เริ่มแล้ว! ตรวจคัดกรองเข้ม ไม่จับกลับประเทศ!

 

เจ้าหน้าที่กักกันเผยว่าพวกเขาจะไม่นำข้อมูลที่ได้รับจากการเข้าตรวจหาโควิด-19 มาใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่ลักลอบพำนักอย่างไม่ถูกต้อง และขอร้องให้มีการออกมาตรวจหาเชื้ออย่างจริงจังหากมีอาการที่น่าสงสัย

นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลด้านการจัดตั้งศูนย์ตรวจคัดกรองชั่วคราวในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์

[ตำแหน่งการจัดตั้ง]
3 แห่งในโซล, 6 แห่งในอินชอน, 3 แห่งในคย็องกีโด, 2 แห่งในชุงนัมโด

ตรวจคัดกรอง

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อกระตุ้นให้มีการตรวจหาโควิด-19 หลังจากมีคนงานต่างชาติหลายคนติดเชื้อ COVID-19 โดยรวมตอนนี้มีผู้ที่ได้รับการยืนยัน กว่า 162 คนจากโรงงานพลาสติกในเมืองนัมยางจู จังหวัดคย็องกีโด

การตรวจสอบนั้นไม่ได้มีการระบุชื่อผู้เข้ารับการตรวจเพราะหลายคนเป็นผู้ลักลอบพำนักอย่างไม่ถูกต้อง และก็ไม่เต็มใจที่จะให้ข้อมูลของตนต่อเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่กักกันกล่าว
“ขณะนี้ศูนย์ตรวจคัดกรองชั่วคราวได้ดำเนินการโดยต้องบังคับให้ลงชื่อตามจริง แต่ตอนนี้ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจคัดกรองโดยไม่ระบุชื่อ เพื่อเป็นทางเลือกให้ชาวต่างชาติที่ลักลอบพำนักอาศัยในเกาหลี”

“เราวางแผนที่จะหารือเกี่ยวกับแผนการตรวจคัดกรองโดยละเอียดกับกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) และกระทรวงยุติธรรม (법무부)”

ตรวจคัดกรอง

เจ้าหน้าที่กักกันอธิบายว่าการตรวจคัดกรองตามสถานที่ที่ชาวต่างชาติลักลอบพำนักอยู่นั้นเป็นเพียงการสอบสวนทางระบาดวิทยา และไม่ใช่เพื่อการปราบปรามแต่อย่างใด

ซอน ย็องแร (Son Young-rae) เจ้าหน้าที่กักกันกล่าว
“มีความเป็นไปได้ที่จะตรวจคัดกรองโดยไม่คำนึงถึงสถานะการพำนัก เพราะข้อมูลที่ใช้ในการตรวจคัดกรองจะไม่สามารถนำมาใช้เพื่อมาตรการต่างๆ เช่นการปราบปราม, การบังคับให้ส่งตัวกลับประเทศ, หรือแม้แต่ลงโทษทางกฎหมาย”

“เรายังชี้แนะให้เจ้าของธุรกิจ หรือเหล่านายจ้างป้องกันไม่ให้เกิดความกังวลใจที่จะต้องให้ลูกจ้างต่างชาติมาตรวจคัดกรอง”

ตรวจคัดกรอง

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) จะเร่งตรวจสอบโรงงานสายการผลิตต่างๆ กว่า 500 แห่งและสถานที่ก่อสร้างกว่า 500 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ถึง 2 มีนาคมนี้

ย่านนิคมอุตสาหกรรมชีฮวา (ชีฮึง,อันซาน), ย่านนิคมอุตสาหกรรมคอมดัน (อินชอน), ย่านนิคมอุตสาหกรรมฮักวอน (คิมโป) และ ย่านนิคมอุตสาหกรรมชอนัน (ชอนัน) จะถูกตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งจะดำเนินการศูนย์ไลฟ์แคร์สำหรับชาวต่างชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการรับตัวเข้ารักษาล่าช้า เนื่องจากอุปสรรคปัญหาด้านการสื่อสารและการแปล

ย้ำอีกครั้งตรวจโควิดเชิงรุก “ไม่ส่งผลต่อการอาศัยของผีน้อย!”

 

จากการระบาดในกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ทำงานในโรงงานพลาสติกในนัมยางจู พบว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่เป็นแรงงานผีน้อย

นายกรัฐมนตรีช็อง เซ-กยุน ให้ข้อมูลว่า
“แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ที่ทำงานในโรงงานที่เกิดการติดเชื้อจำนวนมากนั้นเป็นแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอย่างถูกกฎหมาย”

“เป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน) ไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์นี้ได้อย่างถูกต้อง”

“สองสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพื้นที่อย่างใกล้ชิดตามบริเวณที่มีแรงงานต่างชาติอยู่ และดำเนินการตรวจสอบหาเชื้อเชิงรุกล่วงหน้า และกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการจัดการกักกันหลายอย่าง แต่เป็นที่น่าสงสัยว่ามีการนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องตามสถานที่นั้นๆ หรือไม่”

“การดำเนินการอย่างเข้มงวดมีความสำคัญมากกว่ามาตรการที่เป็นไปได้เชียวหรือ?”

ตรวจโควิดเชิงรุก

ด้วยเหตุนี้หน่วยงานกักกันจะดำเนินการตรวจสอบกฎการกักกันตามสถานที่ทำงานและไซต์ก่อสร้างกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22-23 กุมภาพันธ์นี้

นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะประชาสัมพันธ์เป็นภาษาไทยและภาษาจีนต่อไปเพื่อป้องกันและสร้างความเข้าใจไม่ให้ชาวต่างชาติผีน้อยหลีกเลี่ยงการตรวจวินิจฉัยโรคโควิด -19

เจ้าหน้าที่กักกันยังย้ำว่าพวกเขาจะไม่ควบคุมและส่งผีน้อยกลับประเทศหลังได้รับการตรวจหาโควิด -19

พัค บอม-คเย (박범계) รมว. กระทรวงยุติธรรมคนใหม่ลงพื้นที่ลั่นวาจา
“เราขอแจ้งต่อแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่ในเขตพื้นที่ระบาดนัมยางจูทุกท่าน เราขอสัญญาว่าจะไม่มีการควบคุมใดๆต่อผู้อพยพทุกท่าน ขอให้ความร่วมมือในการตรวจหาเชื้อเชิงรุกครั้งนี้ด้วยกัน”

ตรวจโควิดเชิงรุก

ทางด้านรัฐบาลท้องถิ่นยังเคลื่อนไหวด้านการตรวจหาเชื้อเชิงรุกเป็นรายบุคคลต่อแรงงานต่างชาติล่วงหน้าและมีการตรวจสอบที่พักชาวต่างชาติไปด้วย

เมืองโกยางจะกำหนดให้คนงานต่างชาติเข้าตรวจสอบโควิด -19 ภายในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้

ส่วนรัฐบาลกรุงโซลเองก็ได้ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบการกักกันตามที่พักของแรงงานต่างชาติด้วยอีกแรง

ตรวจโควิดเชิงรุก

 

ต่างชาติในเกาหลี รับวัคซีนโควิด-19 ฟรี!

 

ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีคาดว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนฟรี!

เนื่องจากการระบาดนั้นเป็นลักษณะของโรคติดเชื้อที่ระบาดต่อกันได้ง่าย แม้แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีเองจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างแอนติบอดีเป็นกลุ่มเพื่อให้ทั้งประเทศปลอดภัย

 

วัคซีนโควิด

 

จองอึนคย็องผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีกล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อวันที่ 18 มกราคมนี้ว่า

“ตามขอบเขตของการฉีดวัคซีนแล้ว เราพิจารณาถึงสิ่งที่มีผลต่อสุขภาพของประชาชน”

“ดังนั้นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีจึงจะรวมอยู่ในรายชื่อของการได้รับวัคซีน COVID-19 ฟรีด้วย”

“เราจะทำการวิเคราะห์รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตและขั้นตอนที่แน่นอนและหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ”

 

วัคซีนโควิด

 

เพื่อกำจัดจุดบอดด้านการกักกันโรค เจ้าหน้าที่กักกันจึงได้ให้สิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับชาวเกาหลีไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัยและการรักษา

เนื่องจากโรคติดเชื้อเป็นภัยคุกคามต่อทุกคนโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือชนชั้น!

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

“เฮ้ โคโรน่า!” คำทักต่างชาติในเกาหลี

 

พบเหตุฟ้องร้องระหว่างพลเมืองชาวเกาหลีที่ออกมาแสดงความรังเกียจโดยต่อว่าผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมว่าเป็นตัวเชื้อโคโรน่า

ลองมาดูเหตุการณ์ตัวอย่างที่ทำให้เกิดการฟ้องร้องกัน

เคสตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง: นางคิม (28) สมาชิกครอบครัวหลากวัฒนธรรม และกลุ่มสิทธิมนุษยชนผู้อพยพอีก 73 คนได้ยื่นคำร้องให้มีการดำเนินคดีกับพลเมืองชาวเกาหลี 2 คน ที่ออกมากล่าวแสดงความเกลียดชังต่อนางคิมในการแถลงข่าวต่อหน้าอัยการเขตอินชอน (인천지방검찰청) สำนักงานในมิชูฮอล – กู, อินชอน (인천 미추홀구) ในเช้าวันที่ 10 ธันวาคม

 

ต่างชาติในเกาหลี

 

ตามรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนผู้ย้ายถิ่น เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2020 เวลา 23.00 น. นางคิมเป็นผู้ที่เกิดจากพ่อชาวบังกลาเทศและแม่ชาวเกาหลี เธอประสบเหตุการณ์การถูกเย้ยหยันแบบนี้ในเมืองคเยยังกู, เมืองอินชอน (인천 계양구)

ชายชาวเกาหลีที่นั่งดื่มอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อได้ตะโกนเย้ยหยันเมื่อสายตาของเขาที่พบเข้ากับนางคิมที่กำลังเดินผ่าน

 

“เฮ้ โคโรน่า !!”

 

ต่างชาติในเกาหลี

 

นางคิมและสามีได้คัดค้านทันทีที่ชายเกาหลีหลุดปากเช่นนั้นออกมา แต่ชายชาวเกาหลีกลับสบถและดูถูกพวกเขาต่อไม่รอฟ้ารอฝน

“พวกแกเป็นผีน้อยไม่ใช่เหรอ และนี่ก็ต้องมาใช้ชีวิตตรากตรำอยู่บนแผ่นดินของคนอื่น “

 

ในระหว่างการสนทนาชายชาวเกาหลีก็มีการผลักสามีของนางคิมซึ่งเป็นชาวบังกลาเทศลงอย่างจัง

 

ต่างชาติในเกาหลี

 

นางคิมกล่าวในที่ประชุม

“ดูเหมือนว่าสิทธิมนุษยชนของฉันได้ถูกเหยียบย่ำ และต้องมาถูกเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติในช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะโรคระบาดโควิด-19 เช่นนี้อีก”

“ทั้งที่ฉันระวังตัวมากกว่าคนอื่น ๆ อยู่แล้ว และตอนแรกที่ออกมาทำงานก็แทบจะกลัวการออกมาข้างนอกด้วยซ้ำ” เธอกล่าวเพื่อให้เข้าใจว่าตัวเธอก็กลัวการระบาดของเชื้อเช่นกันแต่กลับต้องถูกมองเป็นตัวเชื้อโรค”

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

เผยพิษโควิดกระทบต่างชาติในเกาหลี

 

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้อพยพต่างชาติเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการเลือกปฏิบัติหลังเกิดการระบาดของโควิด-19

 

ต่างชาติในเกาหลี

 

[ตัวอย่างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากโควิด-19]

– ตกงาน / งานน้อยลง / ตกงานและไม่มีงานอื่น / ปิดกิจการร้านอาหารของตัวเอง / งานไกด์นำเที่ยวหายไป / ลูกค้าน้อยลง

– บริษัทถูกปิดและไม่ได้รับเงินเดือน / เจ้าของธุรกิจปิดกิจการโดยไม่ให้เหตุผลและนำเงินไปใช้กับการหางานใหม่หมด

– ลดชั่วโมงการทำงาน / ทำงานเพียงสี่วันต่อสัปดาห์ / บริษัทไม่มีงานให้ / มาทำงาน 10 วันต่อเดือน / ทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน (12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) / ไม่สามารถทำงานล่วงเวลาได้

– บริษัทปิดทำการ / ไม่มีการตรวจสอบเงินเดือนเป็นเวลาห้าเดือน / ได้รับเงินเดือนเพียง 50% / ลดเงินเดือน 30% จากค่าแรงขั้นต่ำ

– ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากหมดระยะเวลาพำนัก / ไม่สามารถขยายระยะเวลาพำนักที่บริษัทได้ / และใช้เงินทั้งหมดในขณะที่ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ

– ฉันไม่มีรายได้จะกลับไปพักผ่อนในช่วงวันหยุดก็ไม่ได้

– ผลผลิตของบริษัทลดลงและเงินเดือนลดลง แต่การหักค่าหอพักค่าอาหารกลางวันและภาษีก็ยังคงเท่าเดิม

– หนี้ธนาคาร, ค่าเช่าที่อยู่อาศัย, ค่าบำรุง, ค่าประกัน, ค่าเลี้ยงดูบุตร, ค่าธรรมเนียมการศึกษา / บุตรหลานไม่สามารถไปโรงเรียนได้จึงทำงานไม่ได้แม้ว่าจะมีงานทำเพราะต้องเลี้ยงดูบุตรก็ตาม

 

ต่างชาติในเกาหลี

 

[ประสบการณ์การเลือกปฏิบัติในวิกฤตโควิด-19]

– ข้อความฉุกเฉินของรัฐบาลเป็นภาษาเกาหลีเท่านั้น / ไม่สามารถหาหน้ากากได้อย่างอิสระ / และโรงพยาบาลไม่ได้ทำการรักษาทันทีเนื่องจากเป็นชาวต่างชาติ

– ถูกกล่าวหาว่าโควิด-19 เพิ่มขึ้นเพราะชาวต่างชาติ / ถูกกล่าวหาว่าชาวต่างชาติเป็นคนบาปที่แพร่กระจายโควิด-19 / เมื่อพบเห็นชาวต่างชาติก็ถูกคิดว่าเป็นผู้มีเชื้อและพยายามหลีกเลี่ยง / ชาวต่างชาติไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในร้านอาหาร

– เมื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะหากเป็นชาวต่างชาติจะไม่ได้นั่งแม้ว่าที่นั่งจะว่างก็ตาม / ต้องย้ายที่นั่ง / มองคนต่างชาติแปลก ๆ / ทำตัวห่าง ๆ เพราะเป็นคนต่างชาติ / มีมุมมองแปลกๆ เกี่ยวกับคนต่างชาติ / ประสบการณ์การปฏิบัติต่อชาวต่างชาติเช่นเชื้อโรค / คิดว่าเป็นภาระหรือไม่ต้องการเห็นชาวต่างชาติบนระบบขนส่งสาธารณะ

– ไม่ให้เกียรติชาวต่างชาติในที่สาธารณะ / หลีกเลี่ยงในที่สาธารณะ / แม้ว่าชาวต่างชาติจะถาม แต่ก็แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้ยิน / ไม่รับสาย / ไม่ช่วยพวกเขา / วิ่งหนี / กลัวต่างชาติ / ถูกเรียกว่าสกปรก / ประพฤติตัวแตกต่างในเฉพาะชาวต่างชาติ / เพิกเฉยหรือเยาะเย้ยชาวต่างชาติ

– ให้อิสระกับแรงงานเกาหลีแต่ห้ามไม่ให้คนงานต่างชาติออกจากหอพัก / คนเกาหลีทำงานโดยไม่มีหน้ากาก แต่ชาวต่างชาติไม่มีหน้ากากไม่ได้ และมักจะโดนไล่ให้ ‘ออกไป!’ ทุกครั้งที่ไม่สวมหน้ากาก

 

[สิ่งที่ต่างชาติอพยพต้องการขอจากรัฐบาลเกาหลี]

– การสนับสนุนหน้ากากและการรักษาพยาบาลฟรี

– การปฏิบัติที่เท่าเทียมกับชาวเกาหลี / นโยบายสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ / การสนับสนุนที่เท่าเทียมกันสำหรับชาวต่างชาติที่เสียภาษีและเป็นผู้บริโภค / การปฏิบัติที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

– ให้ข้อมูลโดยละเอียดสำหรับชาวต่างชาติ / ขยายชั้นเรียนภาษาเกาหลีออนไลน์

– ป้องกันไม่ให้บริษัทตัดเงินเดือนภายใต้ข้ออ้างวิกฤติโควิด-19 / กำหนดให้บริษัทจ่ายเงินเดือน 70% หากบริษัทไม่ได้ดำเนินงานเนื่องจากโควิด-19 / สนับสนุนการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

– เป็นเรื่องยากและมีราคาแพงสำหรับแรงงานข้ามชาติในการหาสถานที่แยกกักตัวในเมืองต่างๆ เช่น ตามพื้นที่ใกล้สถานที่ทำงานที่สุดท้าย / การรับประกันการย้ายสถานที่ทำงานอย่างเสรี

– มาตรการรับมือกับแรงงานข้ามชาติที่ตกงานเนื่องจากไม่สามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดได้เนื่องจากโควิด-19 หลังจากสิ้นสุดการพำนัก / ความช่วยเหลือทางการแพทย์สำหรับผู้ถือวีซ่าระยะสั้นที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดได้เนื่องจากโควิด-19

จากผลการสำรวจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีจะยังคงรวบรวมความคิดเห็นบนโฮมเพจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม 2020 เพื่อสำรวจแนวทางในการปรับปรุงสิทธิมนุษยชนของต่างชาติผู้ย้ายถิ่นฐาน

 

▼▼▼▼▼▼▼
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfLNpM5M3YiGp_HHBXIt4n–YEIzradj43FD2FDiycjlXveaw/viewform

 

1 ธ.ค. ต่างชาติในเกาหลี เตรียมรายงานรายได้ก่อนยื่นต่อวีซ่า

 

ตามกฎการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมืองมาตรา 47 และ 49-2 ชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะพำนักอยู่เพื่อทำงานจะต้องรายงานอาชีพและรายได้ต่อปีของตนต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ เวลาที่ยื่นขอขึ้นทะเบียนคนต่างชาติและ ขออนุญาตพำนักในเกาหลี

การรายงานรายได้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม

 

เมื่อไหร่ที่ต่างชาติจะต้องรายงานรายได้ต่อเจ้าหน้าที่ต.ม.

-เมื่อต้องการยื่นขอวีซ่า/ เมื่อต้องการขยายระยะเวลาการพำนัก (ต่อวีซ่า) / เมื่อต้องการเปลี่ยนประเภทวีซ่า/ และเมื่อต้องการย้ายงาน

นอกจากนี้ยังต้องรายงานหากรายได้มีการเปลี่ยนแปลงงานหรือรายได้ประจำปี

* ชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนไปแล้วจะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงงานหรือรายได้ของตน หลังจากการรายงาน ‘อาชีพและรายได้ประจำปี’ ครั้งแรก

* และจะต้องรายงานเฉพาะเมื่อรายได้ประจำปีมีการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

 

ต่อวีซ่า

 

[หัวข้อรายได้ต่อปี]

1. เป็นผู้ไม่มีรายได้

2. ผู้มีรายได้น้อยกว่า 10 ล้านวอนต่อปี

3. ผู้มีรายได้มากกว่า 10 ล้านวอนถึงน้อยกว่า 20 ล้านวอน

4. ผู้รายได้มีมากกว่า 20 ล้านวอนถึงน้อยกว่า 30 ล้านวอน

5. ผู้รายได้มีมากกว่า 30 ล้านวอนถึงน้อยกว่า 40 ล้านวอน

6. ผู้มีรายได้มากกว่า 40 ล้านวอนถึงน้อยกว่า 50 ล้านวอน

7. ผู้มีรายได้มากกว่า 50 ล้านวอนต่อปี

(*ตัวอย่างเช่น รายได้ต่อปี 2020 อยู่ที่ 28 ล้านวอน แต่ หากรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านวอนในปี 2021 เราจำเป็นจะต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงของรายได้ให้ทางต.ม. รับทราบ)

 

ประเภทของวีซ่าที่จำเป็นต้องรายงานรายได้ ได้แก่ D-7, D-8, D-9, E-1 ถึง E-9 และ E-10

เอกสารที่ต้องส่งเพิ่มเติม ได้แก่ “외국인 직업 및 연간 소득금액 신고서(แบบฟอร์มรายงานอาชีพของชาวต่างชาติและรายได้ประจำปี) และ 소득금액증명원(หนังสือรับรองรายได้), (D-7 ไม่ต้องยื่นเอกสาร)

แบบฟอร์ม ‘외국인 직업 및 연간 소득금액 신고서’ สามารถดาวน์โหลดได้จาก Hikorea และแบบฟอร์ม 소득금액증명원 สามารถออกได้ผ่าน HomeTex หรือสำนักงานสรรพากรใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม หากเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ D-7, D-8 หรือ D-9 และยังไม่มีรายได้ในเกาหลีเลย เมื่อต้องการยื่นเรื่องลงทะเบียนชาวต่างชาติ (ขอวีซ่า) เขา / เธอผู้นั้นจะต้องยื่นสัญญาจ้างงานแทนหนังสือรับรองเงินเดือน 소득금액증명원

 

ต่อวีซ่า

 

ในทางกลับกัน สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่จำเป็นต้องมีงานทำนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป

เช่น วีซ่าประเภท F-2, F-4, F-6 และ H-2

พวกเขาเหล่านี้จะต้องส่งเอกสาร “외국인 직업 및 연간 소득금액 신고서” และ หากพวกเขามีงานทำและมีรายได้ พวกเขาจะต้องส่ง “소득금액증명원” เพิ่มเติม

 

ต่อวีซ่า

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ลูกผีน้อยควรได้รับสถานะ

 

จำนวนชาวต่างชาติที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่กลายเป็นคนต่างชาติที่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ใน 3 ปี เนื่องจากพวกเขาเกิดจากพ่อแม่ที่เป็นคนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย

ตามข้อมูลที่โฆษกโซบย็องจอล(소병철의원) จากกระทรวงยุติธรรมส่งมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม มีการเผยจำนวนคนต่างชาติที่ผิดกฎหมายที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปีเพิ่มขึ้น 60.4% จากเดิม 5,279 ในปี 2017 เป็น 8,466 ในปี 2020

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนคนต่างชาติที่ผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 57.3 ในช่วงเวลาเดียวกัน

(251,041 คน ในปี 2017 → 394,897 คนในปี 2020)

 

ผีน้อย

 

หลังการพิจารณาพบว่าเด็กเหล่านั้นเกิดจากพ่อแม่ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมาย ซึ่งจะไม่รวมอยู่ในสถิติการเกิดในเกาหลี ดูเหมือนคนที่มีบุตรมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น

บย็องชอลจึงกล่าวว่า

“ตอนนี้มีปัญหาเที่ยวบินไม่สามารถบินกลับบ้านเกิดได้เพราะ COVID-19 คนต่างชาติผิดกฎหมายก็พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะจำนวนเด็กอพยพที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเพิ่มสูงขึ้นมาก”

“ในเดือนเมษายนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลียังแนะนำให้กระทรวงยุติธรรมหาทางให้สถานะกับเด็กอพยพที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักในระยะยาวโดยไม่มีเงื่อนไขแทนการบังคับให้พวกเขาออกจากประเทศ”

 

ผีน้อย

 

ในเวลานั้นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีชี้ให้เห็นถึงแนวทางของกระทรวงยุติธรรมในก่อนหน้านี้ว่า เด็กที่เกิดและเติบโตในหมู่พ่อแม่แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนที่พักอาศัยอยู่ในเกาหลี ควรถูกบังคับให้ออกจากประเทศโดยไม่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นใดๆจากพวกเขา

แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลี (NHRC) กลับคิดว่าเด็กที่อพยพที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักก็ควรได้รับการเคารพสิทธิในการแสวงหาความสุขและศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์

 

ผีน้อย

 

บย็องชอลจึงกล่าวว่า

“กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคิดปรับปรุงระบบปัจจุบันที่พ่อแม่อยู่อย่างผิดกฎหมายไม่ให้ส่งต่อไปยังลูก ๆ”

“เด็กที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักที่อาศัยอยู่ในเกาหลี ให้ช่วยคิดว่าที่นี่เป็นเสมือนประเทศของเขา และจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องเด็กๆเหล่านี้ด้วย”

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

หยุดชูซ็อกเงียบเหงา “ต่างชาติออกนอกโรงงานไม่ได้”

 

นายโรวัน (45) แรงงานชาวศรีลังกาที่ทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในอึมซ็อง, ชุงช็องบุกโด(충북 음성군) ต้องอยู่อย่างเหงาๆ ในช่วงเทศกาลชูซ็อก

เพราะไม่มีเที่ยวบินเรื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะไปร่วมงานศพของแม่ได้ซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

เขาอาศัยอยู่ในเกาหลีมาเป็นเวลากว่า 19 ปี แต่ปีนี้เขารู้สึกคิดถึงบ้านเกิดและครอบครัวมากยิ่งขึ้น

 

ชูซ็อก

 

นายโรวันกล่าวตอนให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวยอนฮับว่า

“ผมมีคำถามมากมายว่างานศพแม่ผมเป็นไปด้วยดีไหม หรือพ่อที่อยู่ตัวคนเดียวอยู่ดีหรือเปล่า”

“อยากเจออยากคุยกับเพื่อนสนิท แต่ก็ออกจากโรงงานไม่ได้เพราะสถานการณ์ COVID-19”

โดยปกติแล้วพวกเขาจะใช้เวลาช่วงวันหยุดเทศกาลชูซ็อกร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน แต่ในปีนี้ค่อนข้างลำบากเพราะมีกฎการเว้นระยะห่างทางสังคม

 

ชูซ็อก

 

นายราเบียนรี (40) แรงงานชาวบังกลาเทศซึ่งทำงานในโรงงานใกล้เคียงกล่าว

“ ปีที่แล้วเรารวมตัวกันที่บ้านเพื่อนๆ ไปทำอาหารบ้านๆทานเล่นกัน แต่มาปีนี้เราต้องทำรับประทานเพียงคนเดียวเพราะบริษัทสั่งห้ามไม่ให้เราออกไปข้างนอก ปีนี้ยิ่งทำให้ผมคิดถึงครอบครัวมากขึ้น”

“มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าเศร้ามาก แต่พอนึกถึงลูกชายขึ้นมาผมก็ไม่มีเวลามาเหงามากนักในช่วงวันหยุดเทศกาลชูซ็อก ผมได้ใช้เวลาในการอยู่คนเดียวศึกษา KIIP ระดับ 4 ในหอพักตามลำพัง”

เนื่องจาก COVID-19 กิจกรรมวันหยุดทั้งหมดของชาวต่างชาติได้ถูกยกเลิก ทำให้แรงงานข้ามชาติมีที่พึ่งพาทางใจน้อยลง

 

ชูซ็อก

 

เจ้าหน้าที่ศูนย์แรงงานข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนช็องจูกล่าว

“ ในช่วงวันหยุดเราเตรียมการแสดงของนักร้องต่างชาติที่ศูนย์ต่างชาติหรือชุมชนคนต่างชาติ แต่กิจกรรมทั้งหมดได้ถูกยกเลิกในปีนี้”

นอกจากนั้นยังมีเสียงบ่นว่ามีปัญหาเรื่องงานลดลง

นายสุมิตรแรงงานชาวศรีลังกากล่าว

“เพราะเหตุการณ์ COVID-19 สถานการณ์ทางธุรกิจของแต่ละบริษัทก็แย่ลงเรื่อย ๆ ค่าทำงานล่วงเวลา, ค่าเบี้ยเลี้ยงวันหยุดสุดสัปดาห์ ฯลฯ ถูกตัดออกหมด และเงินเดือนก็ลดลงเกือบ 1 ล้านวอน ผมล่ะรู้สึกเสียใจกับครอบครัวผมจริงๆ เพราะผมไม่อาจจะช่วยเหลือได้เท่าเดิม ขอโทษที่ผมรักษาสัญญาที่จะพบลูกชายในเทศกาลชูซ็อกไม่ได้ หรือแม้แต่เงินจะส่งกลับบ้านก็น้อยลง “

 

ชาวไทยในเกาหลีเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

 

ชูซ็อก

 

แบงค์ (29) ชาวไทยได้ให้สัมภาษณ์ “ฉันมีลูก 4 คน ฉันเองก็คิดถึงพวกเขามา ได้แต่โทรหาลูกๆ ทุกวัน”

 

ชูซ็อก

 

เซนต์ (30) ชาวไทยอีกคนเผย “ช่วงนี้ก็โคโรน่าอ่ะครับ ก็ไม่กล้าออกไป ก็จะมีอาจารย์คอยช่วยเหลือตลอด”

 

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

บทบังคับใช้สำหรับต่างชาติ “ต้องรายงานรายได้และอาชีพต่อต.ม.”

 

1. [รายงานการจ้างงาน – รายได้และอาชีพของชาวต่างชาติ]

 

รายงานรายได้

 

ตามมาตรา 47 และ 49-2 ของกฎการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมือง (출입국관리법시행규칙) ชาวต่างชาติที่ได้รับการจ้างงานหรือมีงานทำจะต้องรายงานอาชีพและรายได้ประจำปีของตนเองต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจะเป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

– ผู้ที่ต้องรายงาน: D-7, D-8, D-9, (E-1 – E-10), F-2, F-4, F-5, F-6, H-2

* ไม่รวม F-2-9 และ F-2-11

– สิ่งที่ต้องรายงาน: อาชีพและรายได้ต่อปี

– ช่วงเวลารายงาน: ทุกครั้งเมื่อลงทะเบียนชาวต่างชาติ

* กระบวนการรายงานอย่างละเอียดจะประกาศแยกต่างหากสำหรับชาวต่างชาติที่มีการลงทะเบียนไปแล้ว

– เอกสารที่ต้องนำส่ง: เอกสารที่แสดงถึงอาชีพและรายได้ประจำปี เช่น ใบรับรองการจ้างงาน (재직증명서), ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (사업자등록증), สัญญาจ้างแรงงาน (근로계약서), ใบรับรองเงินรายได้ (소득금액증명서) เป็นต้น

– ระยะเวลาเริ่มดำเนินการ: 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไป

 

2. [การรายงานการเข้ามาศึกษาของชาวต่างชาติ]

 

รายงานรายได้

 

(มาตรา 47 และ 49-2 กฎการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมือง (출입국관리법시행규칙))
นอกจากนี้ชาวต่างชาติทุกคนที่อายุระหว่าง 6 – 18 ปี ที่เข้ามาศึกษาในเกาหลีใต้จะต้องมีการรายงานว่าพวกเขาเข้าเรียนในโรงเรียนใดบ้าง

– หัวข้อรายงาน: ชาวต่างชาติที่อายุตั้งแต่ 6 – 18 ปี

– เรื่องที่ต้องรายงาน: รายงานว่าเป็นชาวต่างชาติที่เรียนในระดับใด ประถม, มัธยมต้น, หรือมัธยมปลาย

– เวลารายงานตัว : ① ทุกครั้งที่ลงทะเบียนในฐานะชาวต่างชาติและทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนที่พักอาศัย, ② ทุกครั้งที่เปลี่ยนโรงเรียน

* ตัวอย่างเช่น หากเป็นเด็กก่อนวัยเรียนได้มีการส่งไปโรงเรียนเตรียม หรือรอส่งไปโรงเรียนประถม- มัธยมต้นที่เดียว

– เอกสารที่ต้องใช้: เอกสารที่แสดงว่ากำลังเข้าเรียน เช่น ใบรับรองการลงทะเบียนเรียน (재학증명서)

– ระยะเวลาเริ่มดำเนินการ: 25 กันยายน 2563 เป็นต้นไป

 

อ่านเพิ่มเติมในแหล่งที่มาของข่าว : แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

ต่างชาติในเกาหลี เผยแผนวันหยุดชูซ็อกนี้

 

เทศกาลชูซ็อกในปีก่อนหน้านี้ต่างชาติส่วนใหญ่มักจะเดินทางกลับเยี่ยมเยือนบ้านเกิดแต่ในปีนี้เนื่องจาก COVID-19 ชาวต่างชาติก็ได้มีการเปลี่ยนแผนในวันหยุดชูซ็อกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อวันที่ 29 กันยายน มีการสำรวจจากทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งกรุงโซล (서울관광재단) และได้มีการยืนยันว่าชาวต่างชาติจำนวนมากต้องการใช้วันหยุดยาว โดยมีการใช้การสำรวจจากแผนวันหยุดช่วงเทศกาลชูซ็อกที่ถูกโพสต์บน Facebook และ Instagram โดย Global Seoul Mate (글로벌서울메이트)

จากการสำรวจชาวต่างชาติบางคนเปยว่าพวกเขาจะไปสัมผัสกับวัฒนธรรมเกาหลีแบบดั้งเดิม (36%) ร่วมกิจกรรมกลางแจ้งที่ห่างไกลจากสังคม (36%) และ ทำโชว์รับประทานอาหาร (25%) ซึ่งรวมถึงการรับประทานอาหารแบบดั้งเดิม

 

 

Instagram에서 이 게시물 보기

 

Catching the last warm weather moments at #bukchonhanokvillage . I am glad to enjoy it while it is still empty! ? These are the moments when I actually do like touristic places! Haha . . . . . . . #bukchon #bukchonhanokvillage #seoul #koreatravel #seoul #visitseoul #igseoul #hanokvillage #southkorea #MOFA #UnboxingKorea #KoreaAllimi #KoreanCulture #Korea #외국인 #외교부 #언박싱코리아 #대한민국알리미 #북촌한옥마을 #북촌 #서울여행 #서울 #좋아요 #서울풍경 #koreabyme #gsm2020 #globalseoulmate #visitseoul #sunsetinseoul #seoulview #seoulife

?????| ?????????? ?? ?????(@agata0710)님의 공유 게시물님,

 

ประสบการณ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มชาวต่างชาติที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของเกาหลี คือพระราชวังเคียงบกกุง (경복궁), หมู่บ้านฮันอกนัมซานกล(남산골한옥마을) และหมู่บ้านฮันอกบุคช็อน (북촌한옥마을)

นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะฮันกัง (한강공원) ซึ่งเป็นที่ๆ นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการเดินเล่นแบบชิคๆ คลํๆ หรือปิกนิกได้ เรียกได้ว่าได้รับความนิยมในฐานะสถานที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์และฝึกการเข้าสังคมได้ดี และอีกทั้งยังมีชาวต่างชาติหลายคนที่ต้องการเดินป่าหรือปีนเขาตามแนวกำแพงเมืองโซล ( 한양도성).

 

 

Instagram에서 이 게시물 보기

 

I am in love with the Ihwa mural village! It used to be one of the most popular tourist locations in the northern Seoul, but locals did not like big crowds coming in so they removed most of the murals in the village. . Not it is less popular, but still as beautiful! Locals are also being more open to visitors, as they are not overwhelmed anymore. . There are many cafes opening in the area these days as well (in addition to the already existing ones) . Can you see the Seoul fortress wall in the second plan too? . . . . . . . . #visitseoul #globalseoulmate #gsm2020 #seoulview #sunsetinseoul #seoullife #southkorea #igseoul #hyehwa #ihwamuralvillage #exploreseoul #seoulite #seoulcafes #서울 #사율일상 #서울여행 #이화벽화마을 #혜화동 #혜화 #한양도성 #lovekorea #imagineyourkorea #koreabyme #seoulstreets #seoulfortresswall #hanyangdoseong #seoulite #talktalkkorea2020 #talktalkkorea2020photo

?????| ?????????? ?? ?????(@agata0710)님의 공유 게시물님,

 

ชาวต่างชาติหลายคนเผยว่าพวกเขาจะวางแผน “กินโชว์ทัวร์ (먹방투어)” ทัวร์เพื่อกินอาหารเกาหลีตลอดช่วงเทศกาลวันหยุด หรือเพลิดเพลินกับอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิมในเทศกาลชูซ็อก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการโพสต์ผ่าน Facebook และ Instagram ถึงการจะหาซื้ออาหารในวันหยุดได้ง่ายๆในตลาดแบบดั้งเดิม เช่นตามตลาด ควังจัง (광장시장) และ ตลาดมังวอน(망원시장) รวมถึงการร่วมแบ่งปันการทำอาหาร เช่น การทำซงพย็อน(송편) หรือเนื้อ และผักเสียบไม้ (산적)

 

 

ลีฮเยจินหัวหน้าทีมการท่องเที่ยวจากองค์การการท่องเที่ยวโซลกล่าว

“ในอดีตชาวต่างชาติจะเดินทางไปประเทศบ้านเกิดหรือเดินทางไกลในช่วงวันหยุด แต่ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีถูกงดให้เดินทางกลับบ้านเนื่องจาก COVID-19 เช่นกัน”

“เราจะแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในโซลสามารถเพลิดเพลินกับเทศกาลชูซ็อกในรูปแบบต่างๆ”

 

 

ดังนั้นองค์การการท่องเที่ยวโซลจึงวางแผนที่จะโพสต์เนื้อหาไว้แนะนำชาวต่างชาติ โดยบรรณาธิการชาวต่างชาติจะโพสต์ผ่านเว็บไซต์ Visit Seoul (https://www.visitseoul.net) จะมีเนื้อหาของชูซ็อกต่างๆไว้ให้สำหรับชาวต่างชาติไว้ดูเป็นคู่มือผ่านช่อง Visit Seoul SNS

Global Seoul Mate เป็นทีมประชาสัมพันธ์ของกรุงโซลที่ตั้งมาเพื่อแนะนำกรุงโซลผ่านออนไลน์ โดยชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีที่ชอบใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือการเดินทางได้อย่างราบรื่น อย่างไรก็ตามในปีนี้มีชาวต่างชาติกว่า 648 คนสมัครเข้ามาใน Global Seoul Mate เพื่อเป็นผู้ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว แต่จะมีการคัดเลือกเพียง 130 คนจาก 54 ประเทศ โดยคิดอัตราการแข่งขันอยู่ที่ 5 ต่อ 1

 

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว