ความเป็นจริงของ แรงงานต่างชาติในเกาหลี

 

นายมาริโอ (34) จากติมอร์เลส เดินทางมาเกาหลีหวังสานฝัน โดยเดินทางเข้ามาในเดือนตุลาคมปี 2010 หลังจากใช้ชีวิตในเกาหลีมากว่า 10 ปีเขามีความสามารถด้านภาษาเกาหลีในระดับสูง แต่ก็ยังไม่พบงานที่มั่นคง

เขาทำงานเป็นคนงานรายวันในสายงานผลิตบริษัทหนึ่งในจอนนัมและตอนนี้กำลังมองหางานใหม่  นี่เป็นเพราะโรงปุ๋ยที่เขากำลังดำเนินการอยู่นั้นงานหนักเกินไป

แรงงานต่างชาติ

10 ปีในเกาหลีของเขาถือเป็นเรื่องที่สร้างความคับแค้นใจให้กับตัวเขาไม่น้อย

เมื่อเขามาถึงเกาหลีเขาไปดูงานครั้งแรกที่ฟาร์มหมู

งานฟาร์มหมูเป็นงานที่เริ่มตั้งแต่เวลาตี 4 ค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก  มีตั้งแต่การให้อาหารหมูในตอนเช้า, ทำความสะอาดยุ้งฉาง, และดูแลลูกหมู เขาไม่คุ้นเคยกับภาษาเกาหลีในตอนแรกและภาษาเกาหลีที่เขาได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เคะ xx”

ถึงกระนั้นเขาก็ยังอดทนทำทุกสิ่งและทำงานที่นี่มา 9 ปี แต่ในที่สุดก็ต้องหนีออกมาด้วยตัวเอง  ก่อนที่เขาจะหนีออกจากฟาร์มเงินเดือนที่เขาได้รับอยู่ที่ 1.8 ล้านวอน  ตัวเขาเองก็ส่งเงินกลับบ้านเดือนละ 1 ล้านวอนเป็นประจำ

นายมาริโอกล่าว
“ฉันหนีออกมาเพราะงานหนักมาก ฉันแค่คิดว่า ฉันต้องทำงานให้หนักขึ้นและประหยัดเงินให้มากขึ้น”

แรงงานต่างชาติ

นางเด่นนภา (28) ชาวไทย ซึ่งเดินทางมาประเทศเกาหลีเมื่อ 2 ปีก่อน และให้กำเนิดลูกชายเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันนี้ตัวเธอเองก็กำลังทำงานปลูกมันเทศ

เธอตื่นนอนตั้งแต่ตี 04:40 น. ทานอาหารเช้าอย่างเร่งรีบและออกมาทำงานเป็นเวลา 8 ชั่วโมง โดยเริ่มออกจากบ้านตั้งแต่เวลาตี 5:40 น.

เธอบอกว่าค่าจ้างรายวันที่เธอได้รับจากการทำงานอยู่ที่ 80,000 วอนต่อวัน  หากอากาศดีเธอก็มีงานทำแต่เมื่อไหน่ที่ฝนตกงานก็จะไม่มีในวันนั้น

การปลูกมันเทศกับการทำหน้าที่แม่ผู้ให้กำเนิดนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไป  และยิ่งร่างกายต้องมาก้มๆเหงยๆ ทั้งวันแล้วด้วยล่ะก็ มันลำบากมาก

เด่นนภาซึ่งทำงานภายใต้สถานะผู้อพยพเข้าเมืองแต่ไม่มีวีซ่าพำนักและให้กำเนิดบุตร เธอต้องกระวนกระวายและวิตกกังวลอยู่ตลอด เธอยังคงมีความคาดหวังสูงในชีวิตของเธอที่จะอยู่ต่อในเกาหลี

เพราะถ้าเธอทำงานในประเทศไทย เธอจะได้รับเงินที่เทียบกับเงินวอนของเกาหลีแค่เพียง 300,000 วอนและไม่มีอะไรเหลือนอกจากค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์และค่าอาหาร

ชนชั้นสูงในไทยร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่คนไทยทั่วไปตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง แม้ว่าพวกเขาจะอยู่และทำงานแต่เศรษฐกิจไทยก็ยังคงแย่ลง

เธอเข้ามาเกาหลีโดยไม่มีวีซ่าก็ด้วยเหตุนี้และเธอต้องลำบากมากกว่าจะหาเงินได้ในเกาหลี จนเธอรู้สึกกังวลทุกวัน

แรงงานต่างชาติ

นางสาวบัวริน (41) หญิงไทยที่เดินทางเข้ามาในเกาหลีเมื่อ 4 ปีก่อนก็อาศัยอยู่ในเกาหลีด้วยความยากลำบากเช่นกัน

งานที่เธอทำในวันนี้คือจัดเก็บกะหล่ำปลีที่เก็บเกี่ยวแล้ว (배추) ลงในกล่องและย้ายไปยังพาเลท  ซึ่งเป็นงานที่ค่อนข้างยากอีกด้วย

ถ้าเธอย้ายกะหล่ำปลี 13 กล่องในพาเลทเดียว เธอจะได้ค่าจ้าง 25,000 วอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบ้านไวนิลที่ได้กลายมาเป็นปัญหาเมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นอีกต่อไป

เธอเผย
“ ฉันยังไม่เคยสัมผัสด้วยตัวเอง… แต่ฉันได้ยินเรื่องราวมากมายจากเพื่อนที่ทำงานในภูมิภาคต่างๆ”

เหตุผลที่พวกเขาพยายามหาเงินในเกาหลีในขณะที่ยอมรับสถานะตัวตนตนเองเป็นผู้ไร้ซึ่งวีซ่า นั่นก็เพราะคำว่า ‘ครอบครัว’ เท่านั้น

ในกรณีของผู้อพยพที่ไม่มีวีซ่าแล้วนั้น พวกเขาจะไม่ได้รับสวัสดิการประกันสุขภาพขั้นพื้นฐาน

อย่างไรก็ตามมีการตีความในเชิงบวกไปว่า เนื่องจากความต้องการแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น และด้วยสาเหตุโควิด -19 การรับรู้ของชาวเกาหลีเกี่ยวกับแรงงานต่างชาตินั้นจึงดูเหมือนจะดีขึ้นมาก

นายชา ผู้สนับสนุนแรงงานต่างชาติในเมืองนาจู, จอลลานัมโด (전남나주) กล่าว
“มีหลายโรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ไม่มีวีซ่ามากขึ้นซึ่งสามารถจ่ายค่ารักษาเพียง 30% ของค่าธรรมเนียม และสถานีอนามัย (보건소) ก็มีการฉีดวัคซีนฟรี 100% ให้แก่ทารกที่อาศัยอยู่แบบไม่มีวีซ่า”

สถานการณ์ปัจจุบันของแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีนั้นย่ำแย่ แต่ก็ยังมีช่องโหว่อีกมากที่จะต้องมีการปรับปรุง หากแต่เพียงชาวเกาหลีนั้นจำต้องได้ยินเสียงของแรงงานต่างชาติในสังคมเกาหลีให้มากขึ้น

อย่างไรเสีย หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีในตอนนี้อย่าปิดบังไปเลย จงพยายามพูดและบอกกล่าวออกไปบ้าง เพราะนั่นอาจจะทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

 

Facebooktwitterredditpinterestlinkedinmail