติเหตุและการเสียชีวิตกะทันหัน, อุบัติเหตุในอุตสาหกรรม 83 ราย และ ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง 44 ราย

ยุน มีฮยัง กล่าว “การเสียชีวิตของแรงงานต่างชาติที่เข้ามาในเกาหลีด้วยวัยหนุ่มสาวที่แม้จะผ่านการตรวจสุขภาพภายใต้ระบบใบอนุญาตการจ้างงานแล้วสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาจากไปเพราะการทำงานหนัก ที่พักอาศัยไม่ดีพอ ขาดการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสิทธิแรงงานที่ไม่รับประกัน”

“ยิ่งไปกว่านั้น การถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะติต่างว่าพวกเขาจากไปด้วยสาเหตุนี้ เฉกเช่น เรื่องราวการจากไปของคุณซก เฮง (แรงงานสาวชาวกัมพูชา) ที่จากโลกไปเมื่อปี 2020”

แรงงาน E-9

ท้าวความเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2020 คุณซก เฮง แรงงานต่างชาติชาวกัมพูชา ถูกพบว่าเสียชีวิตภายในบ้านพักไวนิล (บ้านโครงสร้างโรงเรือนไวนิล) ที่มีไว้สำหรับพักอาศัยในโพชอน จังหวัดคย็องกีโด (경기도 포천)

แรงงาน E-9

ขณะนั้นพื้นที่ดังกล่าวได้รับแจ้งว่าจะประสบกับคลื่นลมหนาว อุณหภูมิเกือบ -20 องศาเซลเซียส แต่ที่พักที่เธออยู่ไม่มีความอุ่นเพียงพอที่จะรักษาอุณหภูมิร่างกาย และเป็นที่ทราบกันดีว่าเธอไม่เคยได้เข้ารับการตรวจสุขภาพในที่ทำงาน (직장 건강검진) เลยตั้งแต่ทำงานที่นั่นมาเกือบห้าปี

ในการตอบโต้จากทางครอบครัวผู้เสียชีวิต พวกเขาได้ยื่นคำร้องขอค่าชดเชยในกรณีที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม รวมทั้งค่าชดเชยสำหรับครอบครัวที่เสียชีวิตและค่าใช้จ่ายงานศพไปที่สาขาอึยจองบูที่ให้บริการขอค่าชดเชยและสวัสดิการแรงงานเกาหลี (근로복지공단 의정부지사) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปีที่แล้ว และก็ครบรอบ 1 ปีการจากไปของเธอแล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางด้านสำนักงานสวัสดิการและชดเชยแรงงานเกาหลีได้ออกมาระบุว่า นางสาวซก เฮง เสียชีวิตด้วยโรคจากการทำงานในฟาร์มแห่งนั้น

ยุน มีฮยัง กล่าว “กระทรวงการจ้างงานและแรงงานกล่าวว่าจะเสริมความเข้มงวดในการจัดการเรื่องที่พักในสถานที่ทำงานให้แรงงานต่างชาติ แต่ยังไม่ได้รับการระบุอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นของพวกเขา เราจะทำงานอย่างหนักเพื่อรับประกันสิทธิด้านสุขภาพและปรับปรุงสิทธิที่อยู่อาศัย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ทำไม แรงงานตามฤดูกาล 12,000 ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานชนบท?

นายเอเจ้าของฟาร์มแห่งหนึ่งได้ยื่นคำร้องหลังจากเห็นประกาศ “ระบบแรงงานตามฤดูกาล” ในปีนี้ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงยุติธรรม (법무부) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนในชนบท พวกเขาเป็นแรงงานต่างชาติซึ่งอนุญาตให้ทำงานในพื้นที่ชนบทในเกาหลีเป็นเวลา 3-5 เดือนเท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เพียงปีเดียว แรงงานตามฤดูกาล 12,000 คนได้เดินทางเข้ามาในประเทศ

