เกาหลีเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ‘การเมืองพหุวัฒนธรรมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น’

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้แจกแจงว่าหากประเทศใดมีชาวต่างชาติอพยพที่มีทายาทรุ่นที่ 2 (ลูกหลานของผู้อพยพ) และมีผู้ที่แปลงสัญชาติมาจากชาติอื่นๆ ภายในประเทศจนเกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและหลายเชื้อชาติมากกว่า 5% ของประชากรทั้งหมดจะถือว่าเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันประชากรผู้อพยพเข้ามาเกาหลีนั้นคิดเป็นร้อยละ 4.3 เรียกได้ว่ากำลังจะเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมในไม่ช้า

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความขัดแย้งทางสังคมจะส่งผลกระทบกระจายออกไปหากการเมืองละเลยการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชัง แต่ถ้าพยายามหลอมรวมความแตกต่างให้สามารถที่จะอยู่ร่วมกันก็จะถือเป็นการบูรณาการทางสังคมได้

คิมมินจี (นามสมมติอายุ 22 ปี) ซึ่งมีแม่เป็นคนไทย เขาย้ายมาอยู่เกาหลีเมื่ออายุได้ 3 เดือนและใช้ชีวิตเติบโตในเกาหลีเป็นหลัก เขาโตจนขึ้นได้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ตัวเขาเองก็มีประเด็นที่ให้ความสนใจเช่นวัยคนหนุ่มสาวทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และปัญหาสิ่งแวดล้อม เขามองว่าการที่เขาได้มีเลือกตั้งนั้นถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกาหลี

“ถ้ามีชื่อผมในประกาศผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งผมก็รู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองเกาหลี”

“ถึงตอนได้รับประกาศถึงการมีสิทธิ์ในการไปเลือกตั้งแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดเพราะเป็นภาษาเกาหลีภาษาทางการเมืองแต่ก็ดีใจที่ได้รับสิทธิ์นั้น”

สังคมพหุวัฒนธรรม

จุงฮีจิน (นามสมมติ, อายุ 30 ปี) ซึ่งแปลงสัญชาติจากเวียดนามเป็นเกาหลี เธอกล่าวว่าตอนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งในเกาหลี เธอมักจะเลือกโดยการดูใบหน้าของผู้สมัครหรือเลือกตามสามีของเธอ

จุงเป็นหญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเข้ามาเกาหลีตั้งแต่ปี 2014 และพูดภาษาเกาหลีได้ดีพอแปลได้ แต่คำศัพท์ทางการเมืองนั้นเธอก็ยังไม่คุ้นเคยนัก

เธอกล่าวว่า เธอหวังว่าจะมีการให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในภาษาต่างประเทศบ้าง

ด้วยเหตุนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวเกาหลีจึงมีความหลากหลาย เมื่อพิจารณาจากผู้ที่ได้สัญชาติเฉกเช่น จุงฮีจิน และ ทายาทผู้อพยพรุ่นที่สองอย่าง คิมมินจี และนักเรียนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ คาดว่าจะมีผู้อพยพที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีสัดส่วนถึง 3% ของนักเรียนทั้งหมดแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ที่ถือวีซ่า F-5 มากกว่า 3 ปีจะมีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน ทำให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวต่างชาติที่ต้องทำการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2018 มีอยู่ถึง 106,205 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 6,726 ในปี 2006

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเมืองแล้วเป็นการยากที่จะหานโยบายที่เอื้อต่อสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้คำมั่นหรือการหาเสียงไม่มีการนำประเด็นด้านสังคมพหุวัฒนธรรมเข้ามาแสดงความเห็นกันในรัฐสภา

จากรายงานของ 한국의 다문화 매니페스토에 대한 분석: 18대-20대 총선을 중심으로 ซึ่งวิเคราะห์คำมั่นสัญญาหรือคำหาเสียงของสมาชิกสภานิติบัญญัติใน 20 ภูมิภาคที่แรงงานต่างชาติและผู้อพยพที่แต่งงานแล้วอาศัยอยู่ส่วนใหญ่พบว่าการเมืองตามพื้นที่นั้นๆ ไม่มีการตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมเลย

ในการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการหาเสียงถึงนโยบายที่จะให้ประโยชน์ต่อผู้ที่มาจากกลุ่มผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรมจำนวน 8 ฉบับ โดยในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 19 ก็มีการเอ่ยถึงอยู่ 34 ฉบับ และในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 มีการกล่าวถึง 37 ฉบับ ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่กำลังมุ่งไปทางกลุ่มหลากวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองแล้วคำหาเสียงเพื่อกลุ่มหลากวัฒนธรรมมีเฉพาะในภูมิภาค 20 พื้นที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ แต่มองในภาพรวมทั่วประเทศแล้วยังถือว่าน้อยมาก

สังคมพหุวัฒนธรรม

จ็องโฮอ๊คศาสตราจารย์ด้านการทูตทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยมย็องจี ซึ่งทำการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกล่าวว่า “คำหาเสียงเป็นคำสัญญาที่ผู้สมัครทำต่อประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นคร่าวๆ ว่าผู้สมัครตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ยังไม่ก้าวเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมเลยสักครั้ง”

“นั่นเป็นเพราะนักการเมืองไม่สนใจเรื่องพหุวัฒนธรรมมากนัก”

อันที่จริง เมื่อพิจารณาจากจำนวนนโยบายหาเสียงเพื่อผู้ที่มาจากหลากวัฒนธรรมที่นำเสนอโดยพรรคการเมือง มันก็ยังถือว่าเป็นการยากที่จะกล่าวว่าพรรคใดพรรคหนึ่งได้ยึดเอาประเด็นพหุวัฒนธรรมไปสานต่อจริงๆ จังๆ

“การที่มีคนที่มีเลือดผสมและมุมมองหญิงในแบบโบราณๆ (มุมมองที่มองว่าสตรีย้ายถิ่นเพราะการแต่งงานนั้นเปรียบเสมือน ‘สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่แค่ผลิตบุตร’) ได้ชะลอการตอบสนองในทางที่ดีขึ้นของกลุ่มผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมด้วย”

หลายพรรคมีการเสนอนโยบายหาเสียงไปแล้วแต่กลับมีข้อจำกัดตามมา ในสมัยเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการสร้างโซนศึกษาและให้ประสบการณ์แบบหลากหลายทางวัฒนธรรมและการสร้างหมู่บ้านสหประชาชาติ ในสมัยเลือกตั้งรุ่นที่ 19 ก็มีเทศกาลเกี่ยวกับกลุ่มหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการศึกษาพหุวัฒนธรรม ส่วนนโยบายหาเสียงในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 ได้มีการจัดตั้งเขตวัฒนธรรมเฉพาะทางด้านพหุวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีการจัดงานเทศกาลอาหารหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น

ศาสตราจารย์จองโฮอ๊คกล่าวว่า “(นโยบายพหุวัฒนธรรม) มันเป็นแค่ระบบพื้นฐาน (ขั้นเบสิค) และส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ด้านเดียว เช่น การให้บริการผู้อพยพหรือการจัดเพียงเทศกาลที่มีประโยชน์ต่อฝ่ายเดียว”

นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีภูมิหลังจากพหุวัฒนธรรมยังหายากอีกด้วย ในสภาท้องถิ่น นาง 이라 (อีรา) เป็นผู้บัญญัติกฎหมายสัญชาติมองโกเลียในสภาจังหวัดคย็องกี และ นาง 이자스민 (จัสมิน) ได้อยู่ในสมัชชาแห่งชาติสมัยที่ 19 แต่ในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 21 กลับไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากพหุวัฒนธรรมเลย

สังคมพหุวัฒนธรรม

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพหุวัฒนธรรมที่จะรวมตัวกันทางการเมือง
“หากผู้อพยพลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะได้รับเลือกเนื่องจากผู้อพยพกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ และถึงแม้จะได้รับเลือกเป็นผู้แทนตามสัดส่วน ก็เป็นเรื่องยากเพราะมีสมาชิกพรรคจากภูมิหลังหลากหลายวัฒนธรรมน้อยลง”

การที่ไม่มีนักการเมืองพหุวัฒนธรรมทำให้เกิดช่องว่างในนโยบายและการสนับสนุน ปัจจุบันนโยบายพหุวัฒนธรรมสนับสนุนเด็กและวัยรุ่นเป็นหลัก เนื่องจากเสียงของผู้อพยพไม่สะท้อนอยู่ในนโยบาย แรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่วัยหนุ่มสาวจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมเกาหลี

คิมมินจี นักศึกษามหาวิทยาลัยกล่าวว่า “พอผมกลายมาเป็นผู้ใหญ่ ผมรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการสนับสนุนเข้าไปทุกที”

