การให้การพยาบาลโรงพยาบาล J ในมูอัน, จอลลานัมโด กำลังกลายจะเป็นประเด็น เนื่องจากปัญหาการด้านควบคุมดูแลผู้ป่วยวิกฤติชาวไทย และพยายามใช้ข้ออ้างในการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 เข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลอ้างว่าพวกเขาบริสุทธิ์ใจไม่มีอะไรแอบแฝง แต่เรื่องราวมันกลับมีกลิ่นตุๆ

นาย S (40) ชาวไทยผู้ได้รับบาดเจ็บหลังจากตกจากหลังคาเล้าในย็องอัม-กุน, จอลลานัมโด(전라남도 영암군) เมื่อวันที่ 30 กันยายนปีที่แล้วได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในม๊กโพ และภายหลังได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล J ในมูอัน, จอลลานัมโด เพื่อรับการรักษาต่อ

แต่แล้วดูเหมือนว่าฝันร้ายของ นาย S กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

ในอุบัติเหตุครั้งนี้ นาย S ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน 4 ครั้ง ปัจจุบันเขาไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น

นาย S เองก็ต้องการการดูแลจากครอบครัว แต่เขาไม่สามารถพบกับภรรยาของเขาได้เป็นเวลากว่า 6 เดือนและแม้แต่คุยทางโทรศัพท์ก็ไม่ได้

เหตุผลก็คือ โรงพยาบาล J บังคับและควบคุมนาย S เหมือนว่ากำลังถูกคุมขัง

 

ผีน้อย

 

โรงพยาบาลให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 จึงต้องปิดกั้น นาย S ไม่ให้ได้โทรหาภรรยาของเขา …

ทั้งๆที่หน่วยงานกักกันไม่เคยมีข้อบังคับห้ามผู้ป่วยโทรหาญาติ

 

นาย A เพื่อนของ นาย S อ้างว่า:

“นาย S เป็นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย แต่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพยาบาล ภรรยาของนาย S ก็สามารถที่จะขยายเวลาพำนักในเกาหลีได้ อต่อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายจ้างและโรงพยาบาลกลับพยายามจะขัดขวางไม่ให้นาย S ติดต่อกับครอบครัวของเขา ผมคิดว่าน่าจะมีข้อตกลงลับๆ อะไรสักอย่างระหว่างนายจ้างกับทางโรงพยาบาล”

“นายจ้างชาวเกาหลีบอกภรรยาของ นาย S ว่าเขาจะไม่ให้การช่วยเหลือหากเธอบอกเรื่องการได้รับบาดเจ็บของสามีเธอต่อโลกภายนอก และนายจ้างก็บีบบังคับให้ภรรยานาย S กลับมาไปยังประเทศไทย และตอนนี้เขาเองก็ไม่สามารถพบภรรยาและเพื่อน ๆ ในเกาหลีได้ หรือแม้แต่คุยโทรศัพท์ก็ตาม เขาต้องอยู่คนเดียวในโรงพยาบาล”

คาดว่านายจ้างชาวเกาหลีจะพยายามปกปิดอุบัติเหตุของนาย S แล้วไม่ต้องการจ่ายเงินค่าชดเชยอุบัติเหตุในที่ทำงานและรวมไปถึงพยายามแอบซ่อนเรื่องการจ้างงานที่ผิดกฎหมาย

มันเป็นปัญหาที่เกิดจากความโลภของคนๆนึงจริงๆ

 

ผีน้อย

 

เพื่อนของนาย S ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ

แต่กลับถูกทางโรงพยาบาล J ปฏิเสธการเข้าเยี่ยมโดยให้ข้ออ้างว่าเพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโควิด-19

เพื่อนของนาย s ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลตามคำร้องขอของภรรยาแต่ดูเหมือนว่าจะสิ้นหวัง

นอกจากนี้โรงพยาบาลพยาบาล J ยังคงรักษานาย S ทั้งที่ไม่สามารถสื่อสารกันและกันได้ นี่ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลากว่า 40 วันที่ปราศจากการยินยอมจากผู้มีสิทธิ์ในการดูแล

 

ในทางด้านการตอบกลับของหัวหน้าโรงพยาบาล J พยาบาลคนหนึ่งได้กล่าวว่า

“มันเป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลอยู่แล้วที่จะต้องตัดสินการรักษาไปตามสภาพของผู้ป่วย นี่เป็นโรงพยาบาลอกทั้งปู้ป่วยก็ไม่มีอะไรผิดปกตินัก แถมมีผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพดูแลอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีผู้ปกครองมายินยอมเพื่อเข้ารับการรักษา”

 

ตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของหัวหน้าโรงพยาบาลJ พยาบาลรายนึงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมได้ออกมายอมรับผิด

“เราประมาทในการหาผู้ปกครองของคนไข้ ไม่มีการสื่อสารกับผู้ป่วยโดยการใช้ล่ามเลย ฉันยอมรับความผิดพลาดครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลเพียงทำตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการป้องกันการระบาดของ COVID-19 เท่านั้น”

 

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเชื่อว่าไม่มีปัญหาใดๆ แต่พวกเขาไม่ได้บอกว่าจะรักษาอย่างไร เพราะไม่สามารถสื่อสารกับผู้ป่วยได้

 

ผีน้อย

 

เจ้าหน้าที่จากบริษัทสวัสดิการแรงงานมกโพพูดสิ่งที่แตกต่าง

“ในกรณีของแรงงานต่างชาติ เราให้บริการล่ามผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ศูนย์ตรวจคนเข้าเมือง) เมื่อมีการร้องขอเรื่องการแปลจากผู้ปกครองหรือโรงพยาบาลอยู่แล้ว”

“ในกรณีของนาย S นั้นไม่มีการร้องขอล่ามจากผู้ปกครองและโรงพยาบาล ถ้ามีแน่นอนว่าเราจะเป็นล่ามให้ทุกครั้งที่ขอ “

 

อย่างที่ทราบเลยว่าทาง โรงพยาบาล J พยาบาลไม่ได้ขอล่ามไปตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

 

ตามคำร้องขอของฝ่าย นาย S มีทนายความ B เข้ามารับผิดชอบคดีดังกล่าว ซึ่งทนายกล่าวถึงกรณีนี้ว่า

“มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ยากว่าโรงพยาบาลไม่ได้หาผู้ปกครองผู้ป่วย แต่ปฏิบัติต่อพวกเขาตามความประสงค์ ทางครอบครัวสามารถยืดเวลาการอาศัยระหว่างการรอผู้ป่วยพักฟื้นเป็นเวลา 6 เดือนได้ เรื่องราวเช่นนี้จำเป็นต้องมีการสืบสวนเพื่อหาความจริง”

“นายจ้างชาวเกาหลีต้องเป็นคนที่ต้องจ่ายค่าชดเชยต่อนาย S แต่เขากลับพยายามขัดขวางภรรยาของ นาย S ให้พ้นจากเกาหลี”

อย่างไรก็ตามทั้งนายจ้างเกาหลีและโรงพยาบาลพยาบาลไม่ได้สนใจกับความเห็นที่ว่าคนไข้เป็นชาวต่างชาติเลยแม้แต่น้อย

จากความตามข้างต้นแล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับการถูกลงโทษครั้งใหญ่และจะต้องมีการชดเชยค่าเสียหายต่อนาย S จนกว่าเขาจะฟื้นตัวเต็มที่หากความจริงเป็นไปตามการคาดการณ์ข้างต้น

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

HOME    PRIVACY & POLICY   CONTACT    E-MAIL : THAIKUK.KR@GMAIL.COM

 Copyright © 2019 THAIKUK.COM All Rights Reserved

Log in with your credentials

or    

Forgot your details?

Create Account