แต่การทำฟาร์มจริงๆนั้นต้องการคนจำนวนมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่วุ่นวาย แต่ในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลทำฟาร์มเกษตรกรก็ไม่ต้องการจัดจ้างแรงงาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรกลับต้องมาแบกภาระการจ่ายค่าจ้างแรงงานตามฤดูกาลแม้พวกเขางานยุ่งหรือว่างงานเป็นรายเดือน มันสะท้อนให้เห็นว่าระบบแรงงานตามฤดูกาลไม่เหมาะกับพื้นที่ชนบท

แรงงานตามฤดูกาล

เกษตรกรบางคนจึงเลือกที่จะขอยืมแรงงานตามฤดูกาลจากกันและกันเอง แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งผิดต่อกฎหมายการจ้างแรงงานต่างชาติ และนี่คือสถานการณ์ในพื้นที่ชนบทของเกาหลีที่มาจากระบบการจัดการที่ไม่สะดวกและไม่ตอบโจทย์ทั้งระบบ

นายเอ ชาวนาที่ทำงานร่วมกับแรงงานตามฤดูกาลเป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่งเผยว่า “ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางที่จะจัดการเรื่องค่าจ้างเป็นรายเดือน ย้อนไปนึกถึงช่วงที่ ปธน. ยุนซ็อกยอล สมัยยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ให้สัญญาว่าจะส่งเสริมการจ้างแรงงานต่างชาติโดยผ่าน ศูนย์กลางจัดการแรงงานในชนบท ให้จัดส่งแรงงานตามไร่ตามสวนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนในชนบท แต่ไม่รู้เมื่อไหร่จะรักษาสัญญา”

ปัจจุบัน รัฐบาลภายใต้การดูแลของ ปธน.ยุน อวดอ้างว่ามีกำลังคนในชนบทเพียงพอ แต่พื้นที่ชนบทไม่สามารถทำงานได้หากไม่มีผู้อยู่อาศัยที่ผิดกฎหมาย

กลุ่ม “농작업팀” ที่เป็นแรงงานไม่มีวีซ่าพำนักตามกฎหมายกำลังเติมเต็มกำลังแรงงานที่ขาดแคลนอยู่ในตอนนี้ และเนื่องจากมีการแข่งขันกันเองระหว่างเกษตรกรในการจัดจ้างผู้อพยพผิดกฎหมายจากกลุ่ม “농작업팀” ทำให้เกษตรกรบางรายต้อง “รายงาน” ฝั่งคู่แข่งของตนไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

แรงงานตามฤดูกาล

ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่าผู้อพยพผิดกฎหมายกลุ่ม “농작업팀” นี้ควรจะต้องได้รับการรับรอง เรื่องนี้ทางรัฐบาลเกาหลีควรกำหนดให้ “농작업팀” ที่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายนี้กลายมาเป็น “ธุรกิจเชิงแลกเปลี่ยนแรงงานที่เชี่ยวชาญด้านงานเกษตร”

ขณะนี้เป็นฤดูสำหรับการเก็บเกี่ยวหัวหอม แต่หากไม่มีกลุ่ม “농작업팀” ของแรงงานผิดกฎหมายเกษตรกรก็จะไม่สามารถเก็บเกี่ยวหัวหอมได้ และผู้บริโภคก็ไม่สามารถซื้อในราคาที่เหมาะสมได้ด้วย

เอาจริงๆ ภาคการเกษตรหากไม่มีแรงงานเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ชาวเกาหลีก็คงจะไม่ได้บริโภคผลิตผลทางการเกษตรในราคาที่เหมาะสมได้

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ส่องสถานะนำเข้าแรงงาน E-9 คาดภายในสิ้นปี 73,000 คนเตรียมบินเข้า

แรงงานต่างชาติจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าประเทศเกาหลีเนื่องจาก COVID-19 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เวลานี้ได้ถึงเวลาที่จะเดินทางเข้าประเทศแล้ว

นำเข้าแรงงาน

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) จะอนุญาตให้แรงงาน E-9 จำนวน 26,000 คนเข้าประเทศภายในเดือนสิงหาคม และจะสนับสนุนแรงงาน 28,000 คนที่ได้รับใบอนุญาตการจ้างงาน (고용허가서) แล้วแต่ยังไม่สามารถเข้าเกาหลีได้ให้สามารถเดินทางเข้าได้ภายในปีนี้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แรงงาน E-9 จำนวน 73,000 คนได้เวลาทยอยเดินทางเข้าประเทศภายในสิ้นปีนี้

ตามรายงานของศูนย์บริการข้อมูลแรงงานแห่งเกาหลีใต้ (한국고용정보원) เผยแรงงาน E-9 จำนวน 161,921 คนนั้นได้ทำงานอยู่ในเกาหลีภายใต้ระบบอนุญาตการจ้างงาน (EPS) ซึ่งอ้างอิงจากไตรมาสแรกของปีนี้ แต่หากเมื่อเทียบกับปี 2019 (แรงงาน EPS : 223,058 คน) ก่อนเกิดโควิด-19 พบว่าลดลงกว่า 27%

นำเข้าแรงงาน

โดยแบ่งเป็นบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการผลิต 131,966 คน อุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ 18,208 คน อุตสาหกรรมประมง 5,953 คน อุตสาหกรรมก่อสร้าง 5,556 คน และอุตสาหกรรมบริการ 238 คน

คย็องกีโดเป็นพื้นที่มีการจัดจ้างงานมากที่สุดซึ่งมีแรงงานต่างชาติกว่า 68,913 คน

สถิติแรงงาน E-9 ที่เข้าประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ 51,366 คนในปี 2019, 6,688 คนในปี 2020 และ 10,501 คนในปี 2021 ตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 จำนวนแรงงานเข้าประเทศก็ลดลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

นำเข้าแรงงาน

อย่างไรก็ตามปีนี้มีการนำเข้าแรงงานแล้วกว่า 19,000 คนตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมานี้

ในอนาคต เที่ยวบินระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นสำหรับแรงงาน E-9 ที่จะเดินทางเข้าประเทศ และอายุของใบรับรองการออกวีซ่าที่ออกให้นายจ้างก็จะมีการขยายออกไปให้จากเดิมหกเดือนเป็นหนึ่งปี

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

นทท.ไทยบิน เที่ยวเชจู 170 คน “20 คนยังไม่ได้บินกลับบ้าน”

จากการเปิดเมืองท่องเที่ยวของเกาะเชจูเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ได้มีการออกมายืนยันแล้วว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนเชจูผ่านแพ็คเกจท่องเที่ยวซึ่งเข้าประเทศโดยไม่ต้องใช้วีซ่านั้นมีบางส่วนยังไม่เดินทางออกจากประเทศตามกำหนด

เที่ยวเชจูจากข้อมูลของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นักท่องเที่ยวชาวไทย 20 คนทั้งหมดจาก 170 คน ที่ออกมาจากกรุงเทพฯมาถึงเกาะเชจูในวันที่ 3 มิถุนายนนั้นยังไม่ได้ขึ้นเครื่องเที่ยวบินขากลับในวันที่ 6 มิถุนายนตามกำหนด

โดยทั้งหมดเดินทางมาเยือนเกาะเชจูผ่านระบบ K-ETA ข้อตกลงการยกเว้นวีซ่าของรัฐบาลกลางเกาหลี ซึ่งไม่ใช่ฟรีวีซ่าภายใต้เกาะเชจู

ด้วยการเริ่มต้นของข้อตกลงยกเว้นวีซ่า K-ETA ในเดือนเมษายน ชาวไทยจะสามารถอยู่ในเกาหลีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่านานถึง 90 วัน

ปกติแล้วในกรณีฟรีวีซ่าของทางเกาะเชจูนั้นจะมีระยะเวลาพำนักจำกัดอยู่ที่ 30 วัน ให้กับนักท่องเที่ยวจาก 64 ประเทศ รวมทั้งจีน มองโกเลีย และเวียดนามด้วย ในบรรดาประเทศที่อนุญาตให้ใช้ระบบฟรีวีซ่าของเกาะเชจูนี้ จะไม่สามารถออกจากเชจูโดยไม่ได้รับอนุญาต

ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถออกจากเกาะเชจูและย้ายไปภูมิภาคอื่นได้โดยใช้ช่องทางเอื้ออำนวยจากระบบ K-ETA ตามหลักการขอลำดับความสำคัญของข้อตกลงยกเว้นวีซ่า

เจ้าหน้าที่จากบริษัทท่องเที่ยวกล่าวว่า “ฉันเข้าใจว่าคนไทยบางคนที่ไปเยือนเชจูยังวางแผนทัวร์ไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น โซลด้วย ช่วงเวลาเดินทางกลับประเทศไทยอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตารางเวลาของแต่ละคน”

เจ้าหน้าที่จากเกาะเชจูกล่าวว่า “นักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีข้อตกลงยกเว้นวีซ่าเช่นประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้ระบบปลอดวีซ่าเชจู เกาะเชจูไม่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ K-ETA”

เที่ยวเชจู

“เพราะมันไม่เหมือนกับวีซ่าของเชจู ระยะเวลาพำนักสูงสุดของ K-ETA อยู่ที่ 90 วัน และเนื่องจากสามารถเดินทางข้ามเกาะได้อย่างอิสระ ก็หมายความว่าพวกเขาสามารถเดินทางกลับบ้านได้ด้วยการใช้สนามบินอื่นๆ เช่น สนามบินอินชอน”

อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเข้าเมือง คนต่างชาติที่พ้นระยะเวลาพำนักจะถูกจัดประเภทเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักและอาจถูกบังคับให้ออกนอกประเทศหากตรวจพบ และที่สำคัญห้ามมีการจัดจ้างงานคนต่างชาติที่ไม่มีสิทธิได้รับการจ้างงานกลุ่มนี้ด้วย

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

บุกบาร์โฮสต์ไทยเกม 16 ราย “บาร์สำหรับสาวนวดไทยเท่านั้น”

บุกทลาย “บาร์โฮสต์” แหล่งจ้างชายไทยทำงานกลางคืนต้อนรับเฉพาะสาวนวดไทยในเกาหลี

สถานที่นี้เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 หลังสาวนวดไทยเลิกงานจากร้านนวด การเข้ารวบตัวกลุ่มใหญ่นี้พบว่าทั้งนักเที่ยวหญิงและพนักงานชายทั้งหมดนั้นเป็นคนไทยที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย

บาร์โฮสต์

พวกเขาได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอโปรโมตทั่วโซเชียลมีเดียเพื่อดึงดูดสาวไทยในเกาหลีให้ออกมาเที่ยวที่บาร์

นอกจากนี้ยังมีวิดีโอที่ถ่ายทอดการเริงร่าของชายไทยที่โบกมือไปมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็เต้นกันอย่างสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเห็นวิดีโอดังกล่าว ได้รุดเข้าตรวจค้นและรวบตัวได้ทั้งหมดภายในบาร์โฮสต์

บาร์โฮสต์

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงยังบาร์ดังกล่าวตอนแรกไม่พบผู้คนภายในบาร์ แต่หลังการตรวจค้นข้างใน ก็พบเข้ากับชาวไทยกว่า 16 คน รวมทั้งหญิงและชายไทย แอบอยู่ในห้องลับ

เจ้าหน้าที่บุกเข้าทลายบาร์ในเช้าวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา และก็พบว่าพวกเขากำลังดื่มสังสรรค์กันในเวลานั้น

บาร์โฮสต์เป็นอีกวิธีที่สาวนักเที่ยวชาวไทยจะแวะเวียนมาเลือกใช้บริการชายชาวไทยที่ตนชื่นชอบโดยมีการจองผ่านทาง SNS หรือสื่อโซเชียล และก่อนจะเข้าบาร์ได้จะต้องมีการระบุตัวตนของสาวไทยทุกคนผ่านกล้องวงจรปิดก่อนเข้าใช้บริการ

บาร์โฮสต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาร์โฮสต์นี้มีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังไม่ให้ชาวเกาหลีที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาเข้าใกล้

จากการเข้ารวบตัวทั้งหมดแบ่งเป็นหญิงชาวไทย 7 ราย และพนักงานชายชาวไทย 9 ราย และได้รับการยืนยันว่าเว่อร์วีซ่ากันหมดทุกราย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีแผนที่จะขับไล่พวกเขาออกนอกประเทศและจะสอบสวนเจ้าของบาร์พร้อมส่งมอบให้เป็นหน้าที่ของอัยการต่อไป

บาร์โฮสต์

ก.ยุติธรรมทบทวน ‘ตั้งกรมตรวจคนเข้าเมือง’ “ขยายจำนวนต่างชาติหรือขยายการปราบปราม?”

การลดลงของจำนวนประชากรเกาหลีกำลังจะกลายเป็นความจริง ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (통계청) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม คาดว่าอัตตราประชากรวัยทำงานจะลดลง 13.19 ล้านคนในช่วง 30 ปี จาก 37.38 ล้านคนในปี 2020 เหลือราวๆ 24.19 ล้านคนในปี 2050

กรมตรวจคนเข้าเมือง

เชื่อกันว่ากระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมือง (이민청) เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศจำนวนมากในวัยทำงานเข้ามาเพื่อรับมือกับการลดลงของประชากรเกาหลี ข้อเท็จจริงที่ว่านโยบายส่งเสริมการคลอดบุตรอย่างเดียวที่มีอยู่นั้นยังไม่เพียงพอก็กำลังส่งผลกระทบเช่นกัน

นอกจากการส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติผ่านการจัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองแล้ว กระทรวงยุติธรรมยังคาดหวังที่จะมีส่วนร่วมในการบูรณาการทางสังคมด้วย โดยตั้งใจจะจัดการชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพด้วย

จำนวนชาวต่างชาติที่อยู่ก่อน COVID-19 เกิน 4% ของประชากรทั้งหมด (2.5 ล้านคน) ในหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งแบ่งเป็น ชาวต่างชาติมากกว่า 15% และคาดว่าชาวต่างชาติก็ยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นกระทรวงราวๆ 12 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ รวมถึงกระทรวงยุติธรรม (법무부) กระทรวงการบริหารรัฐกิจและความมั่นคง (행정안전부) และกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ซึ่งขาดศูนย์ควบคุม ประสิทธิภาพของการดำเนินการตามนโยบายจึงส่งผลแย่และมีปัญหามากมายในการหางบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การมีของกรมตรวจคนเข้าเมืองอาจจะผลต่อการบริหารจัดการชาวต่างชาติไปด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งแนวโน้มของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นโดยจะอยู่กับแนวโน้มของอำนาจบริหารของรัฐบาลสมัยนั้นๆ

กรมตรวจคนเข้าเมือง

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสหรัฐอเมริกา เมื่อการบริหารของทรัมป์ไม่เอื้ออำนวยต่อชาวต่างชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมชาวต่างชาติเนื่องจากมีการปราบปรามต่างชาติไร้วีซ่าในวงกว้างและผุดข้อจำกัดด้านวีซ่ามากมาย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของรัฐบาลไบเดนที่เป็นมิตรกับสิทธิมนุษยชน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลชาวต่างชาติ เช่น การขยายวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ และปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าพักของชาวต่างชาติ

กรมตรวจคนเข้าเมือง

นั้นจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถที่จะเชียร์ให้มีการจัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองสำหรับชาวต่างชาติได้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ถือกำเนิดมาจากการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชังผู้ด้อยโอกาสทางสังคม รวมทั้งสตรีและชาวต่างชาติตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

ต้องรอดูว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจจะใช้หน่วยงาน ตม. ไปในทิศทางอย่างไร

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

จบเกม ผีน้อย กดเงินแทนเพื่อน “แค่ถอนเงินที่เพื่อนฝากเท่านั้นเอง…”

ตามที่ตำรวจระบุเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม สถานีตำรวจฮเววา (혜화경찰서) ในกรุงโซลได้จับกุม นายเอ ขณะที่เขากำลังถอนเงินสดจำนวน 6 ล้านวอนจากเครื่องเอทีเอ็มในจงโรกู (종로구) เวลาประมาณ 21:20 น. ของเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา

ผีน้อย

สาเหตุการเข้ารวบนายเอนั้นเพราะพลเมืองที่อยู่ใกล้เคียงในขณะนั้นคิดว่า นายเอ มีท่าทางน่าสงสัยจึงโทรแจ้งตำรวจ

ต่อมาหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำพบว่า นายเอ เป็นแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างมิชอบด้วยกฎหมายจึงถูกส่งตัวไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมการเข้าเมือง

นอกจากนี้ ตำรวจมอบข้อหาการล่วงใช้บัตร ATM ของผู้อื่นโดยพลการ และตั้งข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติธุรกรรมทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

ผีน้อย

ซึ่งในขณะนั้น บัตรกดเงินสด 1 ใน 4 ใบที่ นายเอ มีนั้นเป็นของเพื่อนชาวต่างชาติอีกคน ส่วนตัวเขาเป็นเจ้าของเพียงบัตรเอทีเอ็ม 3 ใบเท่านั้น

จากการให้ปากคำทราบว่า นายเอ พยายามจะกดเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าตามคำขอของเพื่อนที่วานตนมา

อย่างไรก็ตาม ตำรวจกำลังสืบสวนความเป็นไปได้ของการมีส่วนร่วมในอาชญากรรมอื่นๆเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งเผยว่า “เรากำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ต่างๆ และจะตรวจสอบกับผู้ถือบัตรเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม”

ผีน้อย

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ระวัง! แอบนำเนื้อหมูเข้าเกาหลี “ปรับสูงสุด 10 ล้านวอน”

รู้ไหมว่า? หากไม่รายงานการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและปศุสัตว์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ อาจถูกปรับสูงถึง 10 ล้านวอนเชียวนะ

นำเนื้อหมูเข้าเกาหลี

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท (농림축산식품부) เผยเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมว่า จะตรวจเข้มบริเวณชายแดนตามท่าอากาศยานนานาชาติและท่าเรือ เพื่อป้องกันการหลั่งไหลเข้ามาของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ผ่านสิ่งของพกพาของนักท่องเที่ยวในฐานะผู้จัดการดูการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเข้าประเทศเกาหลีนั้นกำลังจะผ่อนคลายลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท ได้ชี้แจงว่าจะดำเนินการค้นหาและตรวจเข้มตามเส้นทางการบินในประเทศที่อาจเป็นเหตุให้โรคอหิวาต์สุกรในแอฟริกาจะเข้ามาระบาดในประเทศ โดยจะเสริมสร้างด่านกักกันอย่างพิถีพิถันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการตรวจค้นการนำเข้าเนื้อหมูในกลุ่มแรงงานต่างชาติ นักศึกษาต่างชาติที่มีแนวโน้มจะนำผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ผ่านศูนย์พหุวัฒนธรรมและมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาค

นำเนื้อหมูเข้าเกาหลี

หากมีการนำเข้าสิ่งของต้องห้ามเกี่ยวกับปศุสัตว์ อาทิเช่น เรื้อสัตว์ แฮม ไส้กรอก ตีนหมู และซุนแด ก็จะได้รับโทษปรับโดยที่ทางการไม่ต้องรายงานให้ทราบ

เนื้อหมูหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องที่ผลิตในประเทศที่มีโรคอหิวาต์สุกรแอฟริกัน (ASF) จะถูกปรับ 5 ล้านวอนหากพบว่ากระทำผิดครั้งแรก หากยังพบอีกครั้งที่ 2 จะปรับเพิ่มเป็น 7.5 ล้านวอน และปรับสูงที่ 10 ล้านวอนในครั้งที่ 3

หากมาจากประเทศที่ไม่มีการระบาดแต่แอบนำเข้าโดยไม่มีการรายงานผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์หากพบครั้งแรกปรับที่ 1 ล้านวอน หากพบครั้งที่ 2 ปรับที่ 3 ล้านวอน และหากยังพบซ้ำในครั้งที่ 3 จะถูกปรับที่ 5 ล้านวอนโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

นำเนื้อหมูเข้าเกาหลี

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

แรงงาน E-9 เข้าเกาหลีแล้วกว่า 20,000 คน “คาดภายในปีนี้นำเข้าต่างชาติกว่า 100,000 คน”

แรงงานต่างชาติกำลังกลับสู่อุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรมและการประมงของเกาหลี และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ยอดแรงงานต่างชาติ(E-9) ที่เข้าประเทศตั้งแต่มกราคมถึงปลายเมษายนนั้นมีกว่า 14,000 คน เรียกได้ว่ามีแรงงานต่างชาติเข้ามาเกิน 10,500 รายตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมปีที่แล้ว

แรงงาน

ตามรายงานของสหพันธ์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งเกาหลี (중소기업중앙회) และกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คาดว่าแรงงานต่างชาติ 14,000 คนจากประเทศไทย เนปาล กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย จะเข้ามาเกิน 20,000 คนโดย ปลายเดือนพฤษภาคม การนำเข้าแรงงานได้ฟื้นตัวถึงระดับก่อนที่จะเกิด COVID-19 แล้ว นอกจากนั้นจำนวนแรงงานต่างชาติที่เข้าประเทศในเดือนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 คน

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติที่เข้ามาในครั้งนี้ไม่ใช่แรงงานที่ต้องการในปีนี้ แต่เป็นแรงงานต่างชาติที่ตกค้างจากการไม่สามารถเข้าประเทศได้เนื่องจากโควิด-19 โดยมีแรงงานต่างชาติกว่า 41,000 คนที่เดินทางเข้าประเทศล่าช้า และจะนำเข้าแรงงานต่างชาติใหม่ในปีนี้อีกต่างหากกว่า 59,000 คน ดังนั้นในปีนี้จะมีแรงงานต่างชาติเข้าประเทศเกาหลีใต้จำนวนกว่า 100,000 คน

แรงงาน

นอกจากนี้คาดว่าอุปทานและอุปสงค์ของแรงงานต่างชาติจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ตามโรงงานฐานผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

แต่ถึงกระนั้นก็มีการให้ข้อมูลของตัวแทนของบริษัทแห่งหนึ่งในคย็องซังบุกโดที่กล่าวไว้ว่า
“เราจ้างผู้อพยพผิดกฎหมายกันนะ เพราะหากไม่มีพวกเขา โรงงานก็ไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จ้างผู้อพยพผิดกฎหมายกันทั้งนั้น และรัฐบาลก็ไม่สามารถปราบปรามได้ เพราะรู้ว่าการปราบปรามพวกเขาเท่ากับเป็นการทำลายเศรษฐกิจในท้องถิ่น” เขากล่าว

แรงงาน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ตัดสินแล้วเหตุต่างชาติดับคาบ้านพักเพราะอากาศติดลบ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอพยพของเกาหลีใต้ยินดีที่ได้ทราบถึงการตัดสินว่าแรงงานต่างชาติชาวกัมพูชาที่ดับอย่างน่าสงสารคาที่พักเมื่อปลายปี 2020 (สองปีก่อน) สามารถได้รับเงินชดเชยประกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม อีกทั้งพวกเขาได้ขอให้ช่วยกันคิดมาตรการพื้นฐานที่รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

 ต่างชาติดับคาบ้านพัก

คณะกรรมการว่าด้วยการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมในหอพักของแรงงานต่างชาติ (이주노동자 기숙사 산업재해 사망 대책위원회) ได้ออกความเห็นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม และกล่าวว่า “การอนุมัติอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมได้รับการตัดสินเป็นเวลาสองปีห้าเดือนหลังจากการจากไปขอ งนางสาวซกเฮง แรงงานต่างชาติชาวกัมพูชา ถึงแม้คำตัดสินมาช้าแต่ก็เป็นที่น่าโล่งใจ”

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2020 นาง ซกเฮง ถูกพบว่าเสียชีวิตในบ้านไวนิลในโพชอน, คย็องกีโด (경기도 포천)

ในเวลานั้น สภาพอากาศค่อนข้างหนาวและ -20 องศา โรงเรือนที่ถูกคลุมด้วยพาสติกไวนิลไม่อุ่นพอที่จะอยู่ในสภาพอากาศหนาวจัดเช่นนั้น นอกจากนี้เธอยังเข้ามาทำงานในสถานที่ทำงานนั้นแล้วเกือบ 5 ปีแต่ไม่เคยได้รับการเข้าตรวจสุขภาพในที่ทำงานมาก่อนเลย (직장 건강검진)

ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปีที่แล้ว (2021) ซึ่งเป็นวันครบรอบปีแรกของการจากไปของเธอ ครอบครัวเธอได้ทำการยื่นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอึยจองบู เพื่อขอรับค่าชดเชยในกรณีเกิดอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม (산업재해) รวมถึงค่าชดเชยสำหรับผู้เสียชีวิตและค่าใช้จ่ายในงานศพ และยื่นเรื่องไปยังกองสวัสดิการแรงงานเกาหลี (근로복지공단 의정부지사).

ก่อนที่ไม่นานมานี้ สำนักงานสวัสดิการและชดเชยแรงงานเกาหลีจะได้ระบุว่า นางสาวซกเฮง จากไปด้วยสาเหตุจากการทำงาน

 ต่างชาติดับคาบ้านพัก

กลุ่มสิทธิมนุษยชนอพยพกล่าวว่า “ในขณะนั้นกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ไม่ได้เปิดการสอบสวนว่าเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง แต่กลับเผยว่าเป็น ‘การเสียชีวิตเนื่องจากโรคประจำตัว’ และนายจ้างก็ถูกปรับไปเพียง 300,000 วอน ครอบครัวผู้ประสบภัยในกัมพูชาก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกเขาควรยื่นเรื่องรับเงินประกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมหรือไม่”

“โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็น ‘ความคร่าชีวิตภายในสังคม’ ที่ผสมผสานกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่ย่ำแย่ของแรงงานต่างชาติในเกาหลี และสถานการณ์ที่พวกเขา (แรงงานต่างชาติ) ไม่สามารถแม้แต่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพเพราะพวกเขาไม่มีประกันสุขภาพ ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลก็เริ่มมีการออกมาตรการมาเช่นกัน แต่แรงงานต่างชาติจำนวนมากก็ยังคงอาศัยอยู่ในอาคารชั่วคราวเช่นเดิม”

“ความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานสำหรับโศกนาฏกรรมอยู่ที่รัฐบาลและเจ้าของธุรกิจ เราขอสนับสนุนอย่างยิ่งให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานต่างชาติต้องอยู่เสมือนถูกบังคับให้จากโลกนี้ไป”

 ต่างชาติดับคาบ้านพัก

กระทรวงการจ้างงานและแรงงานระบุ 31.7% (5,300) จาก 15,773 สถานที่ทำงานที่ได้รับใบอนุญาตให้มีการจ้างงานแรงงานต่างชาติในปี 2020 เพิ่มขึ้น 21.4% จากปีก่อนหน้า

30% ของที่พักของแรงงานต่างชาติ ยังคงเป็นโรงเรือนแบบบ้านพักไวนิลหรือคอร์เทนเนอร์ที่ไม่มีเครื่องทำความร้อนและความเย็นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงกรณีฉุกเฉินอยู่

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว