เตรียมทบทวนกฎขอเปลี่ยนงาน E-9

ผลการวิจัยการบริการของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าพนักงาน EPS ควรได้รับการประกันเสรีภาพในการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน

กฎขอเปลี่ยนงาน

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) วางแผนที่จะทบทวนเรื่องการเปลี่ยนแปลงในระบบ EPS โดยอิงจากผลการวิจัยของบริการวิจัยนี้ จนถึงขณะนี้ ชุมชนแรงงานได้วิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดของแรงงานต่างชาติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ตามงานวิจัยของ 한국노동연구원 เรื่อง ‘사업장 변경제도 개선방안 연구’ ของนักวิจัยได้เสนอให้มีการปรับปรุงระบบ EPS และชี้ให้เห็นถึงทิศทางในการยกเลิกขีดจำกัดด้านเหตุผลและจำนวนการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหนึ่งปีแรก แต่หลังจากหนึ่งปีอาจจะมีแผนเปลี่ยนแปลงที่ทำงานได้

โดยหลักการแล้วในปัจจุบัน ได้กำหนดว่าพนักงาน EPS ไม่สามารถเปลี่ยนสถานที่ทำงาน หรือ ลาออก จากงานได้ อย่างไรก็ตาม ก็มีในบางกรณีที่เหตุผลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างชาติโดยตรง อาทิ การบอกเลิกสัญญาจ้างงานของนายจ้าง, การปิดกิจการกระทันหัน, การละเมิดสภาพการทำงาน, หรือการได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม นั้นจะอนุญาตให้มีการเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้

แม้กระทั่งการถูกเบี้ยวค่าจ้าง จะมีกรณีผิดข้อกำหนดบางประการ เช่น ไม่จ่ายเกิน 30% ของค่าจ้างรายเดือนเป็นเวลาสองเดือน เช่นนี้แรงงานจะสามารถย้ายงานได้เลย

แม้แต่กรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างงานก็ด้วย ฯลฯ แต่การจะเปลี่ยนนั้นต้องไม่เกิน 3 ครั้งภายใน 3 ปี นายจ้างบางคนก็ใช้ช่องโหว่นี้ในทางที่ผิด บางก็ทำทีว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงานเพื่อจะได้รีดเงินจำนวนมากจากแรงงานต่างชาติ

หากแรงงานไม่ยอมจ่ายก็ต้องลาออกจากงาน พอจะหางานใหม่อีกทีก็กลายเป็นเรื่องยาก บางรายก็ถูกไล่ออกกระทันหัน

ชุมชนแรงงานวิพากษ์วิจารณ์ว่าแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในเกาหลี แต่รัฐบาลยังกีดกันเสรีภาพในการลาออกหรือย้ายถิ่นอีกด้วย

กฎขอเปลี่ยนงาน

จนถึงขณะนี้ กระทรวงการจ้างงานและแรงงานได้กล่าวว่าข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีการแนะนำระบบอนุญาตจัดหางานเข้ามาก็เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนตามบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม และการออกวีซ่าก็จะออกให้กับแรงงานต่างชาติฝที่มีการทำสัญญาจ้างงานในสถานประกอบการนั้นร่วมกับนายจ้างแล้วเท่านั้น

ในงานวิจัยนี้ เหตุผลที่นักวิจัยเสนอให้ยกเลิกเหตุผลและจำนวนครั้งของการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานก็คือ การละเมิดรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง “การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

นักวิจัยเห็นว่าข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานกลายเป็นวิธีการบังคับเพื่อใช้งานแรงงานต่างชาติ ซึ่งทำให้แรงงานต่างชาติต้องพึ่งพานายจ้างมากขึ้น การป้องกันที่เฉยเมยที่สุดที่แรงงานสามารถรับมือกับการปฏิบัติและสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรมและไม่เอื้ออำนวยก็คือ การลาออกจากงาน อย่างไรก็ตาม ระบบอนุญาตจัดจ้างงานดันมาจำกัดสิทธิ์แม้กระทั่งกับมาตรการป้องกันขั้นต่ำที่แรงงานควรที่จะทำได้เหล่านี้

นอกจากนี้ การกระทำนี้ยังละเมิดมาตรา 143 ของ ILO (บรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาแรงงานข้ามชาติ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกาหลีใต้ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงฉบับที่ 29 (การห้ามให้มีการบังคับใช้แรงงาน) ของ ILO และกำหนดมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีหน้า

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่ากระบวนการอนุมัติของกระทรวงการจ้างงานและแรงงานในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานก็ส่งผลเสียต่อแรงงานต่างชาติเช่นกัน

เมื่อแรงงานต่างชาติขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน เจ้าหน้าที่ศูนย์จัดหางานต้องตรวจสอบเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงกับนายจ้าง และหากมีความขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แรงงานต่างชาติต้องแสดงหลักฐาน

ในบรรดาระบบการอนุญาตจัดจ้างงานในปี 2018 86.3% ของการเปลี่ยนสถานที่ทำงานพบ 40,650 รายการมีการเปลี่ยนงานตามอุตสาหกรรมการผลิตเนื่องมาจากเกิดการยกเลิกสัญญาจ้างและสัญญาจ้างงานหมดอายุ แต่ 1% เกิดจากการปฏิบัติต่อผู้ใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม มีบางกรณีที่แรงงานต่างชาติหาข้อพิสูจน์ได้ว่าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจริงจนได้สิทธิ์เปลี่ยนสถานที่ทำงานในที่สุด

กฎขอเปลี่ยนงาน

การเปลี่ยนแปลงที่ทำงานของแรงงานต่างชาติจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยความน่าที่จะลดนั้นถึง 17% ภายในปี 2025 นักวิจัยกล่าวว่าแรงงานต่างชาติเริ่มจะไม่เปลี่ยนสถานที่ทำงานกันมากเกินไป เนื่องจากการเปลี่ยนงานนำไปสู่การระงับสัญญาจ้างแรงงานและรายได้พวกเขาก็จะลดลง ด้วยเหตุนี้ ข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานที่มีอยู่จึงไม่มีความหมายใดที่ต้องตั้งกฎเกณฑ์ไว้กัน

อย่างไรก็ตาม พวกเขาแย้งว่าไม่ควรได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ทำงานในปีแรก ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้ (เหล่านายจ้าง)

มีการกล่าวไวเด้วยว่าแรงงานต่างชาติ EPS ไม่ควรได้รับอนุญาตให้หางานทำด้วยตัวเองเพราะมันจะถือเป็นปัญหาและเป็นการแทรกแซงนายหน้า

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการจ้างงานและแรงงานกล่าวว่า “เราได้รับความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว เนื่องจากความคิดเห็นอีกด้านของแรงงานและผู้บริหารนั้นแตกต่างกันมาก จากผลบริการวิจัย รัฐบาลจะทบทวนและส่งเสริมการปรับปรุงระบบหลังจากรวบรวมความเห็นของฝ่ายบริหารแรงงานได้เพียงพอ”

ผู้แทนราษฏร ยุนมีฮย็าง(윤미향 의원) ผู้จัดทำรายงานต่อ 경향신문 กล่าวว่า “ควรปรับปรุงด้านการจำกัดการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของแรงงาน เนื่องจากเป็นการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนสากล”

จากนั้นเธอกล่าวว่า “เกาหลีใต้ที่ลงนามในข้อตกลงอนุสัญญา ILO จะมีผลบังคับใช้ว่าด้วยการห้ามบังคับใช้แรงงาน และเกาหลีใต้จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างมากในด้านนี้ในฐานะที่เป็นประเทศที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการ ILO”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว