[ถาม-ตอบ] รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้านยังไง?

เนื่องจากจำนวนการดูแลรักษาตัวเองหลังติดโควิดระดับไม่รุนแรงและสามารถรักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้านได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากหลังโอมิครอนแพร่กระจายในเกาหลี จึงนำมาซื่งการแบ่งการดูแลผู้ป่วยออกเป็นกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ต้องให้ความใส่ใจในการรักษาเป็นพิเศษ หรือผู้ป่วยหนัก (집중관리군) และ กลุ่มที่สามารถรักษาตัวโดยทั่วไปด้วยตนเอง หรือ ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการรุนแรง (일반관리군) โดยจะเริ่มมีการดำเนินการดูแลผู้ป่วยตามกลุ่มข้างต้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นไป

รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้าน

กลุ่มที่ต้องให้ความใส่ใจในการรักษาเป็นพิเศษ หรือ ผู้ป่วยหนัก(집중관리군) จะเป็นการมุ่งเน้นในการสังเกตระดับอาการเป็นหลัก ดังนั้นสถานพยาบาลแต่ละแห่งที่ดูแลผู้ป่วยจะมีการตรวจสอบสถานะสุขภาพทางโทรศัพท์วันละ 2 ครั้ง เช่น ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีโรคประจำตัวในวัย 50 กว่าปี, และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยทางการจะได้จัดเตรียมชุดการรักษาตนเองที่บ้านแก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ อาทิเช่น เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน, เครื่องช่วยลดไข้, เทอร์โมมิเตอร์, น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับทำความสะอาด, และชุดตรวจโควิดด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสุขภาพตนเอง

รักษาโควิดด้วยตนเองที่บ้าน

นอกจากนี้ กลุ่มที่สามารถรักษาตัวโดยทั่วไปด้วยตนเอง หรือ ผู้ป่วยไม่มีอาการรุนแรง (일반관리군) จะไม่ได้รับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอจากศูนย์การแพทย์เช่นอีกกลุ่ม แต่ถ้าหากรักษาตัวอยู่ที่บ้านและพบว่าอาการแย่ลง ก็สามารถเข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องเผชิญหน้า หรือ เข้ารักษาตัวแบบตัวต่อตัวได้ตามสถาบันการแพทย์ได้เลย ทั้งนี้ด้วยความกังวลว่าผู้ที่รักษาตัวเองกลุ่มนี้ที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียวอาจจะออกไปหาเครื่องมือการดูแลตนเองลำบาก ทางการจึงได้ออกมาแนะแนวทางในการวินิจฉัยและการรักษาตนเองที่บ้านเมื่ออยู่คนเดียวอย่างไร ลองมาดูกัน

ถาม: ถ้าคุณถูกวินิจฉัยว่าให้รักษาตนเองที่บ้าน แต่คุณอาศัยอยู่คนเดียว คุณจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและยารักษาโรคได้อย่างไร?
ตอบ: หากคุณมีครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกัน คนในครอบครัวสามารถซื้อของให้ได้ และหากครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกันได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว (ฉีดวัคซีนมาแล้ว 14 – 90 วันหลังเข็ม 2 หรือเข็มบูสเตอร์) ไม่มีปัญหาในการซื้อ เนื่องจากพวกเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องกักตัวแม้จะติดต่อกับผู้ป่วย แต่ถ้าหากคุณไม่มีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ด้วยเลย คุณสามารถซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้ผ่านทางออนไลน์ ส่วนยานั้นทางศูนย์สาธารณสุขจะจัดส่งไปให้

ถาม: วิธีการเลือกซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันในช่วงกักตัวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวและมีปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเป็นผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และจัดเป็น ‘กลุ่มผู้ป่วยหนัก’ ขณะนี้จะมีการจัดส่งชุดรักษาตัวเองที่บ้านไปยังกลุ่มผู้ป่วยหนักอยู่แล้ว และจะมีการโทรเช็คสุขภาพทางโทรศัพท์โดยสถาบันการแพทย์ทุกๆ 2 ครั้งต่อวัน หรือหากคุณติดต่อศูนย์สาธารณสุขทางรัฐบาลท้องถิ่นก็จะจัดหาสิ่งจำเป็นและยาต้องรับประทานทุกวันไว้ให้

ถาม: ซื้อของเครื่องใช้ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ แต่ไม่สามารถสั่งซื้อยารักษาทางออนไลน์ได้ ต้องทำอย่างไร
ตอบ: หากอาศัยอยู่เพียงลำพังสามารถสั่งยาผ่านระบบการรักษาแบบไม่ต้องพบปะต่อหน้าได้ ทางสถาบันการแพทย์แต่ละแห่งจะส่งใบสั่งยาไปให้ร้านขายยา จากนั้นหน่วยงานสาธารณสุขจะรับยาจากร้านขายยานำส่งให้ถึงบ้าน แต่ถ้าอาศัยกับครอบครัวสามารถให้ครอบครัวช่วยเหลือในการซื้อยาให้ได้เลย

ถาม: ทำไมอุปกรณ์ชุดรักษาตัวเองที่บ้านถึงมีให้แค่กลุ่มผู้ป่วยหนักเท่านั้น
ตอบ: ในกรณีที่ได้รับเชื้อโอมิครอนนั้นจะแตกต่างจากเดลต้าอย่างมาก ผู้ป่วยมักมีอาการไม่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้อายุยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น จึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะ อาทิ เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจน ฯลฯ

ถาม: โรงพยาบาลแต่ละที่มีความพร้อมกับระบบการรักษาโควิดแบบไม่ต้องพบปะตัวต่อตัวมากแค่ไหน?
ตอบ: มีความพร้อมพอสมควร ทางสถาบันการแพทย์จะมีการออกใบสั่งยาและจัดส่งยารักษาผู้ป่วยตามอาการได้ และได้มีการเตรียมการกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อการดำเนินการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เป็นไปอย่างราบรื่นเป็นที่เรียบร้อย ผู้ใดที่ถูกวินิจฉัยให้รักษาตัวเองที่บ้านมิควรเดินทางไปโรงพยาบาลโดยพละการ

ถาม: ทำไมผู้ที่รักษาตัวเองที่บ้านควรทำอย่างไรหากต้องการเข้าใช้บริการศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอก?
ตอบ: ให้คุณติดต่อศูนย์สาธารณสุขใกล้บ้านแล้วทางศูนย์จะแจ้งสถานที่ ข้อมูลติดต่อ และวิธีการเข้าใช้บริการศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอกให้คุณทราบ จากนั้นคุณสามารถเดินทางไปยังศูนย์ได้โดยใช้รถยนต์, เดินเท้า, หรือใช้แท็กซี่ และในกรณีฉุกเฉินสามารถเรียกรถพยาบาล 119 ได้ ปกติแล้วผู้ป่วยโควิดจะต้องอยู่คนเดียว ดังนั้นเมื่อไปถึงศูนย์การรักษาผู้ป่วยนอกคุณจะสามารถเดินทางกลับได้เลยโดยไม่ต้องรายงานให้ทราบหลังเสร็จสิ้นกิจ ปัจจุบันมีศูนย์รักษาผู้ป่วยนอก 66 แห่งคอยให้บริการเฉพาะด้านอยู่ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

ถาม: สตรีมีครรภ์, ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน, และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ควรจะรวมไว้ในกลุ่มผู้ป่วยหนักหรือไม่?
ตอบ: ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อ กรณีที่มีอาการหรือสัญญาณของการคลอดบุตรจะได้รับการจัดการแยกต่างหาก ส่วนในกรณีของเด็กที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนจะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง และจะมีวิธีการแยกต่างหากในการรับการรักษาแบบไม่ต้องเผชิญหน้า โดยจะได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและวัยรุ่น อย่างไรก็ตามจะมีการเสริมระบบที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ต่างชาติในเกาหลี 540,000 คน เงินเดือนเฉลี่ย 29.26 ล้านวอน

ตามสถิติจากกรมสรรพากรเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ที่ผ่านมา พบว่าชาว ต่างชาติในเกาหลี มีการเสียภาษีส่วนบุคคลกว่า 545,000 คนซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงกว่า 7% หากเทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสาเหตุหลักก็เป็นไปได้ว่ามาจากผลกระทบจากโควิด19

จากการสำรวจเผยว่าเงินเดือนทั้งหมดของแรงงานต่างชาติรวมกันราวๆ 15.86 ล้านล้านวอน หรือเฉลี่ยต่อคนที่ 29.26 ล้านวอนต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 7.1% (จากเดิม 27.32 ล้านวอนต่อคน)ต่างชาติในเกาหลี

จำนวนของชาวต่างชาติที่ชำระภาษีรวมกว่า 962 พันล้านวอน เพิ่มขึ้น 6.4% จากเดิม 94.3 พันล้านวอน ในบรรดาแรงงานต่างชาติที่รายงานการชำระภาษีรายปีแล้วอยู่ที่ 36.3% (198,000 คน) แบ่งออกเป็น ชาวจีน, ชาวเวียดนาม, ชาวเนปาล, ชาวกัมพูชา และชาวฟิลิปปินส์

จำนวนยอดจากการรายงานภาษีสิ้นปีสำหรับชาวต่างชาติที่ตั้งถิ่นฐานในเกาหลีอยู่ที่ 363.3 พันล้านวอน คิดเป็นชาวอเมริกัน 37.8% ของทั้งหมด รองลงมาคือชาวจีน, ชาวญี่ปุ่น, ชาวแคนาดา, และชาวออสเตรเลีย

ต่างชาติในเกาหลี

อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีส่วนบุคคลรายปีสำหรับต่างชาตินี้จะต้องมีการยื่นเรื่องรายงานภาษีสำหรับผู้ที่ได้รับเงินเดือนภายในประเทศเกาหลีทุกคนภายในเดือนกุมภาพันธ์ (2022) นี้

การยื่นเรื่องรายงานภาษีและวิธีการยื่นเรื่องจะเป็นไปตามกระบวนการเดียวกับชาวเกาหลีทั้งหมด ส่วนขั้นตอนการยื่นเรื่องรายงานนั้น สามารถส่งเอกสารรายงานเงินได้และส่วนลดหย่อนภาษี รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังบริษัทที่ทุกท่านทำงานอยู่ การจะได้รับลดหย่อนภาษี หรือ ต้องชำระภาษีเพิ่มนั้นจะทราบผ่านทางบริษัทที่ทุกท่านทำงานอยู่

นอกจากนี้แล้วทางบริษัทยังสามารถใช้บริการ ‘간소화자료 일괄제공 서비스’ ที่ทางบริษัทต้องเป็นผู้ยื่นเรื่องแทนลูกจ้าง

ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ได้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายภาษีใหม่ สำหรับต่างชาติที่ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ในเกาหลีจะสามารถขอลดหย่อนภาษีบ้าน (ขอลดหย่อนภาษีจากค่าเช่าบ้าน) และบัตรเครดิตได้ แต่หากเป็นบุคคลที่มีรายได้ภายในครอบครัวเดียวกันมากกว่าหนึ่งคน คนที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีบ้านได้นั้นต้องเป็นเจ้าบ้านเท่านั้น

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

เกาหลีจูงใจผีน้อยรับวัคซีนเข็ม 3 “ปล่อยกฎงดค่าปรับงดแบล็คลิสท์อีกรอบ”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2022 กระทรวงยุติธรรม (법무부) ได้ประกาศผลบังคับใช้ การยกเว้นค่าปรับในการพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายและยังงดการติดแบล็คลิสท์ในการเข้าประเทศเกาหลีอีกครั้ง ต่อแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่ภายในประเทศอย่างผิดกฎหมาย เพียงแค่ผู้นั้นเข้ารับวัคซีนเข็ม 3 และสมัครใจเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าพำนักในประเทศได้เข้าร่วมการฉีดวัคซีนอย่างแข็งขัน

ผีน้อยรับวัคซีน

อัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกและเข็ม 2 ของแรงงานต่างชาติสูงมากที่ 89.9% และ 87.5% แต่อัตราการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ค่อนข้างต่ำที่ 36.1% ดังนั้นแผนดังกล่าวข้างต้นจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการฉีดวัคซีนโดยให้สิ่งจูงใจแก่ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมาย

[แผนการดำเนินงาน]
– เป้าหมายแรกชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายจำต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 เมษายน 2022 เพื่อได้สิทธิ์ยกเว้นค่าปรับและระงับข้อจำกัดในการเข้าประเทศ หากต่างชาติผู้นั้นสมัครใจเดินทางออกนอกประเทศ ณ บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2022

– เป้าหมายที่ 2 ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายจะต้องฉีดวัคซีนเข็ม 2 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022 ถึงจะได้รับการยกเว้นค่าปรับและการระงับข้อจำกัดการเข้าเมือง และต้องสมัครใจเดินทางออกนอกประเทศ ณ บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2022

ผีน้อยรับวัคซีน

เดิมทีนั้นชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมายจะมีค่าปรับสูงสุดที่ 30 ล้านวอนและจะมีการจำกัดการเข้าประเทศเกาหลีสูงสุด 10 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการพำนักอย่างผิดกฎหมาย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อศูนย์ติดต่อตรวจคนเข้าเมืองของกระทรวงยุติธรรม (1345)

ผีน้อยรับวัคซีน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ศาลฯโยงคนวีโดดวีเพิ่มขึ้น “กฎต่างชาติห้ามย้ายงานยังคงดำเนินต่อ”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถึงระบบอนุญาตจัดหางานซึ่งห้ามไม่ให้แรงงานต่างชาติเปลี่ยนสถานที่ทำงานมีความสมเหตุสมผลแล้ว

ต่างชาติห้ามย้ายงาน

ผู้พิพากษา 7 ใน 9 คนตัดสินว่าควรอนุมัติ ไม่ให้ต่างชาติย้ายสถานที่ทำงาน นั้นบัญญัติไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรัฐธรรมนูญคือ “เมื่อไม่นานมานี้จำนวนผู้อยู่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในแง่ของการจัดการแรงงานต่างชาติให้มีประสิทธิภาพ นั้นจำเป็นต้องมีการระงับการเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อยครั้งจนเกินไปและกระตุ้นการทำงานตามสถานที่ทำงานให้มีระยะเวลาทำงานยาวขึ้น”

ในบางกรณี คนงานภายใต้ระบบอนุญาตจัดจ้างงานก็ผันตัวกลายมาเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายเพราะเหตุจากการห้ามเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นกฎที่พิจารณาแล้วไม่ได้เข้ากับสถานการณ์จริงเอาเสียเลย

คนไทยที่เข้าสู่เกาหลีใต้โดยไม่มีวีซ่าและอยู่อย่างผิดกฎหมายสามารถเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ตามใจชอบแต่กลับกันกับแรงงานภายใต้ระบบอนุญาตจัดจ้างงานที่ยังคงห้ามไม่ให้เปลี่ยนสถานที่ทำงาน ส่งผลให้แรงงาน EPS เลือกที่จะอยู่อย่างผิดกฎหมายมากขึ้นเช่นกัน

ต่างชาติห้ามย้ายงาน

ตามรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลี ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน จำนวนชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนแต่เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายยอดสูงถึง 123,915 คน ซึ่งเพิ่มขึ้น 16,837 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในทางกลับกัน ผู้เข้ามาพำนักระยะสั้น 265,763 คนที่กลายเป็นผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายนั้นกลับลดลง 18,474 คนเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปีที่แล้วเนื่องจากอิทธิพลของสถานการณ์โควิด-19

อันที่จริง จำนวนกรณีที่ชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนกลายเป็นผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายด้วยเหตุผลที่ไม่สมควรหลายประการกำลังเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายการห้ามแรงงานต่างชาติที่มาจากระบบอนุญาตจัดจ้างานหรือ EPS นั้นยังขัดต่อคุณค่าตามรัฐธรรมนูญว่าด้วย “การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อยู่

อีกทั้งยังละเมิดอนุสัญญา UN ILO

ต่างชาติห้ามย้ายงาน

และศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “หากแรงงานต่างชาติสามารถยื่นขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานได้อย่างอิสระ ผู้ใช้บริการ (นายจ้างชาวเกาหลี) จะมีปัญหาในการรับกำลังคนที่มั่นคงและการดำเนินงานในสถานที่ทำงานที่ราบรื่น”

มีการกังวลว่าการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานจะทำให้แรงงานต่างชาติต้องออกจากงานบ่อยครั้ง ซึ่งจะทำให้บริษัทเสียหาย

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาล่าสุด (사업장 변경제도 개선방안 연구) ที่ตีพิมพ์โดยสถาบันแรงงานเกาหลี (한국노동연구원) แรงงานต่างชาติจะไม่เปลี่ยนสถานที่ทำงานได้โดยที่ไม่มีเหตุผลพิเศษใดๆประกอบ

เหตุผลก็คือเวลาที่ต่างชาติเปลี่ยนที่ทำงานนั้นมักไม่ค่อยเปลี่ยนเพราะไม่ได้รับเงินเดือน หรือเพราะทำงานไม่ได้อย่างเดียว แต่พวกเขาต้องการอยากเปลี่ยนสถานที่ทำงานเพราะอยู่ในสถานการณ์ที่ทนไม่ได้จริงๆ มากกว่า

ท้ายที่สุดแล้วต่างชาติยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ทำงานเพียงเพราะว่าความต้องการอยากจะปกป้องสถานที่ทำงานที่ยังไม่พัฒนาให้ดีพอ และดูเหมือนว่าการปรับปรุงสถานที่ทำงานที่ไม่อำนวยความสะดวกเองก็เริ่มเป็นภัยต่อสังคมเกาหลีเสียมากกว่า เพราะเหมือนสปอยให้อุตสาหกรรมขนาดเล็กไม่คิดปรับปรุงและพัฒนาสถานที่ทำงานเพื่อดึงดูดแรงงาน และคิดเพียงรอรับการสนับสนุนแรงฃานจากรัฐอย่างเดียว แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ทราบถึงสถานการณ์ในพื้นที่จริงๆ เช่นนี้

ในภาคการผลิต เกษตรกรรม และการประมงของเกาหลี แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดำเนินงานโดยไม่มีแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับแรงงานต่างชาตินั้นกลับไม่ดีพอ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและรัฐสภาควรยกเลิกอย่างด่วนหรืออย่างน้อยก็ปรับปรุงระบบอนุญาตการจ้างงานเสียก่อน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ผลสำรวจต่างชาติในเกาหลีเพิ่มขึ้น ‘20% รับเงินเดือน 3 ล้านวอนขึ้นไป’

เมื่อตลาดงานในเกาหลีฟื้นตัวในปีนี้ จำนวนแรงงานต่างชาติก็เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี

จำนวนผู้ว่างงานซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 40% ในปีที่แล้วก็เริ่มทรงตัวเช่นกัน

ต่างชาติในเกาหลี

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ประกาศ “ผลการสำรวจสถานะการพำนักของผู้อพยพและการจ้างงานประจำปี พ.ศ. 2564”

ตามข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2564 มีชาวต่างชาติอายุเกิน 15 ปีจำนวน 1,332,000 คนที่อาศัยอยู่ในเกาหลีซึ่งตัวเลขใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

ในหมู่พวกเขา ประชากรที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 910,000 คน ลดลง 8,000 (-0.9%) จากปีที่แล้ว และอัตราการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 68.3% (-0.6%)

จำนวนการจ้างงานชาวต่างชาติซึ่งลดลงเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกันในปี 2019 (-2.4%) และปี 2020 (-1.8%) ได้ดีดตัวกลับขึ้นมาในปีนี้ จำนวนผู้จ้างงานเพิ่มขึ้น 7,000 (0.9%) เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ 855,000 คน ในส่งนอัตราการจ้างงานจึงเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.5% กลายเป็นการจ้างานโดยรวมเพิ่มขึ้น 64.2%

ต่างชาติในเกาหลี

โดยเฉพาะจำนวนพนักงานชั่วคราวและรายวันมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 27,000 คน (9.4%) กลายเป็น 316,000 คน ในทางกลับกันจำนวนพนักงานประจำลดลง 19,000 ตำแหน่ง (-3.8%) เหลือผู้ทำงานด้านนี้ 496,000 คน

เพราะการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีงานทำ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างซึ่งมีความต้องการแรงงานระยะสั้นสูง

ส่งผลให้จำนวนผู้จ้างงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้น 17,000 คน (19.4%) กลายเป็น 102,000 คน นอกจากนี้จำนวนผู้ทำงานในภาคการเกษตร ป่าไม้ และประมงก็เพิ่มขึ้น 4,000 คน (7.2%) กลายเป็นมีงานทำในด้านนี้ 61,000 คน และจำนวนผู้ทำงานด้านไฟฟ้า ขนส่ง โทรคมนาคม และการเงิน เพิ่มขึ้น 1,500 คน (7.8%) กลายเป็น 210,000 คน

อุตสาหกรรมเหมืองแร่และการผลิตซึ่งมีสัดส่วนผู้จ้างงานมากที่สุดลดลง 9,000 (2.4%) เหลือผู้ทไงานสายงานนี้ 370,000 คน

ตามค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยของแรงงานต่างชาติ 52.2% อยู่ระหว่าง 2 ล้านวอนถึง 3 ล้านวอน รองลงมาคือ 21.9% ได้รับค่าจ้างมากกว่า 3 ล้านวอน, 21.5% ได้รับค่าจ้างระหว่าง 1 ล้านวอนถึง 2 ล้านวอน และ 4.4% ได้รับค่าจ้างต่ำกว่า 1 ล้านวอน

ต่างชาติในเกาหลี

นอกจากนี้จากสำรวจยังพบว่าชาวต่างชาติมักพอใจกับงานที่ทำ

เมื่อถามถึงความพอใจในการทำงาน พบว่า 21.2% พอใจมาก, 38.9% พอใจ, 35.6% ปกติ, 3.9% ไม่พอใจเล็กน้อย และ 0.4% ไม่พอใจอย่างยิ่ง

เมื่อถามถึงความแตกต่างของเงินเดือนก่อนและหลังเข้าเกาหลีใต้ 73.9% ตอบว่าเงินเดือนสูงขึ้นหลังจากเข้าเกาหลี, 18.4% บอกว่าใกล้เคียงกัน, และ 7.8% บอกว่าได้รับเงินเดือนสูงกว่านี้ก่อนเข้าสู่ประเทศเกาหลีใต้

นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติยังเป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป (58.8%), อพาร์ตเมนต์ (19.6%), และหอพัก (12.9%) ในจำนวนนี้ 60.2% เป็นสัญญาเช่าหรือจ่ายค่าเช่ารายเดือน และมีเพียง 16% เท่านั้นที่เป็นเจ้าของที่พักอาศัยเอง

ท้ายที่สุดผลสำรวจพบว่าชาวต่างชาติ 13.8% ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

 

ให้แรงงานต่างชาติอยู่บ้านไวนิล… “ยังจะเพิ่มค่าที่พักอีก 50,000 วอน?”

ปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์สลดหลังพบแรงงานชาวกัมพูชาดับคาบ้านพักไวนิลเพราะเครื่องทำความอุ่นไม่สามารถใช้งานได้ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจัด

ตั้งแต่นั้นมาทางรัฐบาลเกาหลีจึงได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการจัดจ้างแรงงาน EPS ตามสถานที่ทำงานที่นายจ้างชาวเกาหลีไม่ใส่ใจเรื่องการดูแลเรื่องที่พักอาศัยให้กับลูกจ้าง อาทิ นายจ้างที่จัดหาที่พักแบบบ้านโรงเรือนไวนิล หรือตู้คอนเทนเนอร์ แต่ใช่ว่านั่นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

แรงงานต่างชาติ

หญิงไทยรายหนึ่งก็อาศัยอยู่ในบ้านโรงเรือนไวนิลที่ห้องครัวเต็มไปด้วยคราบน้ำมันดำเครอะและเขื้อราเกาะ แถมประตูห้องน้ำรวมชายหญิงยังไม่มีกลอนล็อคห้องอีกต่างหาก

ลูกจ้างหญิงชาวไทยรายนี้เผยว่า “ในที่พักมีห้องน้ำอยู่ แต่ต้องแบ่งกันใช้ร่วมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง แถมนายจ้างยังเมินเฉยบอกว่าไม่เป็นไรให้ใช้ไปก่อน”

แรงงานต่างชาติ

นอกจากนี้ขนาดของห้องก็เล็กเกินไป แต่เธอกลับต้องจ่ายค่าที่พักเดือนะ 250,000 วอนทุกเดือน

“นายจ้างยังบอกด้วยว่าอยากขะขึ้นค่าที่พักเป็น 300,000 วอนต่อเดือน”

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะพูดว่าเธอกำลังเสียเปรียบหรือไม่

แรงงานต่างชาติ

ในอีกกรณีก็พบว่ามีแรงงานกัมพูชาที่เพิ่งกลับเข้ามาในเกาหลีใต้ด้วยระบบ EPS แต่ยังต้องกลับมาใช้ชีวิตในบ้านไวนิลอีกครั้งบ้านที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

แรงงานกัมพูชากล่าวว่า “มันอึดอัดมาก แต่ฉันอยู่ที่นี่มาสี่ปีแล้วก็เลยปรับตัวได้”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่ควรจัดหาที่พักสำหรับแรงงาน EPS ที่กลับเข้ามาใหม่ให้ต้องมาอาศัยในบ้านไวนิล แต่ดูเหมือนว่าแรงงานต่างชาติจะเข้าเกาหลีได้ก็ต่อเมื่ออาศัยนายจ้างแจ้งลักษณะที่พักเท็จให้กับฝ่ายแรงงานเพียงเพื่อให้สามารถเข้ามาทำงานในเกาหลีได้

แรงงานต่างชาติที่เคยถูกทำให้เชื่องกับความยากลำบากก็ได้แต่ยิ้มรับว่าไม่เป็นไร

ศิษยาภิบาลคิมดัลซ็อง จากศูนย์ช่วยเหลือต่างชาติโพชอน กล่าวว่า “นี่ขนาดว่าเป็นสถานที่ทำงานที่กระทรวงการจ้างงานและแรงงานได้ทำการคัดเลือกแรงงานต่างชาติมาจากต่างประเทศ และจ้างพวกเขาอย่างถูกกฎหมาย แต่มาดูที่พักสิดูอนาถาเกินเยียวยาจริงๆ” เขากล่าว

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่พักของแรงงานข้ามชาติมีการเปลี่ยนแปลง แต่สถานที่ที่แรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่จริงนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามข้อบังคับใช้ดีอย่างที่ควรอยู่ดี

แรงงานต่างชาติ

 

“ต่างชาติในเกาหลีต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติ!”

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติได้รับความเดือดร้อนจากการเลือกที่จะปฏิบัติภายใต้สถานการณ์โควิด-19 มากขึ้น อาทิ การถูกยกเว้นจากการเข้าถึงหน้ากากอนามัย (공적마스크) เงินเยียวยาโควิด (재난지원금) และแม้แต่มาตรการควบคุมโรคก็ยังเลือกที่จะปฎิบัติต่อแรงงานต่างชาติ

ตามที่มาตราการอยู่ร่วมกับโควิด-19 นั้นได้อนุญาตให้มีการรวมตัวกันชุมนุมได้ ส่งผลให้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน มีแรงงานอพยพได้รวมตัวกันในใจกลางกรุงโซลเพื่อหาทางให้พวกเขาหลุดพ้นจากการถูกเลือกกระทำจากชาวเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติไม่สามารถที่ออกมารวมตัวกันได้มากนัก เนื่องจากกลัวว่าจะติดเชื้อโควิด-19 และบ้างก็กระทบกับงาน แต่พวกเขาก็ยังออกมาแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังกับสิ่งเหล่านี้ที่กล่าวข้างต้น

ต่างชาติในเกาหลี

ต่างชาติในเกาหลี

พวกเขากล่าวว่า “หยุดการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติ”, “ให้พวกเขาพักผ่อนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง”, “หยุดการเลือกปฏิบัติผ่านค่าจ้างงานที่มีต่อแรงงานต่างชาติ” และเรียกร้องผ่านการตะโกนสโลแกนออกไปว่า “แรงงานต่างชาตินั้นก็ต้องการมีชีวิตเหมือนมนุษย์เช่นกัน”

ต่างชาติในเกาหลี

แรงงานต่างชาติเรียกร้อง 10 สิ่งจากรัฐบาลเกาหลี

▲ รับรองเสรีภาพของแรงงานต่างชาติในการย้ายงานในระบบอนุญาตจัดจ้างแรงงาน (노동허가제)! ▲ รับประกันหอพักที่สามารถอยู่อาศัยได้เหมือนมนุษย์และยกเลิกหลักเกณฑ์การหักค่าที่พักและอาหาร! ▲คัดค้านการเลือกปฏิบัติด้านค่าจ้างแรงงานต่างชาติ, การป้องกันนายจ้างค้างค่าจ้าง, และการเตรียมมาตรการพื้นฐานรองรับ ▲ แก้ปัญหาแรงงานต่างชาติที่ไม่สามารถเข้าประเทศได้แม้จะมีการเซ็นต์สัญญาจ้างงานแล้วก็ตาม! ▲ จัดทำมาตรการป้องกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมและยกเลิกการเลือกปฏิบัติในการทำประกันสุขภาพ! ▲ เงินช่วยเหลือหลังเกษียณอายุงานให้มีการจ่ายให้ตั้งแต่ในเกาหลี ▲ ค้านการเลือกปฏิบัติทางเพศและหลักประกันสิทธิสำหรับแรงงานหญิงต่างชาติ ▲ การทำให้แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้สามารถเข้าระบบอยู่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและการต่อต้านเลือกที่จะปฎิบัติต่อต่างชาติช่วงโควิด-19 ▲ ขอให้กฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

ต่างชาติในเกาหลี

ต่างชาติในเกาหลี

แรงงานต่างชาติได้ออกมาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำลายห่วงโซ่ที่คล้องพวกเขาอยู่และเรียกร้องให้มีการทำลายห่วงโซ่การเลือกปฏิบัตินั้นออกไปเสียจากสังคมเกาหลีใต้

ต่างชาติในเกาหลี

ยอดต่างชาติติดโควิดพุ่งกว่า 20% สวนทางยอดฉีดวัคซีนต่ำแค่ 50%

นายเอ ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนัก ทำงานให้กับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางในคย็องนัม เขายังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนแม้จะทราบหลังจากอ่านประกาศการให้เข้าฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม เขารู้ว่าชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสามารถฉีดวัคซีนได้โดยไม่ต้องกังวลถึง “ผลกระทบที่จะตามมา” แต่เขาต้องทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์

ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนโดยปกติแล้วจะไม่มีหมายเลขประจำตัวชาวต่างชาติ ดังนั้นพวกเขาสามารถไม่สามารถที่จะจองวัคซีนออนไลน์ได้ นอกเสียจากจากจะเข้าไปรับหมายเลขการจัดการชั่วคราว (임시관리번호) ในวันธรรมดาเสียก่อน และพวกเขาเองก็ต้องไปที่ศูนย์ฉีดวัคซีนอีกครั้งเพื่อฉีดวัคซีน เรียกได้ว่าต้องเดินทางออกไปอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ถ้าได้วัคซีนที่ต้องฉีดวัคซีนสองเข็มก็ต้องออกไปข้างนอกทั้งหมด 3 ครั้ง

นายเอ กล่าวว่า “มันยากนะกว่าจะได้รับหมายเลขการจัดการชั่วคราวเพราะไม่มีวันหยุดในวันธรรมดาเลย ฉันไม่ออกจากที่พักในวันหยุด เพราะฉันกลัวการติดเชื้อ COVID-19”

ฉีดวัคซีน

เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนเสร็จสิ้นของชาวเกาหลีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเกาหลีจึงกำลังดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มของชาวต่างชาติ แต่ชาวต่างชาติกลับไม่สามารถเข้าถึงความต้องการของรัฐบาลได้

ณ วันที่ 21 ตุลาคม ชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 770,000 คนจากทั้งหมด 1.56 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนเรียบร้อยแล้ว สัดส่วนการฉีดวัคซีนครบโดสของชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนอยู่ที่ 49.4% ส่วนชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน 390,000 คน มี 210,000 คนได้รับวัคซีนครบแล้ว คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 53.8%

รัฐบาลเกาหลีคาดว่าชาวต่างชาติจะติดเชื้อจำนวนมากเนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนของชาวต่างชาติยังคงต่ำอยู่

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานควบคุมโรค Lee Sang-won กล่าวในการบรรยายสรุปในวันที่ 13 ว่า “อัตราการยืนยันผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในกลุ่มชาวต่างชาติมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันทั้งหมด” เขากล่าว

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติเข้าถึงวัคซีนได้น้อย เพราะการให้ข้อมูลไม่ทั่วถึง รัฐบาลเกาหลีและกลุ่มพลเมืองได้มีการแปลขั้นตอนการฉีดวัคซีนเป็นภาษาต่างๆ แต่ในระบบการจองวัคซีนออนไลน์กลับเป็นภาษาเกาหลีเท่านั้น

ในการจองวัคซีนทางออนไลน์ คุณต้องยืนยันตัวตนด้วยโทรศัพท์มือถือของคุณ แต่ผู้ย้ายถิ่นจะตรวจสอบสิทธิ์โดยใช้ซิมการ์ดแบบเติมเงินไม่ได้

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องยากสำหรับผู้อพยพที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาเกาหลีในการจองวัคซีนทางโทรศัพท์อีกด้วย

ฉีดวัคซีน

รัฐบาลพึ่งอนุญาตให้ครอบครัวและลูกๆ สามารถจองวัคซีนแทนได้จากเดิมที่ต้องผ่านตัวแทนหรือผู้ช่วยชาวต่างชาติเท่านั้น

ลี ชอล-ซึง ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือแรงงานต่างชาติในคย็องนัม กล่าว “เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ที่ทำงานในธุรกิจขนาดเล็กหรือในพื้นที่ชนบทแล้ว เราก็คิดว่าการฉีดควรจะจัดในวันอาทิตย์ แต่กลับไม่รับการตอบรับ”

“มีกรณีการตีตราทางสังคมหลายกรณีที่จำนวนชาวต่างชาติที่ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในขณะที่ไม่เพิ่มการเข้าถึงการฉีดวัคซีนสำหรับแรงงานต่างชาติ”

ไม่มีการแชร์ข้อมูลผลข้างเคียงหลังการฉีดวัคซีนได้อย่างเหมาะสม นางลี (34) ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในแทกูเผยว่าเธอไม่เคยเห็นคำอธิบายภาษาจีนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงวัคซีนมาก่อนจนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน

นางลีกล่าวว่า “เป็นเรื่องยากที่จะทำใจไม่กลัววัคซีนเพราะฉันทราบแต่ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนจากกลุ่มแม่บ้านชาวจีนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันเป็นหลัก”, “สามีชาวเกาหลีก็เกลี้ยกล่อมฉันให้หยุดงานชั่วคราวเพื่อเดินทางไปฉีดวัคซีน” เธอกล่าว

นางบี ชาวจีนที่เพิ่งคลอดบุตร กล่าวว่า “ฉันกำลังให้นมลูกอยู่ และกังวลว่าวัคซีนอาจจะส่งผลต่อทารก จึงไม่ได้จองวัคซีนเพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรับวัคซีนจองผู้ที่เพิ่งคลอดบุตรได้ มีแต่กลุ่มแม่บ้านชาวจีนด้วยกันที่มักจะออกมาให้ความเห็นและสร้างความลังเลที่จะฉีดวัคซีนด้วยเหตุผลเดียวกัน” เธอกล่าว

ฉีดวัคซีน

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ประกาศว่าจะยกเว้นค่าปรับและยกเว้นแบล็คลิสท์เข้าประเทศ หากชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับวัคซีนครบโดสแล้วเดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจภายในสิ้นปีนี้แต่เหมือนจะไม่เป็นผลเช่นกัน

ชุงยังซุน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรค 이주노동자평등연대 กล่าวว่า “มาตรการนี้เป็น ‘สิ่งจูงใจ’ ที่รัฐบาลใช้มาเป็นเวลานาน แต่ไม่รับประกันว่าชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะเข้าเกาหลีอีกครั้งได้หรือไม่หลังจากออกจากประเทศโดยสมัครใจ ชาวต่างชาติที่บางคนเห็นเพื่อนที่กลับออกจากเกาหลีใต้โดยสมัครใจแล้วแต่ยังไม่สามารถกลับเข้ามาใหม่ได้ก็มิอาจเชื่อคำประกาศได้ จึงเลือกที่จะไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน” เขากล่าว

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

งานวิจัยเผยความเห็นต่างชาติหลังโควิด-19 “เกาหลีไม่ได้ปกป้องเราอย่างเป็นธรรม”

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติจอนนัมพบหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 แรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและการเลือกปฏิบัติ และรวมไปถึงปัญหาในการตั้งรกรากในสังคมเกาหลี

ต่างชาติในเกาหลี

ตามข้อมูลวิชาการที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมของ ชิมมีซึง ศาสตราจารย์ด้านการบริหารรัฐกิจจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจอนนัม และ ปาร์คจีฮย็อน รองศาสตราจารย์จากแผนกสวัสดิการสังคมของมหาวิทยาลัยพย็องแทคได้ตีพิมพ์ผลงานในบทความเรื่อง ‘코로나19 이후 외국인 근로자 삶에 대한 탐색 연구’ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นักวิจัยได้ทำการวิจัยโดยการใช้เครื่องมือเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนปีที่แล้ว เกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ 7 คน ที่ประสบกับการแพร่กระจายโควิด-19 ในสภาพแวดล้อมการทำงานของเกาหลี

การวิจัยได้มีกลุ่มตัวอย่างแบ่งออกตามสัญชาติต่างๆ ดังต่อไปนี้ บังกลาเทศ เวียดนาม และรัสเซีย โดยแบ่งเป็นชาย 6 คนและหญิง 1 คน อายุเฉลี่ยของพวกเขาอยู่ระหว่าง 34.4 ปี และวุฒิการศึกษาสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลาย และทั้งหมดมีระยะเวลาพำนักในเกาหลีโดยเฉลี่ย 7.7 ปี

ต่างชาติในเกาหลี

โดยทั่วไปแล้วพวกเขาทำงานให้กับผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์และบริษัทแปรรูปเหล็กเส้น และในบางคน ทำงานไม่คงที่เพราะทำงานในรูปแบบของงานพาร์ทไทม์

ผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมดเผยว่าพวกเขาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการจ้างงานลดลงและเงินเดือนก็ลดลงด้วย เช่น มีการหักเงินช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่เคยได้ตั้งแต่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19 อีกทั้งยังพบว่าเป็นการยากจะผ่านเกณฑ์การต่ออายุหรือเพิ่มวีซ่าในช่วงที่ประสบปัญหา

ผู้เข้าร่วม A กล่าวว่า “มันยากที่จะต่อวีซ่า E-7 เพราะตัวแรงงานเองจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าได้รับเงินเดือนรายปีมากกว่า 26 ล้านวอนต่อปี ฉันกังวลมากว่าจะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขยายเวลาวีซ่า (E-7) ได้อีกครั้ง”

ภายหลังการแพร่กระจายของโควิด-19 ชาวต่างชาติถูกผลักดันไปสู่จุดบอดและประสบกับการเลือกปฏิบัติต่างๆ

ผู้เข้าร่วมการวิจัยกล่าวว่าหลังจากที่โควิดระบาด พวกเขาไม่ค่อยอยากจะออกไปข้างนอกหรือเลือกปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลเพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวต่างชาติ พวกเขาตระหนักถึงการถูกจ้องมองอย่างเย็นชาจากประชาชนภายนอก

พวกเขาอธิบายว่าตัวเองเป็น ‘ผู้อาศัยอยู่โดยไม่ได้รับการปกป้อง’ พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้ได้รับเงินเยียวยาโควิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีการจ่ายภาษีในฐานะแรงงานต่างชาติและอาศัยอยู่ในเกาหลีมานานกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

ผู้ร่วมวิจัย B กล่าวว่า “เราทำงานในเกาหลีมาก็เป็นเวลานานแล้ว ภาษีเราก็จ่ายตลอด แต่เราไม่ได้รับเงินเยียวยาโควิดกับคนเกาหลีเลย” เขากล่าวเสริมอีกว่า “เรายังคงเป็นเสมือนคนที่มาจากประเทศอื่น ฉันคิดว่าที่นี่คงจะไม่คิดที่จะปกป้องพวกเรานักหรอก”

ต่างชาติในเกาหลี

นักวิจัยกล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมวิจัยยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความคิดที่น่าสังเวชจากการถูกเลือกปฏิบัติและเพิกเฉยจากผู้คนในประเทศนี้ เพียงเพราะมาจากประเทศยากจน” นักวิจัยยังเสริมอีกว่า “พวกเขา (ผู้เข้าร่วมวิจัย) ถูกเลือกปฏิบัติอย่างน่ากลัวและทำให้เกิดความล้มเหลวในการตั้งรกรากใน ‘บ้านหลังที่สอง’ ที่พวกเขาเข้ามาหาทำงานหาเงิน”

“หากการกีดกันแรงงานต่างชาติตามอำเภอใจเป็นเรื่องง่ายต่อการยอมรับเพียงเพราะใช้เป็นข้ออ้างสกัดกั้นการแพร่กระจายของไวรัสล่ะก็ สังคมเกาหลีก็จะต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ยิ่งกว่า”

“เราจำเป็นต้องสร้างช่องทางการสื่อสารผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือสำนักงานแรงงานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลว่าแรงงานต่างชาติเหล่านี้ต้องการอะไรกันบ้าง”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เทศกาลชูซ็อกนี้ เล็งลงตรวจพื้นที่ต่างชาติแออัด

จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อวันที่ 15 กันยายน สัดส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อของชาวต่างชาติในเกาหลีอยู่ที่ 14.9% (1,804) จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ถึง 11 กันยายน ส่งผลให้ชาวต่างชาติเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

มีชาวต่างชาติที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อทั้งหมด 1,350 คนในเขตปริมณฑล คิดเป็น 74.8% ของชาวต่างชาติที่ติดเชื้อทั้งหมด นอกจากนั้นมีผู้ป่วยยืนยัน 493 รายในกรุงโซล, 742 รายในคย็องกี, และ 115 รายในอินชอน

เทศกาลชูซ็อก

รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะเริ่มมาตรการกักกันโรคอย่างเข้มข้นขึ้นโดยจะมีการจัดการดูแลกลุ่มชาวต่างชาติเป็นพิเศษเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 26 กันยายนซึ่งเป็นในช่วง “มาตรการกักกันโรคพิเศษ เทศกาลชูซ็อก”

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ดำเนินการจัดตั้ง “ทีมตรวจสอบสถานที่พิเศษ” โดยมีพนักงาน 220 คนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 19 แห่งทั่วประเทศ ประการแรก ประกาศที่ร้องขอให้ปฏิบัติตามกฎการกักกันโรคในช่วงวันหยุดเทศกาลชูซ็อกโดยมีการจัดทำขึ้นในหลายภาษาและแจกจ่ายไปยังพื้นที่ๆ ใีชาวต่างชาติหนาแน่นรวมถึงตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสนามบิน

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการละเมิดคำสั่งควบคุมและการกักกันโรคจึงต้องมีการจำกัดจำนวนการชุมนุมส่วนตัวขึ้น ทางรัฐบาลจะเน้นเข้าตรวจสอบตามพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ อาทิ สถานบันเทิงและร้านนวด

เทศกาลชูซ็อก

อีกทั้งยังจะมีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนและการสนับสนุนการตรวจหาโควิดแบบ PCR เพื่อค้นหา”ผู้ติดเชื้อ COVID-19″ ที่ซ่อนอยู่ให้เร็วที่สุด กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจสนับสนุนต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักทั่วประเทศให้เข้ารับการตรวจและฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว และย้ำว่าผลการตรวจจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการกักกันโรคเพียงเท่านั้นอีกทั้งจะไม่มีการแจ้งเข้าไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

외국인종합안내센터 (1345) ยังแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างจริงจังว่าการฉีดวัคซีนเป็นไปในทิศทางเดียวกันเช่นคนเกาหลีได้หากนายจ้างแสดงข้อมูลส่วนบุคคลของคนต่างชาติใต้การจัดจ้างงาน หรือ △ แม้จะมีเพียงหนังสือเดินทางที่หมดอายุ △ บัตร ARC ที่หมดอายุ △ ใบรับรองประจำตัวที่ออกโดยคณะผู้แทนทางการทูตในเกาหลี ก็สามารถเข้ารับวัคซีนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนต่างๆ ที่ชาวต่างชาติมีการรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวน อาทิ เช่น เครือข่ายผู้อพยพ และช่องทาง SNS เช่น Facebook และ Kakao Talk ก็จะมีการส่งเสริมให้รณรงค์ให้ออกมารับวัคซีนและตรวจหาโควิดฟรีกัน และที่สำคัญรณรงค์ให้งดสังสรรค์ส่วนตัวในช่วงนี้

เทศกาลชูซ็อก

อย่างไรเสียอัตราการฉีดวัคซีนจะดีขึ้นก็ด้วยการกระจายข่าวสารการฉีดวัคซีนโดยรัฐบาลท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลของกระทรวงการบริหารราชการและความมั่นคง (행정안전부) วัคซีน Janssen (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) จำนวน 301,000 วัคซีนถูกนำไปใช้ ณ วันที่ 14 กันยายน โดยวัคซีน Janssen จำนวน 350,000 รายการที่แจกจ่ายให้กับรัฐบาลท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนั้นกว่า 46.5% (140,000) นำมาใช้กับชาวต่างชาติ

รัฐบาลมีแผนที่จะฉีดวัคซีนสำหรับแรงงานต่างชาติที่เสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ จากผลของ “แผนและการตรวจสอบการฉีดวัคซีนแรงงานต่างชาติ” ที่มีการร่วมกันดำเนินการระหว่างกระทรวงการจ้างงานและแรงงานและกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ได้สะท้อนให้เห็นอุปสรรคและข้อกำหนดการสนับสนุนที่ขัดขวางการฉีดวัคซีนต่อไปก็จะได้มีการตรวจสอบเช่นกัน

ก่อนวันหยุดเทศกาลชูซ็อกกฎการปฏิบัติที่สำคัญจะได้รับการแปลทั้งหมด 16 ภาษาและโพสต์ผ่านทางเว็บไซต์ EPS โดยเฉพาะ △ หากมีการฉีดวัคซีนและการตรวจวินิจฉัยก่อนการเดินทางแต่กลับพบมีอาการ COVID-19 จะถือว่าการเดินทางนั้นจะถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป △ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎการกักกัน เช่น การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล △ ตรวจสอบอาการติดเชื้อและการทดสอบ PCR หลังจากกลับเข้าหอพัก

ท้ายที่สุดทางการยังย้ำถึงการขอความร่วมมือในการกักกันโรคที่ไม่เพียงแต่จากแรงงานต่างชาติเท่านั้น แต่ยังขอความร่วมมือจากเจ้าของธุรกิจที่จัดจ้างพวกเขาด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุขกล่าวว่า “เราขอให้นายจ้างและสถานที่ทำงานส่งเสริมให้คนงาน (ต่างชาติ) เข้ารับการตรวจ PCR และฉีดวัคซีนอย่างจริงจังด้วย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว