ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และเวียดนามนั้นเริ่มดูดุดันขึ้นเมื่อไม่นานมานี้

ซึ่งดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นของความรังเกียจมันจะเริ่มต้นมาจากสื่อเกาหลี

นักเดินทางชาวเกาหลีที่เดินทางจากแทกูและคย็องซังบุกโดถูกบังคับให้กักตัวทันทีที่พวกเขาเดินทางไปถึงเมืองดานังประเทศเวียดนาม

ในเรื่องนี้สื่อเกาหลีเช่น YTN ได้ออกมาวิจารณ์เวียดนามโดยใช้ภาษาที่รุนแรง

สื่อสรุปรายงานมาว่า “สถานกักตัวไม่ดีเลย” “อาหารเพียงอย่างเดียวที่เวียดนามจัดหาให้คือขนมปัง”

รายงานของสื่อได้แสดงอคติว่าเวียดนามเป็น “ประเทศที่ล้าหลัง” หรือ “ประเทศที่ยากจน”

 

โควิด

 

ชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเป็นเวลานานได้ทิ้งข้อความไว้บนโซเชียลมีเดีย

“คนเกาหลีเรียกประเทศเวียดนามว่าเป็นประเทศที่ล้าหลัง ควรยอมรับความแตกต่างกันไหมล่ะ ก็เวียดนามไม่ได้มีโรงพยาบาบาลดีๆ ดังนั้นเวียดนามจึงต้องออกมาดำเนินการอย่างเข้มงวด ส่วนเรื่องขนมปังจะบอกให้ว่า ขนมปังบันมี (Banmi) นั้นแสดงออกถึงความเป็นอาหารเวียดนามชื่อดังระดับโลกที่แม้แต่ประธานาธิบดีโอบาม่าเองก็เคยรับประทาน แต่แทกูน่ะตอนนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นที่รู้กันไปทั่วว่าเป็นต้นกำเนิดของ COVID-19 หากคุณจะมาต้องการโรงแรมหรูระดับห้าดาวแล้วล่ะก็เราหาให้ไม่ได้ก็ต้องขอโทษด้วย และเราก็ต้องขอบังคับและกักตัวโดยไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้า”

 

โควิด

 

ข่าวนี้ได้ถูกระเบิดไปทั่วในเวียดนาม ทำให้เกิดความเกลียดชังอื่นๆ ตามมาเรื่อยๆ

มีความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเรื่องการแพร่กระจายไวรัส COVID-19 ของเกาหลี มีการเรียกเกาหลีใต้ว่า “SOUTH CORONA” แทน “SOUTH KOREA” โดยมีการทำธงชาติเกาหลีเป็นรูปไวรัสโควิด
ข่าวที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ที่ออกอากาศสดในเกาหลีใต้มีการแคปหน้าจอแล้วนำไปล้อเลียนเยาะเย้ย

และความเสียหายเริ่มต้นขึ้นโดยชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในเวียดนาม

เหตุผลเป็นเพราะเวียดนามนั้นพยายามจะบล็อกข้อมูลโควิด-19 โดยผ่านการใช้อำนาจรัฐ

เวียดนามซึ่งมีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 16 ราย นับตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา นั้นทำให้กลายเป็นประเทศที่ดูเหมือนจะสะอาดปลอดจากไวรัส COVID-19
ตามที่รัฐบาลเวียดนามประกาศมันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ มีผู้คนจำนวน 5,700 คนที่ถูกบังคับให้แยกกักกันในเวียดนาม และมียอดผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 30 คนทุกวันตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ยอดผู้ติดเชื้อกลับเป็น “0”

มันเป็นปรากฏการณ์ที่ยากที่จะเข้าใจในทางสถิติโควิด-19โลก

ในขณะเดียวกันมีชาวไทย 3 รายที่กลับมาจากการไปเที่ยวเวียดนามได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อด้วย

จากนั้นการถกเถียงประเด็นการแถลงความจริงของรัฐบาลเวียดนามนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่ว่าทำไมเวียดนามควรเป็นประเทศสะอาดปราศจากโควิด-19

เวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่เป็นประธานของอาเซียนในปี 2563 ได้แสดงศักยภาพให้เห็นอย่างมากต่อประชาคมระหว่างประเทศ

ซึ่งการแข่งรถแข่ง F1 ที่กำหนดไว้เดือนเมษายนนี้ก็ดูจะเป็นตัวอย่างได้ดีว่าประชาคมมั่นใจแค่ไหน

 

โควิด

 

กิจกรรมระหว่างประเทศอื่น ๆ มีกำหนดให้เวียดนามเป็นเจ้าภาพเฉกเช่นเป็นประธานอาเซียน

แต่อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงของการปิดกั้นการรับรู้เรื่องโควิด-19 โดยใช้อำนาจรัฐนั้นดูจะรุนแรงเกินคาด

ด้วยความที่ว่าโควิด-19 ที่แพร่กระจายในเกาหลีนั้น เวียดนามก็มีคำต่อไปนี้ออกมาบอกว่า:

“หากมีการยืนยันยอดผู้ติดเชื้อในเวียดนามนั้นอาจเป็นเพราะมันมาจากชาวเกาหลีนั่นล่ะ! “

จากนั้นรัฐบาลเวียดนามจึงเข้มงวดมาตรการเข้าประเทศของชาวเกาหลีโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า และค่อยๆระงับการออกวีซ่าและปฏิเสธการเข้าเมืองต่อชาวเกาหลี

“เวียดนามเป็นประเทศที่ปลอดภัย … ประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเยอะ … เวียดนามกำลังจะกลายเป็นอันตรายเนื่องจากชาวเกาหลี”

ที่จริงแล้วความเสียหายต่อชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในเวียดนามได้เริ่มขึ้นแล้ว

คนเวียดนามไม่อยากแม้แต่จะใช้ลิฟท์ที่มีชาวเกาหลีอยู่ในลิฟท์ “คนเกาหลีออกไปซะ!”

พวกเขายังบอกอีกว่าพวกเขาหายใจไม่ออกเพราะอยู่ใกล้คนเกาหลี

นั่นเพราะพวกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขานั้นเชื่อมั่นในการจัดการสถานการณ์ของรัฐบาลเวียดนามมากเกินไป

จากนั้นไม่นานสถานการณ์กลับหน้ามือเป็นหลังมือทันที

เมื่อเริ่มสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชิ้อ COVID-19 จากเวียดนามเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

คนที่ได้รับการยืนยันการติดเชิ้อ COVID-19 เป็นชนชั้นสูงที่มีเงินและมีอำนาจมากในเวียดนาม

การยืนยันการติดเชื้อรายที่ 17 นั้นเป็นลูกสาวของหัวหน้าบริษัทเหล็กญี่ปุ่น

เธอเดินทางกลับจากยุโรปและได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อผลออกมาเป็นบวกถึงสองครั้ง แต่เธอไม่ได้กักตัวเองในเวียดนาม เธอยังเดินทางไปงานปาร์ตี้อีกหลายต่อหลายงาน

ในวันเดียวกันนั้น นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคนนึงได้เดินทางกลับมาจากโฮจิมินท์และถูกพบว่าติดเชื้อหลังมาถึงญี่ปุ่น หลังจากนั้นญี่ปุ่นได้แจ้งเวียดนามไปว่าติดเชื้อจากที่นั่น ทางเวียดนามก็แสดงความไม่พอใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อรายที่ 21 ซึ่งติดเชื้อขณะนั่งเครื่องบินลำเดียวกันกับผู้ป่วยรายที่ 17 ได้รับการยืนยันว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของเวียดนาม นอกจากนี้เขายังแพร่กระจาย COVID-19 โดยเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมทางรัฐบาลและการประชุมกอล์ฟ

คำวิจารณ์ยังยึดติดกับพฤติกรรมของผู้ป่วยรายที่ 32 ที่ได้รับการยืนยัน

มีรายงานว่า เธอเป็นหญิงชาวเวียดนามวัย 24 ปีอาศัยอยู่ในอังกฤษเธอได้พบกับผู้ป่วยรายที่ 17 ในลอนดอน

Jonathan Hang Nguyen พ่อของหญิงสาวคนนั้นเป็นถึงประธานบริษัทแฟชั่นที่ร่ำรวยในเวียดนาม

พ่อส่งเครื่องบินส่วนตัวไปรับลูกสาวถึงที่โดยใช้เงินไปกว่า $ 360,000 กับเครื่องบินส่วนตัว
ซึ่งคิดเป็น 620 เท่าของเงินเดือนแรงงานสามัญทั่วไปในเวียดนาม (580 ดอลลาร์)

 

โควิด

 

หญิงผู้ติดเชื้อรายที่ 32 โพสต์อินสตราแกรมว่าเธอกลับมาที่เวียดนามด้วยเครื่องบินส่วนตัว

หัวหน้าของบริษัทวินด์พาวเวอร์ของเวียดนามหรือที่รู้จักกันว่าเป็นผู้ติดเชื้อรายที่ 30 ถูกมาตรการกักกันภายใต้นามของพนักงาน ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุของความขัดแย้งด้วย

แม้ว่าจะมีการป้องกันชาวเกาหลี แต่ยอดผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ก็เหมือนจะมาจากคนเวียดนามระดับสูงๆ

จนถึงขณะนี้รัฐบาลเวียดนามได้พิสูจน์แล้วว่าเรื่องเหยียดกันเช่นนี้มันไม่เหมาะสม

ขณะนี้เวียดนามมียอดยืนยันการติดเชิ้อแล้ว 44 รายและกำลังมีการเตรียมการกักกันครั้งใหญ่

ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในเวียดนามเริ่มมีเสียงแสดงความไม่พอใจ

จากนั้นสื่อเวียดนามก็ออกมาบอกว่า “ระบบกักกันของเกาหลีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” และพากันประโคมข่าว

ดูเหมือนเวียดนามคงจะลืมไปแล้วว่าเกาหลีเป็น “นักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม”

ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญจากซัมซุง 700 คนก็ยังอยู่ในเวียดนามด้วย

ซัมซุงเป็นบริษัทที่มีพนักงาน 160,000 คนในเวียดนาม

นอกจากนี้บริษัทเกาหลีขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น LG, Hyundai, SK, Hanwha, Lotte และ CJ ก็ยังคงลงทุนอยู่ในนั้น

 

โควิด

 

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเคลื่อนไหวโดยฝ่ายเดียวของรัฐบาลเวียดนามทำให้บริษัทเกาหลีและชาวเกาหลีต้องมาเจ็บปวดกับการถูกกระทำเป็นอย่างมาก

รู้ทั้งรู้ว่าบริษัทเกาหลีนั้นมีส่วนรับผิดชอบในเศรษฐกิจเวียดนามมากกว่า 30%

แต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสถานการณ์ COVID-19 สิ้นสุดลง

คนเวียดนามส่วนใหญ่เริ่มเกลียดชาวเกาหลี เกลียดแม้กระทั่งผู้ที่เรียนภาษาเกาหลีหรือผู้ที่ศึกษาต่อในเกาหลีใต้

พวกเขาสนุกกับการสร้างความเกลียดชังให้กับชาวเกาหลี แต่สถานการณ์ที่แปลกก็คือ พวกเขายังคงขายผลิตภัณฑ์ที่มาจากเกาหลีและส่งเสริมบริษัทเกาหลีเป็นกิจวัตรอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม กลับไม่มีใครกล้าที่จะแตะต้องหรือเขียนความเห็นเกี่ยวกับอำนาจมืดของสังคมชั้นสูงในเวียดนามซึ่งได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

HOME    PRIVACY & POLICY   CONTACT    E-MAIL : THAIKUK.KR@GMAIL.COM

 Copyright © 2019 THAIKUK.COM All Rights Reserved

Log in with your credentials

or    

Forgot your details?

Create Account