2 พ.ค. เกาหลีประกาศใช้ “ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากกลางแจ้ง”

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ประกาศยกเลิกการสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้งโดยจะมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคมจนกว่าจะมีประกาศใหม่

“การชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนกลางแจ้งและผู้เยี่ยมชมการแสดงและกิจกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากกว่า 50 คนยังต้องสวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้งอยู่ แต่กรณีอื่นๆสามารถถอดหน้ากากกลางแจ้งได้”

ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากาก

ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าปรับ 100,000 วอน แม้ว่าคุณจะไม่สวมหน้ากากกลางแจ้ง รัฐบาลเกาหลีอนุญาตให้ประชาชนสวมหน้ากากกลางแจ้งด้วยความสมัครใจของตนเอง

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีขอให้ประชาชนสวมหน้ากากแม้ว่าพวกเขาจะอยู่กลางแจ้งในกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนหรือในสถานที่ที่ยากต่อการเว้นระยะห่างทางสังคมจากผู้อื่นเพราะถือว่ามีคนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้ผู้ที่มีอาการ COVID-19 และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนสวมหน้ากากกลางแจ้ง

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเผยว่า “ในกรณีที่สวมหน้ากากกลางแจ้ง ควรเคารพทางเลือกของแต่ละคน และประชาชนควรตัดสินใจสวมหน้ากากโดยสมัครใจตามสถานการณ์”

ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากาก

อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่ในการสวมหน้ากากภายในอาคารยังคงดำเนินต่อไป

รัฐบาลเกาหลีแจงสถานการณ์โควิด-19 ในเกาหลีตอนนี้ลดลงมาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ มีการเตรียมความพร้อมรับมือ “การอยู่ร่วมกันกับ COVID-19” โดยยกระดับการเว้นระยะห่างทางสังคมและลดระดับโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จากที่หนึ่งเป็นสอง พร้อมยกเลิกภาระผูกพันการสวมหน้ากากกลางแจ้งโดยคำนึงถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำ

ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากาก

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

“Asian FC ทีมฟุตบอลต่างชาติแจ้งเกิด” คว้าแชมป์ลีก K-7 ในเกาหลีครั้งแรก

ทีมฟุตบอลแรงงานต่างชาติหลากหลายสัญชาติกำลังได้รับความท้าทายใหม่

ตามรายงานเมืองควังซานกูในควังจูใต้ (광주 광산구) เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมาได้มีการจัด ‘พิธีเปิดตัวทีม 아시아FC(Asia FC)’

ทีมฟุตบอลต่างชาติ

아시아FC(Asia FC) เป็นทีมฟุตบอลอย่างเป็นทางการที่ลงทะเบียนกับสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) และมีคุณสมบัติลงเล่นในลีก K7

K1–K2 = ลีกฟุตบอลอาชีพของเกาหลี
K3–K4 = ลีกฟุตบอลกึ่งอาชีพของเกาหลี
K5–K7 = ลีกฟุตบอลสมัครเล่นเกาหลี

ทีมฟุตบอลต่างชาติ

ซึ่งภายในทีมประกอบไปด้วยแรงงานต่างชาติกว่า 25 คนจาก 6 สัญชาติ ได้แก่ ไทย จีน เนปาล เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย ซึ่งทั้งหมดนั้นอาศัยอยู่ในควังซานกู ผู้เล่นหลายคนมีอายุตั้งแต่ 20 ถึง 50 ปี ได้มีโอกาสได้ลงเล่นฟุตบอลด้วยกันโดยไม่มีการจำกัดอายุ

พวกเขาเหล่านี้เป็นแรงงานต่างชาติที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง ซึ่งได้ออกมาใช้เวลากับการกำลังฝึกฟุตบอลตั้งแต่บ่ายสามโมง ในวันอาทิตย์จนถึงเย็น

อีกทั้งพวกเขายังได้เล่นในลีก K7 ที่จัดโดยสมาคมฟุตบอลเกาหลี (KFA) เมื่อวันที่ 10 เมษายนและชนะทีมควังซานเอฟซีไป 3-0 เป็นผลชนะที่แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการ

ทีมฟุตบอลต่างชาติ

ซานลิน (22) ชาวกัมพูชา ขึ้นยิงประตูได้ 2 ลูกในแมทช์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมมาที่เกาหลีและทำงานแค่คนเดียว แต่ผมดีใจที่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกับครอบครัวอื่นด้วย เพราะผมกำลังสวมชุดเดียวกันกับทีมของผมและเดินไปทั่วสนามด้วยกัน ผมรู้สึกขอบคุณที่ได้รับโอกาสลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการใน K League และผมอยากจะปรับตัวให้เข้ากับเกาหลีให้ได้เผื่อจะได้มีโอกาสโชว์ผลงานดีๆ ผ่านการเล่นฟุตบอล”

เกาหลีพัฒนา ชุดตรวจโควิดจากน้ำลาย รู้ผลใน 5 นาที

ทีมวิจัยในประเทศได้พัฒนาชุดตรวจโควิด19 ที่สามารถบอกผลได้ทันทีเพียงการบ้วนน้ำลายแทนการใช้สำลีปั่นจมูก

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติจอนบุคประกาศว่าทีมวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ คิม ดัล-ซิก จากห้องปฏิบัติการวินิจฉัยแห่งภาควิชาเวชศาสตร์ได้พัฒนาชุดทดสอบแอนติเจน (ATK) ชนิดทราบผลรวดเร็วด้วยวิธี ‘บ้วนน้ำลาย’ ที่สามารถทราบผลได้ภายใน 5 นาที

ชุดตรวจโควิดจากน้ำลาย

ซึ่งทางทีมวิจัยได้ออกมาประกาศว่าประสบความสำเร็จจากการเก็บตัวอย่างที่มีความเข้มข้นของไวรัสโควิด19สูงจากในช่องปาก โดยมีการประยุกต์ใช้คุณสมบัติของส่วนประกอบบางอย่างที่ได้มาจากถั่วเขียวมาใช้ดึงเชื้อไวรัสโควิด19 ในปากออกมาตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย

ทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่าชุดตรวจแบบแอนติเจนชนิดทราบผลรวดเร็วที่มีการพัฒนาศักยภาพขึ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ความไวสูงถึง 97.8% และความจำเพาะ 100%

ชุดตรวจโควิดจากน้ำลาย

ความไวในที่นี่บ่งบอกถึงความน่าจะเป็นที่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นผู้ป่วย COVID-19 (บอกผลตรวจบวกได้อย่างรวดเร็ว) และความจำเพาะหมายถึงความน่าจะเป็นที่จะตัดสินคนที่ผลตรวจเป็นลบ (บอกผลตรวจลบได้อย่างรวดเร็ว)

ผลการวิจัยได้รับการตีพิมพ์ออนไลน์ที่ ‘Microbiology Spectrum (마이크로바이올로지 스펙트럼)’ วารสารวิชาการระดับนานาชาติที่ตีพิมพ์โดย American Society of Microbiology

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว1, แหล่งข่าว2

ผีน้อยได้รับอุบัติเหตุในที่ทำงานใครรับผิดชอบ?

พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคมปีที่แล้ว หลายคนคิดว่านี่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้น กฎหมายนี้ใช้กับสถานที่ทำงาน “ทุกที่” ที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

สน.ข่าว 로톡뉴스 ได้มีการรวบรวมข้อควรรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายนี้ไว้ เพจไทยกุกขอนำเสนอในภาษาไทยโดยย่อดังต่อไปนี้

กฎหมายว่าด้วย หากเกิดกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงในอุตสาหกรรมที่จัดจ้างงานแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างนั้นจำเป็นต้องรับผิดชอบ

เพื่อที่จะใช้พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงาน บุคคลที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจำต้องเป็น ‘พนักงาน/ลูกจ้าง’ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติการลงโทษจากอุบัติเหตุร้ายแรงกำหนดไว้ว่า ลูกจ้างนั่นหมายถึงลูกจ้างภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน และในวงกว้างกว่านั้นมีการนิยามไว้ว่า พนักงาน/ลูกจ้าง นั้นคือ บุคคลที่ได้รับการจัดจ้างในฐานะแรงงานโดยที่ไม่คำนึงถึงรูปแบบของสัญญาจัดจ้าง (มาตรา 2 ฉบับที่ 7)

ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ที่เข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมายหรือผู้ที่พำนักอยู่โดยผิดกฎหมายซึ่งสถานภาพการพำนักหมดอายุไปแล้วยังจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการลงโทษภัยพิบัติร้ายแรงหรือไม่? สรุปคือ “ได้รับความคุ้มครอง”

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

ประการแรกที่สามารถสรุปถึงการได้รับความคุ้มครองนั้นคือแม้ว่าคุณจะพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย คุณก็ยังถูกพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีการคุ้มครองผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งในทางกลับกันเมื่อเราคำนึงประเภทของงานแล้วจะพบว่า บุคคลผู้ซึ่งได้รับการจัดหางานให้ทำเพื่อจุดประสงค์ด้านการรับค่าจ้างทั้งหมดนั้นถูกกำหนดให้ถือว่าเป็น คนงาน ทั้งสิ้นภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน (มาตรา 2 ข้อ 1)

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของศาลฎีกาที่ให้การสนับสนุนตรรกะเรื่องนี้เมื่อปี 2018 ศาลฎีกาได้ยอมรับว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ยอย่างผิดกฎหมายที่ได้รับบาดเจ็บขณะพยายามที่จะหลบเลี่ยงการปราบปรามของเจ้าหน้าที่และนั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นคนงานในที่นั่นจริง (เพียงแต่ไม่มีวีซ่าพำนักอย่างถูกต้อง) และยังมีอีกกรณี เมื่อปี 2015 มีกฎออกมาว่า “คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายสามารถก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานในฐานะคนงานได้” และผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานถือว่าเป็นคนงานทั้งสิ้น และตามหลักการที่ว่านี้แล้ว พวกเขาถือว่าเป็นคนงานแม้จะอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายหรือย้ายถิ่นที่อยู่ก็ตามแต่

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

ประการที่สอง พระราชบัญญัติการลงโทษจากอุบัติเหตุร้ายแรงมีผลบังคับใช้กับสถานที่ทำงานทั้งหมดที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในกระบวนการนี้ การพักอาศัยอย่างผิดกฎหมายไม่ส่งผลต่อการตัดสินด้านมีหรือไม่มีพนักงานประจำ ทั้งนี้เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานกำหนดว่า ‘พนักงานที่ทำงานทุกคน (ไม่คำนึงถึงประเภทของการจ้างงาน) ถือว่าเป็นคนงานในที่ทำงานที่เกี่ยวข้องและรวมอยู่ในการคำนวณจำนวนพนักงานประจำ’

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงได้ข้อสรุปว่า ถึงแม้จะเป็นแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายก็ยังได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงาน

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

[ถาม-ตอบ] รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้านยังไง?

เนื่องจากจำนวนการดูแลรักษาตัวเองหลังติดโควิดระดับไม่รุนแรงและสามารถรักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้านได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากหลังโอมิครอนแพร่กระจายในเกาหลี จึงนำมาซื่งการแบ่งการดูแลผู้ป่วยออกเป็นกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ต้องให้ความใส่ใจในการรักษาเป็นพิเศษ หรือผู้ป่วยหนัก (집중관리군) และ กลุ่มที่สามารถรักษาตัวโดยทั่วไปด้วยตนเอง หรือ ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรง (일반관리군) โดยจะเริ่มมีการดำเนินการดูแลผู้ป่วยตามกลุ่มข้างต้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นไป

รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้าน

กลุ่มที่ต้องให้ความใส่ใจในการรักษาเป็นพิเศษ หรือ ผู้ป่วยหนัก(집중관리군) จะเป็นการมุ่งเน้นในการสังเกตระดับอาการเป็นหลัก ดังนั้นสถานพยาบาลแต่ละแห่งที่ดูแลผู้ป่วยจะมีการตรวจสอบสถานะสุขภาพทางโทรศัพท์วันละ 2 ครั้ง เช่น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีโรคประจำตัวในวัย 50 กว่าปี, และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยทางการจะได้จัดเตรียมชุดการรักษาตนเองที่บ้านแก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ อาทิเช่น เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน, เครื่องช่วยลดไข้, เทอร์โมมิเตอร์, น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับทำความสะอาด, และชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสุขภาพตนเอง

รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้าน

นอกจากนี้ กลุ่มที่สามารถรักษาตัวโดยทั่วไปด้วยตนเอง หรือ ผู้ป่วยไม่มีอาการรุนแรง (일반관리군) จะไม่ได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอจากศูนย์การแพทย์เช่นอีกกลุ่ม แต่ถ้าหากรักษาตัวอยู่ที่บ้านและพบว่าอาการแย่ลง ก็สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องเผชิญหน้า หรือ เข้ารักษาตัวแบบตัวต่อตัวได้ตามสถาบันการแพทย์ได้เลย ทั้งนี้ด้วยความกังวลว่าผู้ที่รักษาตัวเองกลุ่มนี้ที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวอาจจะออกไปหาเครื่องมือการดูแลตนเองลำบาก ทางการจึงได้ออกมาแนะแนวทางในการวินิจฉัยและการรักษาตนเองที่บ้านเมื่ออยู่คนเดียวอย่างไร ลองมาดูกัน

ถาม: ถ้าคุณถูกวินิจฉัยว่าให้รักษาตนเองที่บ้าน แต่คุณอาศัยอยู่คนเดียว คุณจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและยารักษาโรคได้อย่างไร?
ตอบ: หากคุณมีครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกัน คนในครอบครัวสามารถซื้อของให้ได้ และหากครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกันได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว (ฉีดวัคซีนมาแล้ว 14 – 90 วันหลังเข็ม 2 หรือเข็มบูสเตอร์) ไม่มีปัญหาในการซื้อ เนื่องจากพวกเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องกักตัวแม้จะติดต่อกับผู้ป่วย แต่ถ้าหากคุณไม่มีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยเลย คุณสามารถซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ผ่านทางออนไลน์ ส่วนยานั้นทางศูนย์สาธารณสุขจะจัดส่งไปให้

ถาม: วิธีการเลือกซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันในช่วงกักตัวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวและมีปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และจัดเป็น ‘กลุ่มผู้ป่วยหนัก’ ขณะนี้จะมีการจัดส่งชุดรักษาตัวเองที่บ้านไปยังกลุ่มผู้ป่วยหนักอยู่แล้ว และจะมีการโทรเช็คสุขภาพทางโทรศัพท์โดยสถาบันการแพทย์ทุกๆ 2 ครั้งต่อวัน หรือหากคุณติดต่อศูนย์สาธารณสุขทางรัฐบาลท้องถิ่นก็จะจัดหาสิ่งจำเป็นและยาต้องรับประทานทุกวันไว้ให้

ถาม: ซื้อของเครื่องใช้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่ไม่สามารถสั่งซื้อยารักษาทางออนไลน์ได้ ต้องทำอย่างไร
ตอบ: หากอาศัยอยู่เพียงลำพังสามารถสั่งยาผ่านระบบการรักษาแบบไม่ต้องพบปะต่อหน้าได้ ทางสถาบันการแพทย์แต่ละแห่งจะส่งใบสั่งยาไปให้ร้านขายยา จากนั้นหน่วยงานสาธารณสุขจะรับยาจากร้านขายยานำส่งให้ถึงบ้าน แต่ถ้าอาศัยกับครอบครัวสามารถให้ครอบครัวช่วยเหลือในการซื้อยาให้ได้เลย

ถาม: ทำไมอุปกรณ์ชุดรักษาตัวเองที่บ้านถึงมีให้แค่กลุ่มผู้ป่วยหนักเท่านั้น
ตอบ: ในกรณีที่ได้รับเชื้อโอมิครอนนั้นจะแตกต่างจากเดลต้าอย่างมาก ผู้ป่วยมักมีอาการไม่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้อายุยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น จึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ อาทิ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน ฯลฯ

ถาม: โรงพยาบาลแต่ละที่มีความพร้อมกับระบบการรักษาโควิดแบบไม่ต้องพบปะตัวต่อตัวมากแค่ไหน?
ตอบ: มีความพร้อมพอสมควร ทางสถาบันการแพทย์จะมีการออกใบสั่งยาและจัดส่งยารักษาผู้ป่วยตามอาการได้ และได้มีการเตรียมการกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อการดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างราบรื่นเป็นที่เรียบร้อย ผู้ใดที่ถูกวินิจฉัยให้รักษาตัวเองที่บ้านมิควรเดินทางไปโรงพยาบาลโดยพละการ

ถาม: ทำไมผู้ที่รักษาตัวเองที่บ้านควรทำอย่างไรหากต้องการเข้าใช้บริการศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอก?
ตอบ: ให้คุณติดต่อศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้านแล้วทางศูนย์จะแจ้งสถานที่ ข้อมูลติดต่อ และวิธีการเข้าใช้บริการศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอกให้คุณทราบ จากนั้นคุณสามารถเดินทางไปยังศูนย์ได้โดยใช้รถยนต์, เดินเท้า, หรือใช้แท็กซี่ และในกรณีฉุกเฉินสามารถเรียกรถพยาบาล 119 ได้ ปกติแล้วผู้ป่วยโควิดจะต้องอยู่คนเดียว ดังนั้นเมื่อไปถึงศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอกคุณจะสามารถเดินทางกลับได้เลยโดยไม่ต้องรายงานให้ทราบหลังเสร็จสิ้นกิจ ปัจจุบันมีศูนย์รักษาผู้ป่วยนอก 66 แห่งคอยให้บริการเฉพาะด้านอยู่ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ถาม: สตรีมีครรภ์, ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน, และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ควรจะรวมไว้ในกลุ่มผู้ป่วยหนักหรือไม่?
ตอบ: ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ กรณีที่มีอาการหรือสัญญาณของการคลอดบุตรจะได้รับการจัดการแยกต่างหาก ส่วนในกรณีของเด็กที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง และจะมีวิธีการแยกต่างหากในการรับการรักษาแบบไม่ต้องเผชิญหน้า โดยจะได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่น อย่างไรก็ตามจะมีการเสริมระบบที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ต่างชาติในเกาหลี 540,000 คน เงินเดือนเฉลี่ย 29.26 ล้านวอน

ตามสถิติจากกรมสรรพากรเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา พบว่าชาว ต่างชาติในเกาหลี มีการเสียภาษีส่วนบุคคลกว่า 545,000 คนซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงกว่า 7% หากเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสาเหตุหลักก็เป็นไปได้ว่ามาจากผลกระทบจากโควิด19

จากการสำรวจเผยว่าเงินเดือนทั้งหมดของแรงงานต่างชาติรวมกันราวๆ 15.86 ล้านล้านวอน หรือเฉลี่ยต่อคนที่ 29.26 ล้านวอนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.1% (จากเดิม 27.32 ล้านวอนต่อคน)ต่างชาติในเกาหลี

จำนวนของชาวต่างชาติที่ชำระภาษีรวมกว่า 962 พันล้านวอน เพิ่มขึ้น 6.4% จากเดิม 94.3 พันล้านวอน ในบรรดาแรงงานต่างชาติที่รายงานการชำระภาษีรายปีแล้วอยู่ที่ 36.3% (198,000 คน) แบ่งออกเป็น ชาวจีน, ชาวเวียดนาม, ชาวเนปาล, ชาวกัมพูชา และชาวฟิลิปปินส์

จำนวนยอดจากการรายงานภาษีสิ้นปีสำหรับชาวต่างชาติที่ตั้งถิ่นฐานในเกาหลีอยู่ที่ 363.3 พันล้านวอน คิดเป็นชาวอเมริกัน 37.8% ของทั้งหมด รองลงมาคือชาวจีน, ชาวญี่ปุ่น, ชาวแคนาดา, และชาวออสเตรเลีย

ต่างชาติในเกาหลี

อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีส่วนบุคคลรายปีสำหรับต่างชาตินี้จะต้องมีการยื่นเรื่องรายงานภาษีสำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนภายในประเทศเกาหลีทุกคนภายในเดือนกุมภาพันธ์ (2022) นี้

การยื่นเรื่องรายงานภาษีและวิธีการยื่นเรื่องจะเป็นไปตามกระบวนการเดียวกับชาวเกาหลีทั้งหมด ส่วนขั้นตอนการยื่นเรื่องรายงานนั้น สามารถส่งเอกสารรายงานเงินได้และส่วนลดหย่อนภาษี รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังบริษัทที่ทุกท่านทำงานอยู่ การจะได้รับลดหย่อนภาษี หรือ ต้องชำระภาษีเพิ่มนั้นจะทราบผ่านทางบริษัทที่ทุกท่านทำงานอยู่

นอกจากนี้แล้วทางบริษัทยังสามารถใช้บริการ ‘간소화자료 일괄제공 서비스’ ที่ทางบริษัทต้องเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนลูกจ้าง

ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายภาษีใหม่ สำหรับต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในเกาหลีจะสามารถขอลดหย่อนภาษีบ้าน (ขอลดหย่อนภาษีจากค่าเช่าบ้าน) และบัตรเครดิตได้ แต่หากเป็นบุคคลที่มีรายได้ภายในครอบครัวเดียวกันมากกว่าหนึ่งคน คนที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีบ้านได้นั้นต้องเป็นเจ้าบ้านเท่านั้น

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

งานเข้า คลิปเหยียบปลาหมึก “อย. สั่งยึดผิด พ.ร.บ. สุขาภิบาลอาหาร”

เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมาหลังมีคลิปดราม่าเหยียบปลาหมึกแห้งแพร่ทั่วโซเชียล กระทรวงควบคุมความปลอดภัยอาหารและยา (식품의약품안전처) จึงได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบบริษัทปลาหมึกแห้งฐานจัดการปลาหมึกแห้งไม่สะอาดตามมาตรฐาน

คลิปเหยียบปลาหมึก

จากผลการตรวจสอบพบว่ามีการละเมิดพระราชบัญญัติสุขาภิบาลอาหารและมีการร้องขอให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ากำกับดูแล

เหตุเกิดจากเมื่อวันที่ 8 มกราคม มีการเผยแพร่วิดีโอความยาว 27 วินาทีในชุมชนออนไลน์โดยมีข้อความว่า “ฉันแจ้งรายงานบริษัททำปลาหมึกแห้งฐานทำอาหารไม่สะอาด” ซึ่งในวิดีโอแสดงมีคนงานไทยใส่รองเท้าแตะเหยียบปลาหมึกแห้งเป็นหลักฐานอยู่

คลิปเหยียบปลาหมึก

กระทรวงควบคุมความปลอดภัยอาหารและยาได้ตรวจสอบคลิปและพบชื่อบริษัทตามกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ปรากฏในวิดีโอ จึงได้รับการยืนยันว่าเป็น “บริษัท (주)농어촌푸드” ซึ่งตั้งอยู่ในคังกูมย็อน, ย็องด็อกกุน, คย็องซังบุกโด (경북 영덕군 강구면) และทางการได้ทำการสำรวจภายในสถานที่ทำงานนั้นทันที

กระทรวงควบคุมความปลอดภัยอาหารและยาตรวจพบการละเมิดดังนี้ ▲ ขั้นตอนการทำปลาหมึกแห้งไม่สะอาด เช่น มีการเหยียบและคลี่ปลาหมึกแห้งด้วยรองเท้าในที่ทำงาน ▲ พนักงานไม่สวมหมวกและหน้ากากอนามัย ▲ สภาพแวดล้อมภายในโรงงานไม่มีความสะอาด

บริษัทไม่ได้ดำเนินการตามมาตรการด้านสุขอนามัยในการบรรจุภัณฑ์ปลาหมึกแห้งลงในถุง และกระบวกการทำอาหารไม่สะอาด เช่น มีการเหยียบและคลี่ปลาหมึกที่งอด้วยรองเท้าในที่ทำงาน

นอกจากนี้ ได้รับการยืนยันว่าพนักงานไม่สวมหมวกหรือหน้ากากอนามัยขณะทำงาน ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่กลับไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความสะอาด อีกทั้งพบการรับประทานบะหมี่ร่วมกันภายในพื้นที่จัดการอาหารอีกต่างหาก

คลิปเหยียบปลาหมึกกระทรวงควบคุมความปลอดภัยอาหารและยากล่าวว่า “การละเมิดความปลอดภัยอาหารของบริษัทเช่นนี้ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2021 ถึง 8 มกราคม 2022 และปลาหมึกที่ผลิตได้ประมาณ 3,898 กิโลกรัมในช่วงเวลานั้น และได้มีการยืนยันว่าสินค้าจะถูกจัดเก็บไม่ให้วางจำหน่ายในตลาด”

กระทรวงควบคุมความปลอดภัยอาหารและยาสั่งแบนและยึดปลาหมึกที่บรรจุภัณฑ์ไว้ตามมาตรการป้องกันเพื่อมิให้จำหน่ายในตลาด

และมีแผนที่จะปราบปรามการแปรรูปอาหารที่ไม่สะอาดอย่างจริงจังและต่อเนื่องในอนาคต

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ดราม่าคลิปไทยในเกาหลี เหยียบปลาหมึกแห้งด้วยเท้า

มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คลิปวิดีโอแนะนำวิธีการผลิตปลาหมึกแห้งของแรงงานไทยที่มีการใช้เท้าเหยียบปลาหมึกแห้งในบริษัทผลิตอาหารแห่งหนึ่ง เนื่องจากชาวเกาหลีรับประทานปลาหมึกเป็นจำนวนมาก วิดีโอนี้จึงถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กและชุมชนต่างๆ จนเกิดเป็นประเด็นดราม่าเรื่องสุขอนามัย

เมื่อวันที่ 8 มกราคม หัวเรื่องคลิประบุ “ฉันแจ้งรายงานไปยังบริษัทที่ทำปลาหมึกแห้งว่าการทำปลาหมึกแห้งเช่นนี้มันไม่ถูกสุขอนามัย” และคลิปก็ถูกโพสต์บนชุมชนออนไลน์
ผู้เขียนบทความนามสมมุติ ผู้ใช้งาน เอ กล่าวถึงกระบวนการผลิตปลาหมึกแห้งในโรงงานภายในวิดีโอมีคนงานชาวไทยทำงานอยู่ซึ่งได้มีการโพสต์ต่อๆกันบน TikTok และแชร์กับชุมชนออนไลน์อื่นๆ

ไทยในเกาหลี

ในวิดีโอความยาว 27 วินาทีเผยภาพคนงานสวมชุดวอร์มกันหนาววางปลาหมึกแห้งบนพื้นและเหยียบย่ำด้วยรองเท้าสีขาว และมีคนงานคนนึงนั่งหลบบริเวณมุมห้องแอบแทะกินปลาหมึกที่ตากแห้งไว้

ภาพที่ผู้ใช้งานเอ เผยแพร่เป็นคลิปที่คนงานกำลังเตรียมเทปกล่องจัดส่งปลาหมึกแห้ง

บริเวณกล่องจะมองเห็นชื่อบริษัทผ่านคลิปได้เลยและเชื่อกันว่าเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในคย็องซังบุกโด

ไทยในเกาหลี

ผู้ใช้งานเอ กล่าวว่า “ผู้ใช้ TikTok รายนี้ดูเหมือนจะเป็นแรงงานไทยในเกาหลี ทำงานใช้เท้าเหยียบปลาหมึกแห้ง (ดูยังไงก็ไม่สะอาด) จึงได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาแล้ว (식품의약품안전처)”

เมื่อวิดีโอถูกปล่อยออกมา ชาวเน็ตก็เริ่มมีการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ไทยในเกาหลี

ชาวเน็ตรายหนึ่งกล่าวว่า “ตอนที่ผึ่งปลาหมึกใหม่ๆ ปลาหมึกจะค่อยๆหดลงและม้วนเป็นลักษณะกลมๆ คนงานก็จะมีหน้าที่แผ่ปลาหมึกให้กางออกอีกครั้ง แต่ส่วนมากจะใช้มือทำแต่สงสัยที่นี่จะเป็นโรงงานที่อยากจะประหยัดเงินและประหยัดเวลา “

ชาวเน็ตอีกคนหนึ่งชี้ว่า “เป็นเรื่องปกติที่จะใส่อะไรลงไปบนปลาหมึกแห้งอยู่แล้ว”

ไทยในเกาหลี

 

ไวท์คริสต์มาส ณ คังวอนโด ‘อุบัติเหตุสูงหลังหิมะสะสมกว่า 55 ซม.’

พบความเสียหายจากหิมะตกหนักในคังวอนโดที่มีตกมาตั้งแต่ช่วงเย็นของคริสต์มาสอีฟ

ไวท์คริสต์มาส

ตามรายงานของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาภูมิภาคคังวอนโด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม จนถึงเวลา 07.00 น. วันนี้ ปริมาณหิมะในซกโช(속초)สะสมสูง 55.9 ซม., จูมุนจิน(주문진)หิมะสะสม 42.7 ซม., คังนึง(강릉)หิมะสะสม 25.5 ซม. และ ทงเฮ( 동해) หิมะสะสม 21.1 ซม.

ไวท์คริสต์มาส

เจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติกล่าวว่าหิมะตกหนักทำให้เกิดความเสียหาย รวมถึงกรณีการรถติดหล่ม 10 กรณี รถติด 2 กรณี อุบัติเหตุจราจร 2 กรณี ไฟฟ้าดับ 2 กรณี และกรณีหลังคาถล่ม 2 กรณี

ในเมืองโกซ็อง, ยังยาง(양양) ซกโช(속초) และคังนึง(강릉) มีผู้บาดเจ็บจากเหตุรถติดหล่ม 10 ราย และผู้เสียหาย 24 คนไม่สามารถออกจากรถได้

นอกจากนี้ ประมาณตี 1 ถึงตี 2 ของวันนี้ มีเหตุต้องให้ลากรถกว่า 23 คันเนื่องจากเกิดเหตุรถลื่นไถลในซกโช

ไวท์คริสต์มาส

แม้ดูจะเป็นไวท์คริสต์มาสที่มอบความสุขแต่เป็นความสุขเพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะผู้อยู่อาศัยในคังวอนโดต่างก็ยุ่งทั้งวันกับการทำความสะอาดหิมะที่ทับถมกัน

อย่างไรก็ตาม คังวอนโดได้มีการใช้อุปกรณ์กำจัดหิมะ กว่า 220 เครื่องมีการระดมกำลังคนในการทำความสะอาดหิมะในชั่วข้ามคืนด้วย

ไวท์คริสต์มาส

รวบผีน้อยไทย 14 ราย คางานเลี้ยงฉลองวันเกิด

ตร.รวบผีน้อยชาวไทย 14 รายฐานส่งเสียงรบกวนขณะจัดงานเลี้ยงวันเกิดในห้องสตูดิโอ

นอกจากนั้นพวกเขายังละเมิดมาตรการกักกันโรคที่ “ห้ามการชุมนุมส่วนตัวเกิน 5 คน”

ผีน้อย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม สถานีตำรวจมิชูฮอล (미추홀경찰서) จากสน.อินชอน (인천) กล่าวว่าได้รวบชายและหญิงชาวไทย 14 ราย รวมทั้งนายเอชาวไทยวัย 30 กว่าปีในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมืองก่อนจะนำส่งให้กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง

จากการสืบสวนพบ นายเอ อาศัยอยู่ในเกาหลีเกินระยะเวลากำหนดพำนักและอยู่เป็นผีน้อยมาสักระยะ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม เวลาประมาณ 20:24 น. นายเอและเพื่อได้มีการรวมตัวเพื่อนๆภายในห้องพักสตูดิโอแห่งหนึ่งในมิลชูฮอล-กู, อินชอน (인천 미추홀구)

ผีน้อย

ก่อนจะมีเพื่อนบ้านที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงรอบแจ้งความเข้าไปยังตำรวจว่า “มีการรวมกลุ่มกันภายในห้องพักสตูดิโอและมีการส่งเสียงดังเกินไป”

ชาวไทยทั้งหมดภายในห้องจึงถูกรวบส่งทันทีหลังได้รับรายงานจากการให้การพบว่าพวกเขารวมตัวเพราะจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งกล่าวว่า “เนื่องจากนายเอและคนอื่นๆ ถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย เราจึงต้องส่งมอบพวกเขาทั้งหมดให้กับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และได้มีการพิจารณาถึงกรณีการละเมิดกฎการกักกันโรค คาดว่าทั้งหมดจะต้องถูกปรับจากทางสำนักงานเขตเพิ่มเติมด้วย”

ผีน้อย

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว