“คนมีวีซ่าหายาก ก็เลยเลือกผีน้อยไทย”

 

ชาวไร่รายหนึ่งวัย 50 กว่าปี เขาทำสวนมะเขือเทศในกิมแฮ, คย็องซังนัมโด (경남 김해) เขาเผยกับทางผู้สื่อข่าวว่าตัวเขารู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นเพราะจะเข้าหน้าทำไร่ทำสวนแล้วแต่กำลังคนไม่มี

ปกติแล้วคนส่วนใหญ่ที่ทำงานในพื้นที่ชนบทเป็นแรงงานต่างชาติ แต่เนื่องจาก COVID-19 ที่เป็นวิกฤตมาเป็นเวลานานจึงเป็นภาวะฉุกเฉิน

ก่อนหน้านี้ชาวไร่รายนี้เขามักจัดจ้างชาวต่างชาติอย่างถูกกฎหมายด้วยวีซ่าทำงาน แต่ตอนนี้เขาจ้างคนไทยที่ไม่มีวีซ่าทำงานแทน

“ผมเกรงว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมาตรวจอยู่เหมือนกัน” “หากถูกจับได้ชาวต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าพำนักอาจจะถูกขับออกนอกประเทศ” และ “นายจ้างก็จะถูกปรับหรือถูกตัดสินให้จำคุก” สำหรับเขาแล้วมันเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะถ้าเขาไม่ทำฟาร์มตอนนี้การเก็บเกี่ยวมะเขือเทศจะหยุดชะงักทันที

ผีน้อยไทย

ชาวไร่รายนี้ยังเผยต่อ
“ผมเคยจ้างแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย แต่ตอนนี้เพราะโควิด-19 ทำให้ชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศได้ยาก และปัญหาการขาดแคลนแรงงานก็ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ”

ชาวสวนอีกรายวัย 50 กว่าปี ซึ่งเป็นเกษตรกรปลูกกุหลาบกำลังคิดว่าจะเลิกปลูกเป็นครั้งแรก

ไร่กุหลาบเคยอยู่กัน 4 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 คน ค่าจ้างแรงงานเกาหลีสูงเกินไปและเป็นเรื่องยากที่จะหาแรงงานต่างชาติด้วยค่าจ้างที่ถูกเช่นกัน

ชาวสวนรายนี้กล่าว.
“ถ้าจะต้องจ้างแรงงานเกาหลีต้องจ่าย 70,000 วอนต่อวัน เป็นเงิน 2.4 ล้านวอนต่อเดือน ฉันไม่มีเงินพอจะจ้างขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นงแรงงานไม่มีวีซ่าฉันสามารถจ่ายค่าจ้างที่ราวๆ 1,000,000 หรือ เกือบๆ 2 ล้านวอนต่อเดือน แต่ก็ยากที่จะหาต่างชาติในเวลานี้”

ผีน้อยไทย

ในพื้นที่ชนบทคย็องซังนัมโดแค่เพียงพื้นที่เดียวต้องการชาวต่างชาติราวๆ 22,000 คน รัฐบาลท้องถิ่นและนงยอบ (สหกรณ์) ได้มีส่วนร่วมในโครงการต่างๆเช่น “ช่วยเหลือแรงงานในชนบท” และ “ศูนย์นายหน้าสนับสนุนกำลังคน” แต่ก็ไม่สามารถทำให้เป็นมาตรการพื้นฐานได้

ชุมชนชนบทของเกาหลีส่วนมากจะเป็นผู้มีอายุมากอาศัยและมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ขึ้นแน่นอนว่าจะขึ้นอยู่กับแรงงานต่างชาติที่อายุน้อย

ปัจจุบันนี้มีบางพื้นที่ที่แรงงาน EPS และแรงงานคนงานตามฤดูกาลไม่เข้าเหมาะจะนำมาใช้ได้ตามความเป็นจริงของพื้นที่ชนบท

แทนที่จะเป็นระบบคนงานตามฤดูกาล น่าจะมีการนำ ระบบจัดส่งแรงงานสาธารณะ โดยเป็นองค์กรของรัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการ

นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้นั่นคืออาศัยช่วงสถานการณ์โควิดใช้ประโยชน์จากชาวต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าพำนักแทนได้

ดูเหมือนว่าจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้แรงงานต่างชาติ EPS สามารถตั้งถิ่นฐานในเกาหลีได้ไม่ใช่แค่จัดหาแรงงานและส่งกลับประเทศบ้านเกิดเพียงเท่านั้น

ที่สำคัญควรเปลี่ยนระบบเพื่ออนุญาตให้แรงงาน E-9 สามารถอาศัยอยู่ในเกาหลีได้มากกว่า 5 ปีต่อครั้งทำให้ง่ายต่อการขอพำนักในเกาหลีถาวร โดยเฉพาะการปรับปรุงด้านสถาบันครอบครัวก็สำคัญ เช่น การอนุญาตเพื่อให้คู่สมรสและบุตรแรงงาน E-9 เข้ามาเกาหลีด้วยกันได้

ผีน้อยไทย

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

Facebooktwitterredditpinterestlinkedinmail