“ที่โรงเรียนบอกผมหลายเรื่องมาตั้งแต่มัธยมต้นและมัธยมปลาย แต่พอถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ยังหาข้อมูลเองยากอยู่ดี”

และเรื่องอื่นๆ อาทิ เช่น ในเกาหลีมันเป็นเรื่องปกติที่คนหนุ่มสาวจากพหุวัฒนธรรมพยายามซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเกาหลี พวกเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันในสังคมเกาหลี เช่น การทำบัญชี 청약통장 และการซื้อบ้าน แต่เรื่องเหล่านี้มันยังยากที่ผู้ที่มาจากพหุวัฒนธรรมจะทราบเพราะไม่มีใครบอกพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านโอกาสซึ่งไม่ได้มีมากนักในด้านการเตรียมตัวสำหรับการทดสอบความสามารถทางวิชาการของวิทยาลัย (대학수학능력시험) เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ปาร์ตซึงมิน (นามสมมติ, 25 ปี) ที่เข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่เขาอายุ 17 ปี, เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย ทันใดนั้น ครอบครัวก็มาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวอีก และโรงเรียนทางเลือกจึงกลายเป็นทางเลือกของผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมแทนการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป 대학수학능력시험

“ตอนที่เขียนเรซูเม่ส่งไปที่บริษัท รู้สึกได้เลยว่าการเรียนจบจากวิทยาลัยมีความแตกต่างกับผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก” ปาร์คกล่าว ปัจจุบันเขาทำงานไปด้วยและเรียนมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ปาร์คคิดว่าแม้ว่าเขาจะเรียนจบวิทยาลัย แต่การหางานของเขาก็ยังมีจำกัดอยู่ แม้ว่าปาร์คจะมีคะแนน TOPIK ระดับ 5 แต่เขาก็ถูกกีดกันในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะสำเนียงเกาหลีของเขา เมื่อเขาโทรมาสมัครงาน มีหลายครั้งที่คนรับสายจะวางสายทันทีเพราะสำเนียงแปลกๆของเขา

ปาร์คกล่าวว่า “ฉันคิดว่าการพูดสองภาษาเป็นข้อได้เปรียบ แต่ความภาคภูมิใจในตนเองของฉันเริ่มลดลงตอนที่ถูกตำหนิเรื่องของการออกเสียงของฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ความสามารถพอ” งานของคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นไม่ได้หลากหลาย มีบางงานที่เอื้ออาทิเช่น งานพาร์ทไทม์ ร้านอาหาร และคนงานในโรงงาน

ปาร์คยังกล่าวเสริมว่า “หวังว่าคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะมีงานทำดีๆกับเขาบ้าง เช่น ทนายความและแพทย์ มากขึ้นกว่านี้”

สังคมพหุวัฒนธรรม

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรระบุปัญหาที่เยาวชนพหุวัฒนธรรมต้องเผชิญในด้านการศึกษาอย่างรอบคอบ แม้ว่าคนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะได้รับการศึกษาภาคบังคับ แต่พวกเขาควรเห็นว่าเหตุใดพวกเขาจึงถูกกีดกันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือการจ้างงาน

คิมจินฮีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย 한국교육개발원 ซึ่งได้ทำการศึกษาปัญหาเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม มีการวินิจฉัยว่าเยาวชนกลุ่มนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เท่าเทียมทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษา ที่อยู่อาศัย และวัฒนธรรม

“หากคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง พวกเขาจะสามารถผ่านการเลือกปฏิบัติได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าพวกเขาปล่อยให้มันเป็นบาดแผล พวกเขาก็มักจะเลือกที่จะหลบหนีหรือลาออกในภายหลัง”

นักวิจัยคิมจินฮีเน้นว่าการเลี้ยงดูผู้อพยพที่เป็นทายาทรุ่นที่ 2 นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

ตัวอย่างเช่น การที่จะให้คำตอบของคำถามที่ว่า “คุณคิดว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมสามารถเป็นรัฐมนตรีหรือรองรัฐมนตรีของเกาหลีได้หรือไม่” คำตอบก็ควรเปลี่ยนเป็น “ใช่”

“คนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่ไปเรียนที่วิทยาลัยก็จะเริ่มมองเห็นโลกกว้างและบ้างก็ถูกข่มขู่ ทำให้อัตราการออกกลางคันในระหว่างเรียนที่วิทยาลัยยังไม่ได้รับการตรวจสอบบ้าง สิ่งสำคัญในปัญหาจุดนี้คือต้องดูว่าพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูมาในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพหรือกลายเป็นพลเมืองที่มีสุขภาพดีจริงๆ หรือไม่”

“เราควรชื่นชมรากเหง้าของความหลากหลายที่เยาวชนหลากวัฒนธรรมมีอยู่ ไม่ใช่กีดกันพวกเขาเพียงเพราะมีภูมิหลังที่มาจากครอบครัวหลากในเกาหลี”

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นว่า “เส้นเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน” ควรนำเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาด้วย

เนื่องจากพระราชบัญญัติการสนับสนุนครอบครัวหลากวัฒนธรรมกำหนดเด็กและวัยรุ่นคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปี เยาวชนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะอยู่นอกนโยบายและจะเริ่มมีวุฒิภาวะตั้งแต่อายุ 25 ปี นั่นจึงไม่ได้จำแนกตามมาตรการเยาวชนที่ครอบคลุมซึ่งประกาศโดยพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้

“แม้ว่าพวกเขาจะอายุ 20 ปีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้ในวงจรชีวิตเดียวกัน เพราะเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมและเยาวชนเกาหลีนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การสนับสนุนนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะ”

คิม มินจี กล่าว
“ผู้ที่มีประสบการณ์จากครอบครัวหลากวัฒนธรรมควรมีส่วนร่วมในนโยบายและมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย กล่าวคือนักการเมืองจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความสำคัญสำหรับเยาวชนที่อายุน้อยกว่าฉัน”

ปาร์คซึงมินได้กล่าวสนับสนุนว่า “ฉันเริ่มจะสนใจการเมืองมากขึ้น” ถ้ามีนักการเมืองที่มาจากผู้อพยพเขาก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นมีตัวตนในสังคมเกาหลีนี้บ้าง

มีหลายกรณีที่หญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเป็นตัวแทนของผู้หญิงหรือผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคาดการณ์ว่าผู้นำที่มาจากภูมิหลังหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเริ่มมีบทบาทโดยเริ่มจากรัฐบาลท้องถิ่นขนาดเล็กในอนาคต

คำถามยังคงมีอยู่ว่าสังคมเกาหลีพร้อมที่จะยอมรับนักการเมืองที่มีสีผิวและภูมิหลังต่างกันหรือไม่ ซึ่งก็มีแบบอย่างมาก่อนหน้านี้

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในอดีต 이자스민 ได้รับการตอบรับอย่างมากจากชาวเกาหลีเมื่อเธอเป็นลูกสะใภ้ชาวฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดหลังจากกลายเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊คอธิบายว่า “คนเกาหลีไม่สนใจตอนที่พวกเขา (ผู้อพยพ) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าชาวเกาหลี แต่พอเขาเริ่มเข้ามามีอำนาจ คนเกาหลีกลับรู้สึกว่าคนเกาหลีเริ่มถูกปฏิเสธ”

“เป็นเรื่องปกติที่ชาวเกาหลีจะอยู่ในฐานะที่จะต้องให้ความช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจผู้อพยพ แต่ผู้อพยพก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้”

นอกจากนี้ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่มีการให้กำลังใจในกรณีมีชาวเกาหลีได้มีบทบาทหน้าที่นักการเมืองในต่างประเทศ แต่ในประเทศการที่จะมีรัฐมนตรีที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระวังในเกาหลี

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊ค กล่าวว่า “หากพบต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านการเมือง (จากผู้ที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม) คาดว่ามุมมองของความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไป”

이자스민 เธอกล่าวว่า
“เช่นเดียวกับการให้สิ่งจูงใจแก่คนหนุ่มสาวในช่วงการเลือกตั้งเบื้องต้นก็ด้วย ผู้อพยพก็ต้องได้สิทธิ์พิจารณา ตัวแทนของผู้อพยพที่จะสามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บ้างในทุกที่ ทุกเวลา แม้แต่ในพรรคการเมืองขนาดใหญ่”

เธออธิบายด้วยวิธีนี้ถึงความสำคัญของอาชีพทางการเมืองของเธอเองว่า
“ตั้งแต่ฉันออกจากรัฐสภา ความถี่ของคำว่า ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ ในบทความก็ลดลงอย่างมาก ความสนใจของรัฐบาล สังคม และสื่อกลายมาเป็นเพียงการบอกเล่าถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของตัวแทนและแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนก็ตาม”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว