ไทยแอบหนีงานกลางดึก “เพราะทำอาราไบท์เงินดีกว่า”

 

ในภาคการเกษตรแรงงานต่างชาติคือ ‘สมบัติ’ คนงานต่างชาติกำลังทำงานในไร่อย่างเงียบ ๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเกาหลีเองไม่อยากทำ ในหมู่พวกเขาคนไทยเป็นคนให้ความช่วยเหลืออย่างมาก เป็นเวลานานมาแล้วที่งานเกษตรในเกาหลีนั้นไม่สามารถดำเนินการได้หากไม่มีแรงงานต่างชาติไม่ว่าจะต่างชาติขึ้นทะเบียนพำนักหรือไม่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวลือในหมู่หัวหน้าฟาร์มชาวเกาหลีว่าแรงงานต่างชาติเริ่ม “สร้างความรำคาญ” นายจ้างเกาหลีส่วนใหญ่พยายามจ่ายเงินให้กับแรงงานต่างชาติให้น้อยที่สุดด้วยเหตุผลหลายประการ บางนายจ้างที่รักความยุติธรรมและเคารพในความเป็นมนุษย์ก็จะให้ค่าจ้างที่เหมาะสมกับแรงงานต่างชาติหลายคนก็เริ่มเดินทางไปหาแต่นายเกาหลีดีๆ เหล่านั้นกัน

ในทางกลับกันนายจ้างชาวเกาหลีที่นิสัยแย่จู่ ๆ ก็ออกมาบ่นว่าคนงานต่างชาติแอบหนีไปพร้อมกับเอาไปโพสต์ตามสื่อต่างๆ ทางโซเชียลมิเดียและยังมาแสดงความเห็นไม่ดีต่อแรงงานต่างชาติว่าพวกเขามาขอค่าจ้างตามเท่าที่ทำได้

ทำอาราไบท์

แรงงานต่างชาติที่ไม่ดีบางคนมักแอบหนีในเวลากลางคืนโดยไม่รับผิดชอบและย้ายงานเองโดยไม่บอกสักคำ

สาเหตุที่คนงานต่างชาติแอบหนีตอนกลางคืนเป็นเพราะนายจ้างเกาหลีไม่เคารพในสิทธิ์ของแรงงานต่างชาติและไม่รับผิดชอบต่อแรงงานต่างชาติ

จากปัญหาดังกล่าวทำให้แรงงานต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนพำนัก 8,000 คนในภาคเกษตรต้องหนีออกจากสถานที่ทำงานในตอนกลางคืน จนถึงปีที่แล้วจนส่งผลให้จำนวนการแอบหนีนั้นมากขึ้น รวมถึงแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักด้วย ล่าสุดสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจาก COVID-19 ทำให้แรงงานต่างชาติขาดแคลนอย่างมากและฤดูการทำนาก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

นายเอ ซึ่งทำไร่สตรอเบอร์รี่ในนนซาน, ชุงชองนัมโด กล่าว
“ฉันเห็นกล้องวงจรปิดที่หน้าฟาร์มเมื่อตอนตี 2 มีรถมารับสามีภรรยาชาวต่างชาติที่ทำงานในฟาร์มของฉัน ตัวฉันเองรู้สึกผิดหวังมากเพราะพวกเขาทำงานด้วยกันมา 7 ปีแล้ว”

ทำอาราไบท์

ทุกวันนี้นายหน้าจัดหาแรงงานต่างชาติพาแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนขึ้นรถโดยสารขนาดเล็กไปทำงาน คนไทยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักก็เข้าร่วมขบวนเช่นกัน เพราะพวกเขาสามารถหาเงินได้มากกว่าการทำงานประจำในฟาร์มถึง 2 เท่า ส่วนนายหน้าก็หาเงินได้มากพอที่จะซื้อบ้านและรถหรูได้เลย นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเกษตรกรเกาหลีนิยมการใช้แรงงานแบบอาราไบท์มากกว่า

อย่างไรก็ตามเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามันสมเหตุสมผลกว่าไหมที่แรงงานต่างชาติจะสามารถทำงานและย้ายงานไปตามฟาร์มต่างๆได้อย่างอิสระ

คิมชอลซู สมาชิกสภาผู้แทนจากจอลลาบุคโด กล่าวเมื่อวันที่ 15 มีนาคม
“เกษตรกรจำนวนมากขึ้นเริ่มรับภาระโดยตรงจากการจ้างชาวต่างชาติ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการพื้นฐานเพื่อป้องกันการขาดแคลนแรงงานในช่วงฤดูทำนาโดยพิจารณาจากความเป็นจริงทางการเกษตร รัฐบาลท้องถิ่นหรือสถาบันของรัฐควรพิจารณาแนะนำ “ระบบจัดส่งสาธารณะ (공공파견제)” ที่จ้างแรงงานต่างชาติและส่งพวกเขาไปยังฟาร์มเท่าที่จำเป็น “

หากมีการใช้ ‘ระบบจัดส่งสาธารณะ’ จะมีแรงงานต่างชาติแอบหนีตอนกลางคืนน้อยลง

ทำอาราไบท์ สุดท้ายนี้มีบางอย่างที่เราอยากจะส่งสาส์นถึงผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักชาวไทยเสียหน่อยว่า ปัจจุบันนี้แม้ว่าจะเป็นผีน้อยต่างชาติเองก็ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ไม่ว่าจะคุ้มครองในด้านการได้รับค่าจ้างโดยไม่ยุติธรรมก็ตาม เพราะพวกเราก็ถือว่าทุกคนเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน คุณสามารถเรียกร้องสิทธิของคุณได้ในฐานะมนุษย์คนนึง คุณไม่จำเป็นต้องอยู่เฉยๆ จนมากเกินไป

ในทางกลับกันคนไทยที่ไม่ได้ลงทะเบียนหลายคนเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมืองตั้งแต่แรก แต่ควรต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่น ๆ ให้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ปฏิบัติตามกฎการกักกัน COVID-19 อย่างถูกต้องในตอนนี้ก็พาลแต่จะทำให้ชาวเกาหลีที่เขาต้องทนอยู่ภายใต้การกักกันโรคมากกว่า 1 ปีต้องรู้สึกไม่พอใจ นอกจากนั้นแล้วหากยังเมินการปฏิบัติตามกฎการกักกันโรคกันอีกแม้แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนผู้อพยพที่ยืนกรานในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นก็อาจจะหายไปด้วยก็ได้

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

เกาหลีแนะ พาสปอร์ตวัคซีน ออนไลน์

นายกรัฐมนตรี ช็อง เซกยุน กล่าวเมื่อวันที่ 1 เมษายนว่าเขาจะนำวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาใช้กับเกาหลีใต้เพื่อทำการบันทึกประวัติการฉีดวัคซีน ป้องกัน COVID-19

โดยนายกช็องได้เผยในการประชุมที่ศูนย์ราชการกรุงโซล

เราควรนำวัคซีนพาสปอร์ต (หรือ กรีนการ์ด) เข้ามาใช้เพื่อให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนรู้สึกได้ถึงการฟื้นตัวของการใช้ชีวิตประจำวัน

รัฐบาลเกาหลีได้เริ่มเตรียมวัคซีนพาสปอร์ต ตั้งแต่ต้นปีนี้และได้พัฒนาระบบที่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการฉีดวัคซีน โดยมีการวางระบบไว้ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ระบบได้อัพเดทและได้รับอนุญาตให้ตรวจสอบว่าประเทศอื่น ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วหรือไม่ด้วยโดยที่ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีการสร้างความปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยี blockchain เข้ามาเพื่อป้องกันความเป็นไปได้ในการปลอมแปลง ส่วนการรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนนี้

นายกช็องกล่าวกับหน่วยงานกักกันและกระทรวงที่เกี่ยวข้องดังนี้

นอกจากนี้แล้วเราอยากให้ทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในการอภิปรายเกี่ยวกับการนำวัคซีนพาสปอร์ตระหว่างประเทศมาใช้ในครั้งนี้ เพราะนำมาใช้ก็เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปกลับบ้านเกิดหรือเดินทางไปต่างประเทศสะดวกขึ้นและสามารถตรวจสอบประวัติได้ล่วงหน้าสะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

นายกช็องกล่าวด้วยว่าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สำหรับผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปได้เริ่มแล้วในวันนี้

โปรดคิดว่านี้คือการฉีดวัคซีนที่ถือเป็นของขวัญสำหรับพ่อแม่ที่แก่ชราของทุกท่าน

เนื่องจากการเปิดตัวหนังสือเดินทางวัคซีนของเกาหลีนั้น มีความคาดหวังว่าในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีการเดินทางไปต่างประเทศอาจจะเพิ่มขึ้น(กรกฎาคม) เพราะบุคคลทั่วไป (อายุระหว่าง 19-64 ปี) จะเริ่มได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ต่างชาติต้องเข้าเมืองวันละ 100 คน ถึงจะแก้ไขปัญหาขาดแรงงานได้

 

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม กระทรวงและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พบกับนายกรัฐมนตรีช็องเซ-คยุนในซัมช็องดง จงโนกู กรุงโซล (서울 종로구 삼청동)

ปัญหาขาดแรงงาน

คิม กี-มุนประธานสมาคมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งเกาหลี (K-BIZ) กล่าวในการประชุมว่า
“เกาหลีกำลังได้รับความเชื่อมั่นในการเอาชนะ COVID-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเนื่องจากบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางมีการส่งออกเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้มีแรงงานต่างชาติเพียง 324 คนเท่านั้นที่ได้รับการจัดสรรเข้าประเทศจากโควต้าทั้งหมด 52,000 ที่จัดสรรไว้ในปีนี้”

“ขณะนี้เราอนุญาตให้แรงงาน E-9 ชาวกัมพูชาเข้าประเทศได้และเราจำเป็นต้องขยายจำนวนประเทศที่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ควรเพิ่มขีดจำกัดการเข้าเมืองจากปัจจุบัน 50 คนเป็นมากกว่า 100 คน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคน”

รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อียง-กู กล่าว
“หากสถานที่กักกันสำหรับแรงงานต่างชาติเพียงพอล่ะก็ ขีดจำกัดการเข้าเมืองต่อวันจะเพิ่มขึ้นเป็น 75 และสูงสุดถึง 450 ต่อสัปดาห์”

อี แจ-กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน
“นายกรัฐมนตรีได้ให้คำแนะนำพิเศษเกี่ยวกับเรื่องการขาดแคลนคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมมาบ้างแล้ว ในระหว่างที่มีการพิจารณาเรื่องการกักกันโรคทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติขั้นสุดและจะมีการประกาศรายละเอียดขั้นสุดท้ายในเร็ว ๆ นี้”

ปัญหาขาดแรงงาน

ทางด้านคิม กี-มุน ก็ยังคงยืนกรานเรื่องของการลดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ต้องการจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานอยู่เช่นเดิม เขาเผย
“การที่แรงงานต่างชาติสามารถเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ 5 ครั้งใน 5 ปี สำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางแล้วพวกเขาเองก็ประสบปัญหาเช่นกันที่คนงานเอาแต่ย้ายไปทำงานที่อื่นและบริษัทก็ต้องสูญเสียผลผลิต”

“เพราะฉะนั้นอย่างน้อยภายใน 1 ปี ไม่ควรจะมีการอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ทำงาน และการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานควรลดเหลือเป็นย้ายได้ 3 ครั้งต่อช่วงการทำงาน 5 ปีแทน”

อี แจ-กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงานและแรงงานกล่าว
“การจำกัดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของแรงงานต่างชาติค่อนข้างจะมีปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แต่เราจะหาทางออกให้ได้ เราจะคิดหาวิธีที่จะอนุญาตให้บริษัทต่างๆใช้กำลังคนเท่าที่จำเป็นโดยไม่มีข้อจำกัดด้านสิทธิมนุษยชนภายหลัง”

ปัญหาขาดแรงงาน

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีช็อง เซ- กยุน กล่าวว่า
“เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมและการลดลงของประชากร จำเป็นต้องมีนโยบายการนำเข้าทรัพยากรมนุษย์อย่างเร่งด่วน เพื่อลดอุปสรรคในการเข้ามาของเหล่าต่างชาติที่มีความสามารถด้วย และต้องสะท้อนไปตามความต้องการของทรัพยากรมนุษย์ที่หลากหลาย”

“เราจะดึงดูดผู้มีความสามารถที่โดดเด่นในด้านต่างๆ จัดระเบียบการจ้างงาน และวีซ่าธุรกิจใหม่ โดยเราจะขยายและดำเนินการเตรียมวีซ่า 숙련기능인력 (E-7-4) ไว้เพื่อให้มีการพำนักระยะยาวที่มั่นคงของแรงงานต่างชาติที่มีความสามารถให้พำนักอยู่ในเกาหลีได้สะดวกขึ้น”

คลับไทยกับจุดบอดในการกักกัน ‘ไม่ปฏิบัติตามกฎกันแล้วหรือ?’

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบเจ้าพนักงานและลูกค้าหลายต่อหลายคนที่แอบฝ่าฝืนกฎการห้ามรวมกลุ่มชุมนุมกัน ในขณะอีกฝั่งจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19 แล้วไม่ลดลง

ตามรายงานของตำรวจเมื่อวันที่ 25 มีนาคมสถานีตำรวจกังนัมในกรุงโซลได้จับพนักงานและลูกค้า 135 คนในบาร์แห่งหนึ่งในยอกซัมดง, คังนัมกู (강남구 역삼동) เมื่อเวลาประมาณ 23:37 น. ของวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

ตำรวจรุดเข้าไปที่บาร์หลังจากได้รับรายงานจากชาวบ้านในละแวกนั้นว่าพวกเขามีการให้บริการจนถึงเวลา 22:00 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ของบาร์ไม่ยอมเปิดประตูตำรวจจึงให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดประตูเข้าไป

จากการคาดการณ์พบว่ามีคนกว่า 200 คน แต่หลายคนวิ่งหนีกระเจิงหลังจากตำรวจมาถึง

คลับไทย

ในขณะเดียวกันทางด้านคย็องกีโดที่เพิ่งได้ออกคำสั่งทางปกครองให้มีการตรวจหาโควิดในกลุ่มแรงงานต่างชาติจนถึงวันที่ 22 มีนาคม หลังการตรวจก็พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันรวม 146 ราย

คืนวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมามีชาวไทยในฮวาซ็องอาจเข้าใจว่าสถานการณ์โควิด -19 ปลอดภัยแล้ว และคลับไทยในฮวาซ็องได้เปิดดำเนินการโดยละเมิดกฎการกักกันซึ่งมีการถ่ายทอดสดโดยผู้เข้าชมโดยประมาณ

ชาวไทยหลายคนไม่สวมหน้ากากและแหกกฎการห้ามรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน

คลับไทย

มีการร้องเรียนต่อไปนี้ในชุมชนชาวเกาหลีซึ่งเห็นว่าพวกเขาสนุกกับการเพิกเฉยต่อกฎการกักกันที่คลับเฉพาะชาวต่างชาติ

“ผู้ประกอบอาชีพอิสระอื่น ๆ กำลังประสบปัญหาเนื่องจากข้อจำกัดทางธุรกิจ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะ”

“ทุกคนมีปัญหากับ COVID-19 ฉันคิดว่าควรจะต้องปฏิบัติตามกฎการกักกันอย่างถูกต้องเห็นจะดีกว่า”

“มันเป็นปัญหาทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะผู้ที่แอบประกอบการและผู้ที่แอบเข้าใช้บริการเพื่อความสนุกของตัวเอง”

“ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักไม่ปฏิบัติตามกฎการกักกันควรถูกส่งออกจากเกาหลี”

คลับไทย

 

เว้นระยะห่างทางสังคมต่อ ‘คงระดับ เพิ่มความเข้มงวด’

 

การเว้นระยะห่างทางสังคมและการห้ามชุมนุมเกิน 5 คน จะยังมีการขยายออกไปอีกจนถึงเวลา 00:00 น. ของวันที่ 11 เมษายน

* การเว้นระยะห่างทางสังคมในเขตมหานครโซล (수도권) อยู่ในระดับ 2 และส่วนนอกพื้นที่นอกเขตเมือง (비수도권) จะอยู่ในระดับ 1.5

เว้นระยะห่างทางสังคม

ในเขตกรุงโซลจะมีการจำกัดระยะเวลาดำเนินการให้เปิดให้บริการได้ถึงเวลา 22.00 น. ในสถานให้บริการต่างๆ อาทิเช่น สถานบันเทิง, ร้านอาหาร, คาเฟ่, สถานอำนวยความสะดวกด้านกีฬาในร่ม, และคาราโอเกะในเขตเมืองจะคงต้องงดให้บริการหลังเวลาดังกล่าวจนถึงวันที่ 11 เมษายน

ในการเว้นระยะห่างทางสังคมนี้ “กฎการกักกันพื้นฐาน” ที่ต้องปฏิบัติตามเสมอไม่ว่าจะใช้ระดับใดก็ตามมีดังนี้

[กฎการป้องกันและกักกักโรคพื้นฐาน]
▲ ต้องสวมหน้ากาก ▲ มีการจัดทำรายการหรือรหัส QR การเข้าใช้บริการ ▲ มีการระบายอากาศและการฆ่าเชื้อโรคตลอด ▲ ไม่ควรรับประทานอาหาร (ในที่สาธารณะบางที่) ▲ เข้มงวดห้ามผู้มีอาการติดเชื้อเข้าใช้บริการ ▲ การกำหนดให้มีการเว้นระยะห่าง ▲ แจ้งจำนวนผู้ใช้ที่สามารถเข้าใช้บริการได้ตามกฎกักกันโรค

เว้นระยะห่างทางสังคม

[สถานอำนวยความสะดวก / กฎการกักกันพื้นฐาน]
สถานอำนวยความสะดวกที่ควรปฏิบัติตามกฎการกักกันขั้นพื้นฐาน เช่น ห้องคาราโอเกะ, ห้องจัดการแสดงในร่ม, โรงภาพยนตร์, ร้านคอมพิวเตอร์ (PC room), ร้านนวด, สถานที่เล่นกีฬาในร่ม, สถาบันกวดวิชา, สถานที่เล่นกีฬากลางแจ้ง, สนามกีฬา, ร้านเสริมสวย, สถานที่ทางศาสนา, คาสิโน, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, ห้องสมุดและนิทรรศการ

* ในห้องคอมพิวเตอร์ (PC rom) ผู้ใช้สามารถรับประทานอาหารได้หากมีฉากกั้นรูปตัวยูขั้นระหว่างกันและกัน

อย่างไรก็ตามหากมีพื้นที่เพียงพอสำหรับรับประทานอาหารก็ควรมีการเตรียมสถานที่แยกต่างหากเพื่อรับประทานอาหารได้

เว้นระยะห่างทางสังคม ต้องมีการจัดการคนงานให้เป็นไปตามกฎกักกันตามสถานที่ทำงานและหากคนงานมีอาการใด ๆ คล้ายโควิดให้ผู้ดูแลด้านการกักกันตัวตรวจสอบอาการของคนงานและให้ออกจากสถานที่พักหากมีอาการ

สถานอำนวยความสะดวกที่ต้องมีการจัดการที่หนาแน่นต่างๆ จะต้องแจ้งจำนวนผู้ที่สามารถเข้าใช้บริการไว้ ยกเว้นสถานอำนวยความสะดวกที่ดำเนินการในลักษณะการจอง

รัฐบาลจะให้เวลาสถานที่ต่างๆ ในการจัดทำตามกฎการกักกันโรคขั้นพื้นฐานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 เมษายน และหลังจากนั้นจะตรวจสอบและจะมีบทลงโทษตามกฎการกักกัน

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ด่วนแรงงานวี! อัพเดทกฎหมายแรงงานใหม่

 

ร่างพระราชบัญญัติการจ้างงานชาวต่างชาติฉบับแก้ไขได้รับการอนุมัติในที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม มาดูว่ามีอะไรที่ได้รับการอนุมัติบ้าง

กฎหมายแรงงานใหม่

1. ข้อบังคับด้านการให้การศึกษาแก่ผู้ต้องการจ้างแรงงานต่างชาติ (บังคับใช้จริง 6 เดือนให้หลังจากกฎหมายประกาศใช้)

ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จ้างงานชาวต่างชาติจะต้องได้รับการอบรมและการให้ความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน, สิทธิมนุษยชน ฯลฯ และจะมีการปรับโทษไม่เกิน 5 ล้านวอนหากพบการละเมิด

2. การขยายระยะเวลาการจัดจ้างพิเศษ (ดำเนินการในวันที่กฎหมายประกาศใช้ทันที)

เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานเนื่องจากการลดเที่ยวบินเข้าออกประเทศ บริษัทสามารถขยายระยะเวลาการจ้างงานแรงงานต่างชาติออกไปได้อีก 1 ปี บังคับใช้ได้ทันทีหลังจากการพิจารณาและการลงมติของคณะกรรมการนโยบายทรัพยากรมนุษย์ต่างประเทศ

* เป้าหมายหลักในข้อนี้: กลุ่มแรงงานต่างชาติที่วีซ่ายังไม่หมดอายุระยะเวลาการจ้างงาน

กฎหมายแรงงานใหม่

3. ลดระยะเวลาของการจำกัดการกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง (Re-entry) สำหรับผู้ที่มีวีซ่ามีทักษะเชี่ยวชาญ

แรงงานต่างชาติที่ต้องกลับไปพักแล้วกลับเข้ามาในประเทศอีกครั้งในแท็คที่สองเดิมทีต้องกลับไปพัก 3 เดือน แต่มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้สามารถกลับไปพักได้ 1 เดือนแล้วจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าประเทศได้อีกครั้ง

4. ขยายขอบเขตการกลับเข้าประเทศอีกครั้งกรณีพิเศษ (การจ้างแรงงานซ้ำแบบพิเศษ ระบบแรงงานซื่อสัตย์)

แม้ว่าแรงงานต่างชาติจะเปลี่ยนสถานที่ทำงานแต่ยังเป็นสถานที่ทำงานในเชิงอุตสาหกรรมเดียวกันเกินระยะเวลาหนึ่ง แรงงานก็จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้ามาในประเทศได้อีกครั้ง (ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน )

กฎหมายแรงงานใหม่

5. การเสริมข้อกำหนดในการกลับเข้าประเทศอีกครั้งกรณีพิเศษ (การจ้างแรงงานซ้ำแบบพิเศษ ระบบแรงงานซื่อสัตย์) แม้จะมีประวัติการเปลี่ยนสถานที่ทำงานด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากความรับผิดชอบของแรงงานต่างชาติ

ในกรณีของการเปลี่ยนสถานที่ทำงานด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากความผิดของแรงงานต่างชาติเดิมทีกำหนดการอยู่สถานที่ทำงานใหม่ต้องมีเวลาเหลืออย่างน้อย 1 ปี ถึงจะมีสิทธ์ได้รับการกลับเข้าประเทศอีกครั้งกรณีพิเศษ หรือ การจ้างแรงงานซ้ำแบบพิเศษ ระบบแรงงานซื่อสัตย์

แต่นับจากนี้แม้ว่าระยะเวลาของสัญญาจ้างงานกับที่ใหม่จะน้อยกว่า 1 ปี แรงงานต่างชาติก็มีสิทธิ์กลับเข้ามาใหม่ได้อีกครั้งหากทางสมาคมที่เกี่ยวข้องเห็นว่าสมเหตุสมผล

6. การขุดเหมืองจะถูกเพิ่มเข้ามาในอุตสาหกรรมอนุญาตการจัดจ้างงานพิเศษ (ประเภทวีซ่า H-2)

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ประธานมูลนิธิต.ม.ลั่น “ยุคโควิดผีน้อยควรได้ขึ้นทะเบียน”

 

“จนถึงขณะนี้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักมีเพียงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างการปราบปรามหรือกระตุ้นให้เกิดการเดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจ แต่ในยุค COVID-19 ผมกลับคิดว่าเราไม่ควรปราบปรามพวกเขา แต่เปลี่ยนไปใช้การพำนักตามกฎหมายและดำเนินไปในทางที่จะได้รับประโยชน์ทั้งสังคมเกาหลีและชาวต่างชาติเห็นจะดีกว่า”

ผีน้อย

นายชเว ยัง-กิล (59) ประธานมูลนิธิบริการด้านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลี (Korea Immigration Service Foundation) เริ่มทำงานที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกิมโปในปี 2531 และทำงานกับผู้อพยพมานานกว่า 30 ปี

“การระบาดของ COVID-19 ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปีทำให้เกิดปัญหาการอพยพหลายอย่างงานแรกที่ต้องแก้ไขคือชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก”

“การขาดแรงงานต่างชาติ, สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ของชาวต่างชาติ, และผู้ขอลี้ภัยสะสม ควรได้รับการแก้ไข เนื่องจาก COVID-19 ทำให้สิ่งเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยต่อโลกภายนอก”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชเว ยัง-กิล ประธานคณะกรรมการกล่าวว่า งานแรกที่ต้องแก้ไขคือ ‘แรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก’

“ถ้าเราแก้ปัญหาการพักอาศัยของผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก ผมคิดว่าเราจะมีคำตอบสำหรับปัญหาอื่น ๆ”

ผีน้อย

จำนวนผู้อยู่อาศัยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักในปี 2563 อยู่ที่ 392,196 คนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในรอบ 4 ปี

“ซึ่งต่างจากชาวต่างชาติที่ถูกกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักเหล่านี้เราจะไม่สามารถระบุความเคลื่อนไหวหรือถิ่นที่อยู่ของพวกเขาได้ รัฐบาลมีการแนะให้ไม่มีการปราบปรามชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักหากพวกเขาออกมาทำการตรวจหา COVID-19”

“แต่ก็ยังไม่วายที่พวกเขาจะต้องระมัดระวังตัว หรือไม่ก็เลือกที่จะเมินเฉยกับการแนะของทางรัฐ อีกทั้งการรับรู้ของชาวต่างชาติเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ถดถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาพลักษณ์ด้านลบของชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักทำให้วิตกกังวลเพิ่มขึ้น”

เขาหักล้างความคิดเห็นของประชาชนบางส่วนที่อยากจะให้มีการปราบปรามอย่างเต็มที่

ผีน้อย

“การปราบปรามเพิ่มความเข้มแข็งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในช่วงเวลาที่เที่ยวบินน้อยลงไม่มีอิสระในการเข้าหรือออกจากประเทศ ศูนย์พักพิงต่างชาติที่เริ่มไม่เพียงพอที่จะสามารถรองรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักได้ทั้งหมด”

ประธานชเว ยัง-กิล กล่าวว่า “มันมีวิธีที่ทำได้จริงในการทำให้คนต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้เป็นผู้พำนักอย่างถูกกฎหมาย”

“แม้มันจะเป็นเรื่องยากที่จะให้คนทั้ง 400,000 คนได้สถานะเข้าพักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เราควรก็ควรมีการสนับสนุนให้มีผู้พำนักระยะสั้นโดยไม่ได้ลงทะเบียนพำนักให้อยู่ในเกาหลีอย่างถูกกฎหมายเสียที”

“นอกจากนี้การทำเช่นนั้นก็ยังจะส่งผลในเชิงบวกต่อการจัดการการกักกันและการแก้ไขปัญหาการขอผู้ลี้ภัย อีกทั้งยังเป็นแนวโน้มของโลกในการเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักให้เป็นผู้ที่ถูกกฎหมาย”

“จะได้รับการต้อนรับในพื้นที่ชนบทและศูนย์อุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานข้ามชาติ หากแรงงานอพยพมาตั้งถิ่นฐานอย่างปลอดภัยในเกาหลีก็จะเป็นผลดีสำหรับเกาหลีเช่นกัน”

“เราจะพิจารณามาตรการสนับสนุนต่างๆเพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการในสถานการณ์ COVID-19 และตั้งรกรากในสังคมเกาหลีต่อไป”

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ทำไมวีเกษตรแค่ 10% เอง?

 

กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าระบบการจ้างงานชาวต่างชาติในภาคเกษตรกรรมนั้นควรจะมีการแบ่งย่อยตามลักษณะการทำฟาร์มหรือตามลักษณะการเพาะปลูก

Um Jin-young นักวิจัยจาก KREI (the Korea Rural Economic Institute) ได้ออกมาโต้แย้งในการศึกษาล่าสุดที่ชื่อว่า “농업 고용환경 변화에 따른 외국인 근로자 활용 정책 방안”

ในภาคการเกษตรนโยบายแรงงานต่างชาติมีความสำคัญมากเนื่องจากมีการขาดแคลนกำลังคน และได้เริ่มมีการใช้ระบบอนุญาตจัดจ้างงานและระบบแรงงานต่างชาติตามฤดูกาลเข้ามาใช้ในภาคเกษตรอย่างถูกกฎหมาย

วีเกษตร

ระบบอนุญาตจัดจ้างงานแบ่งออกเป็น E-9 และ H-2 และขนาดของการนำ E-9 ในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นจาก 2,333 ในปี 2550 เป็น 5,887 ในปี 2562

นักวิจัยกล่าวว่าการจ้างแรงงานต่างชาติในพื้นที่เกษตรกรรมมักดำเนินการผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การจ้างงานชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนมากกว่าผู้ที่เข้ามาผ่านระบบกฎหมาย เช่น ระบบอนุญาตจัดจ้างงาน

ในส่วนอุตสาหกรรมการเพาะปลูกพืชการจ้างงานผ่านระบบอนุญาตจัดจ้างงานและระบบแรงงานตามฤดูกาลเท่ากับ 10% และ 1.4% ตามลำดับ และระบบอนุญาตจัดจ้างแรงงานต่างชาติอยู่ที่ 55.8% ในภาคอุตสาหกรรมปศุสัตว์

วีเกษตร

[เหตุผลที่ไม่ใช้ระบบอนุญาตจัดจ้างแรงงานต่างชาติในด้านการเพาะปลูกพืช]
42.9% – ไม่ต้องใช้กำลังคนตลอดทั้งปี
17.5% – ความน่าจะเป็นค่อนข้างต่ำด้านการจัดสรรพลังงานจากชาวต่างชาติ

[เหตุผลที่ไม่ใช้ระบบแรงงานต่างชาติตามฤดูกาล]
24.1% – ไม่สะดวกในการจ้างงานเป็นเวลาน้อยกว่า 3 เดือน
17.6% – การจ่ายค่าจ้างเป็นภาระ
17.1% – ช่วงเวลาของการจ้างงานและการเข้าทำงานไม่ตรงกัน

[เหตุผลที่ฟาร์มปศุสัตว์ไม่ใช้ระบบอนุญาตจัดจ้างงานแรงงานต่างชาติ]
35.8% – ขั้นตอนการสมัครมีความซับซ้อน
28.3% – การจ่ายค่าจ้างเป็นภาระ
22.6% – ความน่าจะเป็นค่อนข้างต่ำด้านการจัดสรรพลังงานจากชาวต่างชาติ

จากรายงานระบุว่าควรมีการแบ่งนโยบายที่เกี่ยวกับแรงงานต่างชาติให้เป็นไปตามลักษณะของพืชผลแต่ละชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลควรแยกระบบแรงงานต่างชาติออกเป็นตามลักษณะของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเพาะปลูกพืช

วีเกษตร

[แผนการแบ่งสัดส่วนของระบบการจ้างงานชาวต่างชาติ]
– รวมระบบอนุญาตจัดจ้างแรงงานต่างชาติสำหรับการเพาะปลูกพืชเข้ากับระบบแรงงานตามฤดูกาลและแบ่งออกเป็น E-8-1(농작업제도), E-8-2(계절근로제도)
– ใช้ระบบอนุญาตจัดจ้างแรงงานต่างชาติเมื่อจ้างเกษตรกรปศุสัตว์หรือเกษตรกรพืชสวนหากให้ทำงานมากกว่า 1 ปี (ใช้ระบบแรงงานตามฤดูกาลหากทำงานน้อยกว่า 1 ปี)
– การนำวีซ่าประเภท E-7-5 (‘농업’ 숙력근로자제도) เข้ามาช่วยยกระดับและปรับปรุงวีซ่า E-7-4 (숙련기능점수제)

[การปรับปรุงระบบการจ้างงานชาวต่างชาติ]
●ต้องมีการออกแบบและการทำงานของระบบแรงงานต่างชาติตามลักษณะของพืชแต่ละชนิด
●ต้องมีกำหนดนโยบายการจ้างงานทางการเกษตรและระบบการจัดส่ง
●ต้องการแลกเปลี่ยนกำลังคนระหว่างศูนย์จัดหางานต่างประเทศที่ดำเนินการโดยรัฐบาล
●ต้องมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานทางการเกษตร

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

วิจารณ์คำสั่งปกครองยับ คาดสุ่มตรวจต่างชาติเสี่ยงเท่านั้น

 

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เจ้าหน้าที่ ซน ย็องเน ได้เผยประกาศแถลงการณ์ถึงข้อขัดแย้งที่เกี่ยวกับประเด็นของการที่ให้ต่างชาติทุกคนเข้ารับการตรวจโควิดว่า

“จากนี้การตรวจโควิดจะเป็นไปตามสถานที่ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิเช่น ตามชุมชนที่มีการพบการติดเชื้อและกลุ่มผู้คนที่ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ หรือสถานทำงานที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพราะอากาศไม่ถ่ายเท และง่ายต่อการนำพาเชื้อโรค”

คำสั่งปกครอง

เดิมทีทางการโซลได้มีแผนออกประกาศคำสั่งให้ต่างชาติทุกคนต้องเข้ารับการตรวจโควิดโดยกำหนดการยาวไปจนกระทั่งสิ้นเดือนนี้

แต่กระนั้นก็เกิดข้อกังขาระหว่างทางไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ต่างชาติที่ทำงานร่วมชาวเกาหลี ออกมาให้ความเห็นว่า หลังได้รับคำสั่งพบว่ามีเพียงชาวต่างชาติเท่านั้นที่ต้องเข้ารับการตรวจ ทั้งที่คนเกาหลีที่ทำงานด้วยกันไม่จำเป็นต้องตรวจ

อีกประเด็นคือพนักงานออฟฟิศเข้าใจว่าการกระจายของเชื้อส่วนมากอยู่ในกลุ่มของแรงงานต่างชาติตามโรงงานมากกว่า ไม่เห็นจำเป็นต้องให้ทุกคนเข้ารับการตรวจ

คำสั่งปกครอง

ไซม่อนสมิธ ราชทูตอังกฤษประจำประเทศเกาหลีให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า
“คำสั่งไม่แฟร์ ไม่ได้สัดส่วน ซึ่งไม่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดี” ก่อนจะมีการเรียกร้องไปยังที่ว่าการกรุงโซลให้ยกเลิกคำสั่งนี้และหาวิธีการที่เหมาะสมกว่านี้เห็นจะดีกว่า นอกจากนั้นท้องถิ่นอื่นๆ ได้ออกมาเรียกร้องตามกันด้วย

คำสั่งปกครอง

ทางด้านคย็องกีโดออกมาโต้ว่า
“ได้โปรดอย่าพยายามคิดไปในทิศทางของการเลือกออกคำสั่งกับแค่ชาวต่างชาติ ให้มองว่านี่เป็นการวางระบบการป้องกันการระบาดเห็นจะดีกว่า”

ในคย็องกีโดมีการตรวจคัดกรองไปแล้วกว่า 340,000 คน พบผู้ติดเชื้อ 850 คน และพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายในการสิ้นสุดการตรวจคัดกรองโควิดตามคำสั่งทางปกครองเดิม

คู่รักเกาหลีต่างชาติลดฮวบ “เหตุไปมาหาสู่ยากขึ้น!”

 

ปีที่ผ่านมาจำนวนการแต่งงานของคู่รักระหว่างประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คาดการไปมาหาสู่เข้มงวดขึ้น

อ้างอิงจาก “2020년 결혼·이혼 통계” ที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (통계청) เมื่อวันที่ 18 มีนาคมพบว่ามีการแต่งงานระหว่างประเทศมีเพียง 15,341 ครั้งจากการแต่งงานทั้งหมด 214,000 ครั้งในปีที่แล้ว

คู่รักเกาหลีต่างชาติ

การแต่งงานโดยรวมทั้งหมดลดลง 10.7% แต่การแต่งงานระหว่างประเทศลดลงถึง 35.1%

จำนวนการแต่งงานระหว่างประเทศอยู่ที่ 42,356 ครั้งในปี 2005 และ 23,643 ครั้งในปี 2019

เจ้าหน้าที่สำนักงานสถิติแห่งชาติกล่าวว่าผลกระทบของ COVID-19 ทำให้ลดจำนวนวีซ่าแต่งงาน (F-6) ลดลงกว่า 70%

ทางด้านสถิติการหย่าร้างกับชาวต่างชาติลดลงได้ 10.5% จาก 7,000 คนในปี 2019 เหลือ 6,000 คนในปีที่แล้ว

ชายเกาหลีแต่งกับหญิงต่างชาติ 72.4% ขณะที่หญิงชาวเกาหลีแต่งงานกับชายต่างชาติ 27.6%

คู่รักเกาหลีต่างชาติ

การแต่งงานระหว่างชายเกาหลีและหญิงต่างชาติ แบ่งเป็นหญิงชาวเวียดนาม 28.3% , หญิงชาวจีน 22.7% และ 15.6% เป็นหญิงชาวไทย

หญิงเกาหลีแต่งงานกับชายชาวต่างชาติ แบ่งเป็นชาวสหรัฐอเมริกา 26%, ชายชาวจีน 22.2% และชายชาวเวียดนาม 11.8%

ในบรรดาการแต่งงานทั้งหมดชุงช็องนัมโดมีอัตราการแต่งงานกับชาวต่างชาติ 8.6% ส่วนจอนบุกและเกาะเชจูมีอัตราการแต่งงานกับชาวต่างชาติ 8.4%

คู่รักเกาหลีต่างชาติ

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว