ชาวนาครวญ ค่าแรง 80,000-150,000 วอนต่อวัน…ก็ยังไม่พอ “ขืนยังจ้างผีน้อยคงได้เลิกทำการเกษตร”

โอ แจกอน (59)เกษตรกรเลี้ยงหมู 4,000 ตัวในจางซ็องกุน จอลลานัมโด (전남 장성군)

เขากล่าวว่า “เราจ้างแรงงานต่างชาติ4 คนเพื่อมาทำฟาร์มหมู แต่ 2 คนยังไม่ได้กลับเข้ามาในเกาหลีใต้อีกรอบ เนื่องจากวีซ่าของพวกเขาหมดอายุในเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว จริงๆแล้วก็ยังสามารถดำเนินการฟาร์มสุกรได้มากขึ้นเพราะขณะนี้แรงงานต่างชาติสองคนที่เหลือได้รับสิทธิ์ตามมาตรการขยายเวลาวีซ่าแล้ว แต่การขาดแคลนกำลังคนก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี”

ผีน้อย

เกษตรกรต้องเผชิญกับฤดูกาลทำนารอบที่ 3 หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้จะมีการเตรียมพร้อมสำหรับกำลังคน แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์เหล่านี้ที่ทางรัฐบาลเกาหลีได้ขยายเวลาวีซ่าสำหรับแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีชั่วคราวแล้ว พอมาฟังเสียงในพื้นที่ชนบทที่ดังขึ้นเรื่อยๆ กลับพบว่ายังจำเป็นต้องมีนโยบายพื้นฐานเพื่อประกันแรงงานต่างชาติอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม กระทรวงยุติธรรม (법무부) และกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ได้ตัดสินใจขยายระยะเวลากิจกรรมการจ้างงานสำหรับแรงงาน E-9 และ H-2 แรงงานที่ได้รับการขยายเวลาในครั้งแรกจะได้รับการขยายเวลาหนึ่งปี และผู้ที่ได้รับการขยายเวลาแล้วจะได้รับการขยายออกไปอีก 50 วัน

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชนบท ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรพยายามเพิ่มจำนวนแรงงานต่างชาติเข้ามาในประเทศมากกว่า

ผีน้อย

ทางด้านการเกษตรที่ต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นค่อนข้างจะต่างจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ซึ่งสามารถจัดส่งได้ตลอดทั้งปี สถานการณ์ของเกษตรกรที่ปลูกผักและผลไม้มีความเร่งด่วนเพราะฟาร์มเหล่านี้ต้องจ้างแรงงานต่างชาติตามฤดูกาลเป็นหลัก แต่แรงงานตามฤดูกาลจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาล่าช้า ส่งผลให้ตอนนี้พวกเขากำลังจ้างผู้อพยพผิดกฎหมายแทน

เนื่องจากไม่มีกำลังคน แรงงานต่างชาติจึงกำลังกำหนดค่าจ้างกันเอง ค่าจ้างรายวันของแรงงานต่างชาติ ซึ่งเดิมที 80,000 วอนก่อนเกิดโควิด-19 ตอนนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 130,000 วอน และเพิ่มถึง 150,000 วอนในทุกวันนี้

ดังนั้น เกษตรกรจึงโต้แย้งว่าควรทำให้แรงงานต่างชาติซึ่งปัจจุบันผิดกฎหมายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายซะ

แต่นั่นยังค่อนข้างยาก อันที่จริง กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทเองก็กำลังเตรียมที่จะดำเนินการโครงการนำร่องที่จะมีการจัดส่งแรงงานตามฤดูกาลสาธารณะ (แรงงานอาราไบท์อย่างถูกกฎหมาย) อยู่ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ผีน้อยได้รับอุบัติเหตุในที่ทำงานใครรับผิดชอบ?

พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มกราคมปีที่แล้ว หลายคนคิดว่านี่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่เป็นเช่นนั้น กฎหมายนี้ใช้กับสถานที่ทำงาน “ทุกที่” ที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

สน.ข่าว 로톡뉴스 ได้มีการรวบรวมข้อควรรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายนี้ไว้ เพจไทยกุกขอนำเสนอในภาษาไทยโดยย่อดังต่อไปนี้

กฎหมายว่าด้วย หากเกิดกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงในอุตสาหกรรมที่จัดจ้างงานแรงงานผิดกฎหมาย นายจ้างนั้นจำเป็นต้องรับผิดชอบ

เพื่อที่จะใช้พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงาน บุคคลที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจำต้องเป็น ‘พนักงาน/ลูกจ้าง’ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติการลงโทษจากอุบัติเหตุร้ายแรงกำหนดไว้ว่า ลูกจ้างนั่นหมายถึงลูกจ้างภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน และในวงกว้างกว่านั้นมีการนิยามไว้ว่า พนักงาน/ลูกจ้าง นั้นคือ บุคคลที่ได้รับการจัดจ้างในฐานะแรงงานโดยที่ไม่คำนึงถึงรูปแบบของสัญญาจัดจ้าง (มาตรา 2 ฉบับที่ 7)

ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้ที่เข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมายหรือผู้ที่พำนักอยู่โดยผิดกฎหมายซึ่งสถานภาพการพำนักหมดอายุไปแล้วยังจะได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการลงโทษภัยพิบัติร้ายแรงหรือไม่? สรุปคือ “ได้รับความคุ้มครอง”

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

ประการแรกที่สามารถสรุปถึงการได้รับความคุ้มครองนั้นคือแม้ว่าคุณจะพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย คุณก็ยังถูกพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีการคุ้มครองผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งในทางกลับกันเมื่อเราคำนึงประเภทของงานแล้วจะพบว่า บุคคลผู้ซึ่งได้รับการจัดหางานให้ทำเพื่อจุดประสงค์ด้านการรับค่าจ้างทั้งหมดนั้นถูกกำหนดให้ถือว่าเป็น คนงาน ทั้งสิ้นภายใต้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงาน (มาตรา 2 ข้อ 1)

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของศาลฎีกาที่ให้การสนับสนุนตรรกะเรื่องนี้เมื่อปี 2018 ศาลฎีกาได้ยอมรับว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ยอย่างผิดกฎหมายที่ได้รับบาดเจ็บขณะพยายามที่จะหลบเลี่ยงการปราบปรามของเจ้าหน้าที่และนั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเป็นคนงานในที่นั่นจริง (เพียงแต่ไม่มีวีซ่าพำนักอย่างถูกต้อง) และยังมีอีกกรณี เมื่อปี 2015 มีกฎออกมาว่า “คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายสามารถก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานในฐานะคนงานได้” และผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานถือว่าเป็นคนงานทั้งสิ้น และตามหลักการที่ว่านี้แล้ว พวกเขาถือว่าเป็นคนงานแม้จะอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายหรือย้ายถิ่นที่อยู่ก็ตามแต่

อุบัติเหตุในที่ทำงาน

ประการที่สอง พระราชบัญญัติการลงโทษจากอุบัติเหตุร้ายแรงมีผลบังคับใช้กับสถานที่ทำงานทั้งหมดที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ในกระบวนการนี้ การพักอาศัยอย่างผิดกฎหมายไม่ส่งผลต่อการตัดสินด้านมีหรือไม่มีพนักงานประจำ ทั้งนี้เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานกำหนดว่า ‘พนักงานที่ทำงานทุกคน (ไม่คำนึงถึงประเภทของการจ้างงาน) ถือว่าเป็นคนงานในที่ทำงานที่เกี่ยวข้องและรวมอยู่ในการคำนวณจำนวนพนักงานประจำ’

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวไว้ข้างต้นจึงได้ข้อสรุปว่า ถึงแม้จะเป็นแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายก็ยังได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติการลงโทษนายจ้างในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในที่ทำงาน

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

ควรให้สิทธิ์ ผีน้อย ได้เรียกร้อง “ค่าจ้างค้างจ่ายก่อนขับออกนอกประเทศ”

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าแรงงานที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย ( ผีน้อย ) มักหลีกเลี่ยงการรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรณีที่ตนเองได้รับความเสียหายด้านสิทธิมนุษยชน เพราะพวกเขาเกรงว่าตนจะถูกส่งตัวกลับประเทศหลังแจ้งรายงานความเสียหายที่ได้รับ

ผีน้อย

หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือแรงงานต่างชาติได้พยายามออกมาเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายสามารถอยู่ต่อภายในประเทศได้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม

ทนายความด้านแรงงาน จาง เฮ-จิน ซึ่งกำลังดำเนินการให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย และไม่ได้รับค่าจ้างจากนายจ้างมาพักใหญ่

ผีน้อย

เธอกล่าวว่าขณะที่ทำการรวบรวมข้อมูลกับลูกความซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย อยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปรากฏตัวขึ้นมาบริเวณหน้าประตู พร้อมควบคุมตัวลูกความของเธอ เธอมองว่าการทำเช่นนี้เป็นการทำเกินกว่าเหตุและเธอเองก็พยายามประท้วงกับสิ่งที่เธอเห็นต่อหน้า

“อย่างน้อยควรมีการแจ้งเข้ามาก่อนที่จะมีการควบคุมตัว” เธอตำหนิเจ้าหน้าที่เช่นนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามควบคุมตัวลูกความของเธอเข้าไปยังศูนย์กักกันชาวต่างชาติชั่วคราว ก่อนจะดำเนินการขับออกนอกประเทศ ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกความของเธอจะไม่สามารถยื่นเรื่องเรียกร้องขอค่าจ้างค้างจ่ายจากนายจ้างได้อีก

ผีน้อย

“ การทำเช่นนี้ (การบังคับให้ออกนอกประเทศ) จะทำให้ฝ่ายตุลาการตัดสินใจที่จะยอมรับความเสียหายได้ยาก เพราะไม่มีคำชี้แจงโดยตรงจากผู้เรียกร้องเนื่องจากพวกเขาถูกขับออกนอกประเทศ”

ในปัจจุบันจะมีเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงอาชญากรรมหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้นที่จะได้รับข้อยกเว้นไม่ถูกขับออกนอกประเทศ

“ ตามมาตรฐานสากลห้ามมิให้ดำเนินมาตรการที่เสียเปรียบกับแรงงานต่างชาติที่อยู่ในขั้นตอนการแก้ไขสิทธิของตนซึ่งหากมีการทำเช่นนั้นก็เท่ากับว่าแรงงานต่างชาติผู้นั้นได้สละสิทธิ์ในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม” ทนายโชยังควัน หนึ่งในทนายจากศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพย้ายถิ่นฐานกล่าว

ผีน้อย

ด้วยเหตุนี้ควรให้สิทธิ์ในการชะลอการขับออกนอกประเทศในกลุ่มแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายและยังไม่ได้รับค่าจ้างที่ค้างชำระจากนายจ้าง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมกลับมีความกังวลเกี่ยวกับการนำช่องโหว่ของการให้สิทธิ์นี้ ที่อาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและนั่นจะกลายเป็นการเพิ่มระยะเวลาพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายให้กับผู้ที่ได้สิทธิ์นั้นนานขึ้นไปอีก

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

รวบผีน้อยไทย 14 ราย คางานเลี้ยงฉลองวันเกิด

ตร.รวบผีน้อยชาวไทย 14 รายฐานส่งเสียงรบกวนขณะจัดงานเลี้ยงวันเกิดในห้องสตูดิโอ

นอกจากนั้นพวกเขายังละเมิดมาตรการกักกันโรคที่ “ห้ามการชุมนุมส่วนตัวเกิน 5 คน”

ผีน้อย

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม สถานีตำรวจมิชูฮอล (미추홀경찰서) จากสน.อินชอน (인천) กล่าวว่าได้รวบชายและหญิงชาวไทย 14 ราย รวมทั้งนายเอชาวไทยวัย 30 กว่าปีในข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมืองก่อนจะนำส่งให้กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง

จากการสืบสวนพบ นายเอ อาศัยอยู่ในเกาหลีเกินระยะเวลากำหนดพำนักและอยู่เป็นผีน้อยมาสักระยะ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม เวลาประมาณ 20:24 น. นายเอและเพื่อได้มีการรวมตัวเพื่อนๆภายในห้องพักสตูดิโอแห่งหนึ่งในมิลชูฮอล-กู, อินชอน (인천 미추홀구)

ผีน้อย

ก่อนจะมีเพื่อนบ้านที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงรอบแจ้งความเข้าไปยังตำรวจว่า “มีการรวมกลุ่มกันภายในห้องพักสตูดิโอและมีการส่งเสียงดังเกินไป”

ชาวไทยทั้งหมดภายในห้องจึงถูกรวบส่งทันทีหลังได้รับรายงานจากการให้การพบว่าพวกเขารวมตัวเพราะจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งกล่าวว่า “เนื่องจากนายเอและคนอื่นๆ ถูกระบุว่าเป็นผู้อยู่อาศัยที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย เราจึงต้องส่งมอบพวกเขาทั้งหมดให้กับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และได้มีการพิจารณาถึงกรณีการละเมิดกฎการกักกันโรค คาดว่าทั้งหมดจะต้องถูกปรับจากทางสำนักงานเขตเพิ่มเติมด้วย”

ผีน้อย

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

MOU 2 รบ. เกาหลี-ไทย ‘มุ่งจับกุมนายหน้าหางานผีน้อยทางโซเชี่ยล’

MOU ระหว่างรัฐบาลไทยช่วยให้รัฐบาลเกาหลีจับกุมนายหน้าจัดหางานผิดกฎหมายชาวไทยที่แอบโฆษณาชักชวนผู้คนผ่านโซเชี่ยลได้ง่ายขึ้น

นายหน้าหางาน

เจ้าหน้าที่รวบกลุ่มนายหน้าชาวไทยที่จัดหางานแลกค่านายหน้าจากแรงงานผีน้อยไทย 15 คนที่อยากเดินทางมาเกาหลี

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ทีมสืบสวนพิเศษตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโซล(이민특수조사대) ได้โพสต์โฆษณาตำแหน่งงานบนสื่อโซเชียล เพื่อจับกุมชาวไทยสองราย รวมทั้ง นายเอ ซึ่งเป็นนายหน้าจัดหาคนไทยที่ไม่มีวีซ่าทำงานเข้ามาทำงานโดยวิธีที่มิชอบด้วยกฎหมาย หลังการจับกุมได้มีการส่งตัวผู้กระทำผิดไปยังศาลทันที

นอกจากนี้ ผีน้อยชาวไทย 15 รายที่ไม่มีวีซ่าทำงาน ก็ถูกไล่ออกจากงานด้วย

ตามที่ทีมสอบสวนพิเศษตรวจคนเข้าเมืองเผย นายเอและคนอื่นๆ ในทีมพยายามโปรโมทตนเองในนามของแหล่งให้ “คำปรึกษาด้านการจ้างงาน” โดยใช้การรีวิวถึงความสำเร็จในการจ้างงานและรูปภาพการได้รับเงินเดือนมาโฆษณา

หากลูกค้าไม่พอใจงาน ก็มีการจัดหางานใหม่ให้ลูกค้า

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยด้วยว่ากลุ่มของนายเอได้กำหนด “กฎการจ้างงาน” เพื่อป้องกันไม่ให้สถานที่ๆจัดจ้างงานชาวไทยผิดกฎหมายต้องถูกปราบปราม หลังจากนั้นก็แจงเรื่องระยะเวลาทำงานขั้นต่ำและวิธีรับเงินเงินค่าจ้างหลังตากได้เข้าทำงาน ฝ

นายหน้าหางาน

จนถึงขณะนี้ การจับนายหน้าคนไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะรัฐบาลเกาหลีไม่ทราบข้อมูลบัญชี SNS ของนายหน้าไทย เป็นผลให้นายหน้าไทยสามารถโฆษณาการจ้างงานที่ผิดกฎหมายได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นกรณีแรกในการสืบพบนายหน้าชาวไทยผ่านการแชร์ข้อมูลระหว่างรัฐบาลเกาหลีและรัฐบาลไทย เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงแรงงานของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2019

ในขณะนั้น มีการรับรู้ร่วมกันว่าการเพิ่มขึ้นของคนไทยผิดกฎหมายในเกาหลีส่งผลกระทบในด้านลบต่อความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงข้อตกลงสละสิทธิ์วีซ่าระหว่างสองประเทศ ได้มีการลงนามใน MOU และมีการปรึกษากันมาแล้วกว่า 1 ปี

นับตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้อยู่อาศัยชาวไทยที่ผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเห็นของสาธารณชนในเกาหลีว่าต้องมีการระงับการให้สิทธิ์วีซ่าต่อชาวไทย

นายหน้าหางาน

ภายใต้ MOU มีการเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมของเกาหลีแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานจัดหางานที่ผิดกฎหมายและข้อมูลคนไทยที่อาศัยอยู่ในเกาหลีไปยังกระทรวงแรงงานของไทยในขณะที่กระทรวงแรงงานของไทยเองได้ตัดสินใจที่จะแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับคนไทยที่ต้องสงสัยว่าจะแอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายกับกระทรวงแรงงานยุติธรรมด้วยเช่นกัน

ในความเป็นจริง กระทรวงยุติธรรมได้รับข้อมูลบัญชี ผู้ใบช้างานโซเชียล 37 รายการจากกระทรวงแรงงานของประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ โดยบัญชีใช้งานนี้ได้มีการโพสต์โฆษณาการจ้างงานผ่านทางสื่อโซเชียล ส่งผลให้ทางด้านทีมสืบสวนพิเศษตรวจคนเข้าเมืองสามารถจับกุม นายเอ ผู้ซึ่งพำนักอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมายผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลทางสื่อโซเชียลได้ทันที

ทีมสืบสวนพิเศษตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า “กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงแรงงานของไทยสามารถตรวจพบนายหน้าหางานผีน้อยได้นั้นเป็นผลมาจากความร่วมมืออย่างรวดเร็ว โดยการแบ่งปันข้อมูลที่จำเป็น ต่อกันและกัน เราวางแผนที่จะเสริมสร้างความร่วมมือเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในอนาคตต่อไปเรื่อยๆ”

นายหน้าหางาน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ยอมรับต่างชาติ 91% ตามชนบทเป็นผีน้อย “ชี้กำลังเกิดปัญหาโก่งราคาตัวแรงงานผีน้อย”

ในปี 2021 พื้นที่ชนบทในเกาหลีใต้กำลังประสบปัญหา “ขาดแคลนกำลังคน” อย่างรุนแรง ในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นำไปสู่การขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรไม่พอใจจึงได้ออกมาเรียกร้องอย่างมากถึง “สถานการณ์ตอนนี้ที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ” เกษตรกรต้องมาแข่งขันกันเองเพื่อให้ได้กำลังคนเพิ่มขึ้น

แม้แต่แรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายที่ช่วยรักษาการขาดแคลนกำลังคนในพื้นที่ชนบทของเกาหลีก็ถึงขึ้นขาดแคลนอย่างหนัก

ผีน้อย

รายการ <시사기획 창> ที่ทางสถานี KBS ได้ถ่ายทอดรายการทีวีมีการวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่บ้านเกษตรกรรมและหมู่บ้านประมง ความเป็นจริงของปัญหาระบบนิเวศน์แรงงานที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ความเป็นจริงด้านการขาดแรงงานอพยพในหมู่บ้านเกษตรกรรมและหมู่บ้านประมงต้องพวกเขาต้องเผชิญอยู่ และนโยบายของรัฐบาลเกาหลีที่ละเลยพวกเขา

ไม่มีอุตสาหกรรมการเกษตร ปศุสัตว์ และประมงใดในเกาหลีที่ไม่มีชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนัก เกษตรกรและชาวประมงเผยว่า “ฉันรู้ว่าการจ้างแรงงานต่างชาติที่ไม่ขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ความจริงก็คือ การทำฟาร์มและการประมงโดยไม่พวกเขาตอนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ แม้รู้ว่าผิดกฎหมายแต่ก็ต้องทำ”

จากการสำรวจที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจชนบทของเกาหลี พบว่า 91% ของเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ที่จ้างแรงงานต่างชาติจัดจ้าง “แรงงานต่างชาติที่ไม่ขึ้นทะเบียนพำนัก” เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลเกาหลีกำลังพยายามจะเปลี่ยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้กับเกษตรกรและชาวประมง โดยไม่สนใจแหล่งทำการเกษตรและประมงว่าจะกลายเป็นพื้นที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ผีน้อย

ไม่ใช่ว่าจะไม่มีแรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่อย่างถูกกฎหมายอยู่ตามพื้นที่ชนบท แต่มีเพียงต่างชาติที่มาจากระบบอนุญาตจ้างงาน (E-9) 12% เท่านั้นที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานในอุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ นอกจากนี้ยังมีระบบงานตามฤดูกาล (E-8) ที่สามารถทำงานได้นานถึงแค่ 5 เดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนชาวต่างชาติขาเข้าลดลงอย่างมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และมื่อไม่นานมานี้แม้แต่แรงงาน E-9 ที่มีระยะเวลาการจ้างงานคงเหลือก็เพิ่งออกจากฟาร์มไป พวกเขาเลือกที่จะทำผิดกฎหมายมากกว่าเลือกทำงานในหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงที่มีสภาพการทำงานที่ไม่ดี และหลายคนก็มุ่งสู่อุตสาหกรรมการผลิตเป็นส่วนใหญ่

แรงงาน E-9 และ ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน พวกเขาไปหางานที่ไหนกัน? KBS ได้รับรายงานระหว่างที่อยู่ในกระบวนการรายงานข่าวว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองนาจู จอลลานัมโด (전남 나주) เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ว่ากันว่ามีชาวต่างชาติหลายสิบคนได้รับคัดเลือกจากที่นี่และมีการจัดส่งกำลังคนไปให้กับทางเกษตรกร จากนั้นก็มีการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราวซึ่งเป็นสถานที่ปลูกสร้างที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหลายแห่งถูกสร้างขึ้นในลักษณะของบ้านไวนิลเพื่อเป็นธุรกิจหอพัก และจากการตรวจสอบในสถานที่จริง พบว่าส่วนใหญ่เป็นความจริงตามคำกล่าว

รัฐบาลได้เตรียมแนวปฏิบัติเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกษตรกรใช้ที่พักอาคารชั่วคราวที่ผิดกฎหมายมาใช้เป็นที่พักอาศัยของแรงงานตั้งแต่มีเหตุการณ์แรงงานต่างชาติกัมพูชานามว่า “ซกแฮง 속헹” ที่ดับคาบ้านพักไวนิลในโพชอนจังหวัดคย็องกี (경기도 포천) แต่ก็ยังคงมีกิจกรรมที่ผิดกฎหมายแทรกซึมจุดบอดในการปราบปรามราวกับว่านโยบายการป้องกันนี้ไม่มีผลอะไรต่อนายหน้า

การจัดจ้างแรงงานต่างชาติผ่านสำนักงานจัดหาคนที่ไม่ได้รับอนุญาตได้พัฒนาไปสู่รูปแบบที่หลากหลายระดับระหว่างประเทศ ส่งผลให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นซึ่งเกษตรกรและชาวประมงไม่มีกำลังที่สามารถจ่ายได้ และในท้ายที่สุด “โครงสร้างการเอารัดเอาเปรียบ” ซึ่งมีเพียงนายหน้าเท่านั้นที่จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นก็เริ่มต้นขึ้น

ผีน้อย

ระบบอนุญาตการจัดจ้างงาน (EPS) ที่เรียกว่าระบบทาสยุคใหม่ ได้ส่งเสริมให้แรงงานต่างชาติลาออกตามพื้นที่ชนบท แรงงานในสถานประกอบการส่วนตัว (ที่ไม่ใช่องค์กร) ที่มีคนงานเกษตรกรรมและประมงน้อยกว่า 5 คนจะไม่จำเป็นต้องนำข้อบังคับเรื่องวันหยุดพักผ่อนที่กำหนดโดยพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานเข้ามาใช้ และไม่จำเป็นต้องได้รับการประกันอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมหรือแม้แต่ 대지급금 (ส่วนหนึ่งของค่าจ้างค้างจ่ายที่รัฐบาลจะช่วยเหลือในกรณีนายจ้างค้างชำระค่าจ้าง)

แม้แต่แรงงาน E-9 เองก็ยังได้รับการเลือกปฏิบัติระหว่างแรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรและการประมงและแรงงานอุตสาหกรรมการผลิต และความขัดแย้งและความเสียหายจากสิ่งนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังเกษตรกรและแรงงานต่างชาติ อันที่จริงรัฐบาลเกาหลีเป็นหน่วยงานที่จัดการจ้างงานชาวต่างชาติโดยเฉพาะแต่กลับเพิกเฉยต่อปัญหานี้ นี่คือเหตุผลที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเกาหลีเองนั่นแหละที่เป็น “นายหน้าจัดหางานได้ไม่ดีพอ”

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากปัญหาด้านกำลังคนในพื้นที่ชนบทไม่ได้รับการแก้ไข “วิกฤตบนโต๊ะอาหาร” ของชาวเกาหลีจะเกิดขึ้นภายในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ หากเกษตรกรและชาวประมงเลิกทำการเกษตรและจับปลาเนื่องจากขาดแรงงาน อาจส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมงพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผู้บริโภคได้ในที่สุด

จ็องอึนจ็อง นักสังคมวิทยาในชนบทกล่าวว่า “สำหรับการแข่งขันด้านแรงงานต่างชาตินั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น จีน และยุโรปเองก็กำลังแข่งขันกันเองเพื่อให้ได้มาเพื่อแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และการประมง”

ชาวเกาหลีที่ทำฟาร์มและจับปลาก็กำลังค่อยๆ หายไป เนื่องจากจำนวนประชากรของเกาหลีลดลงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “ก่อนที่จะสายเกินไป รัฐบาลควรยอมรับว่า อุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากชาวต่างชาติ และควรจะเริ่มปรับปรุงระบบและปรับปรุงเรื่องสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติในเร็ววัน”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

“รวบกลุ่มว้อยฟิชชิ่ง” ผีน้อยไทยเอี่ยวขับรถซ่อนราวเตอร์

ว้อยฟิชชิ่งหรือการหลอกลวงผ่านสายโทรศัพท์จากจีนมักจะมีเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย 070 และหลายครั้งที่พบเบอร์นี้ผู้คนในเกาหลีมักจะไม่กดรับสายเพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องเป็นกลุ่มนักต้มตุ๋นแน่นอน

ผีน้อย

แต่กลุ่มนักต้มตุ๋นเหล่านี้ทราบวิธีการเปลี่ยนเบอร์ 070 ให้เป็นเบอร์ปกติธรรมดาที่ผู้คนทั่วไปใช้งานกันนั่นคือเบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย 010 วิธีของพวกเขาคือมีการติดตั้ง ‘ราวเตอร์’ มากถึง 62 เครื่องทั่วประเทศและนำไปซ่อนตามที่ต่างๆ

ราวเตอร์บางตัวติดตั้งไว้ใต้เครื่องทำความร้อนบนหลังคาภายในอาคารและบ้างก็นำไปใส่ไว้ไห บางตัวถูกติดตั้งด้านหลังชั้นวางทีวีในโรงแรม

อุปกรณ์นี้ซึ่งดูเหมือนราวเตอร์วายฟายแต่จริงๆ แล้วเป็นเครื่องควบคุมและเปลี่ยนแปลงหมายเลขโทรศัพท์ที่กลุ่มนักต้มตุ๋นลักลอบนำเข้ามาจากประเทศจีน

ผีน้อย

เมื่อมีการต่อสายโทรผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตจากจีน เบอร์ที่ขึ้นต้นด้วย 070 จะผ่านเข้า ราวเตอร์นี้ และแปลงหมายเลขผู้โทรเป็นหมายเลขโทรศัพท์มือถือปกติที่เริ่มต้นด้วย 010

แต่กระบวนการนี้พบคนไทยเป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมในกรณีว้อยฟิชชิ่งนี้ด้วย

เข้าเป็นชาวไทยที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายหลีกเลี่ยงการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ด้วยการขับรถที่มีราวเตอร์ไปรอบๆ

ผีน้อยตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีผู้ได้รับผลกระทบจากกลุ่มว้อยฟิ่ชชิ่งแล้วกว่า 30 คน ตีมูลค่าเสียหานกว่า 500 ล้านวอน

ผู้ตกเป็นเหยื่อเข้าใจว่าเป็นเบอร์ 010 นั้นใช้งานปกติและผู้คนปกติโทรเข้าจึงเชื่อเช่นนั้น

ตำรวจรวบสมาชิกกลุ่มว้อยฟิชชิ่งได้ทั้งหมด 18 คนโดยคุมขังทันที 8 คน และกำลังออกค้นหา ราวเตอร์ตัวอื่นๆที่ถูกซ่อนเอาไว้อีก

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

นายจ้างกลุ้มหวั่นรับผิดชอบค่ารักษา แทนผีน้อยที่ได้รับผลข้างเคียงวัคซีน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายคิม ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานวัย 80 กว่าปีจากปูซานกำลังจะมีหนี้ก้อนโต

ผีน้อย

เนื่องจากนายคิมต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ นางเอ(42) ชาวไทยที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนแทนนางเอ ซึ่งเธอพำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในโรงงานของเขา

นางเอ ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โควิด-19 ไปเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลเกาหลีแนะให้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยไม่มีส่งผลเสียต่อการพำนัก อาทิ เช่น การปราบปรามและการส่งกลับประเทศ เป็นต้น เพียงแต่เป็นการจูงใจเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของ COVID-19

ต่อมา นางเอ ซึ่งได้รับวัคซีนแล้วมีอาการลิ่มเลือดอุดตันและต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน แต่เนื่องจากเธอเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน โรงพยาบาลจึงเรียกร้องหาผู้ค้ำประกันการรักษาในขณะนั้น

ผีน้อย

นายคิมอธิบายว่า “ตอนฉันได้ยินว่าชีวิตลูกจ้างฉันต้องตกอยู่ในอันตรายหากไม่ได้รับการผ่าตัดทันทีในกลางดึกวันนั้น ฉันก็รีบไปยังโรงพยาบาลและเป็นคนค้ำประกันจ่ายค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลให้ทันที”

ค่ารักษาพยาบาลหลังทำการรักษาเสร็จสิ้นอย่างปลอดภัยที่เรียกเก็บจากนางเอนั้นอยู่ที่ 73.9 ล้านวอน

และปัญหาก็ตามมา เนื่องจากเธอเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน จึงจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดด้วยตนเองเพราะไม่ได้ทำประกันสุขภาพ

สามีของเธอเองก็พยายามช่วยจ่ายเงินไปแล้ว 10 ล้านวอน แต่ยังเหลืออีก 60 ล้านวอนที่ยังคงค้างอยู่

โรงพยาบาลขอให้เธอผ่อนจ่ายค่ารักษาพยาบาลคืน 1.5 ล้านวอนต่อเดือน

ผีน้อย

นายคิมผู้เป็นนายจ้างจึงบ่นขึ้นมาทันทีว่า “อย่างนี้ถ้าคู่สามีภรรยาคู่นี้หนีกลับไทยไปฉันจะต้องชดใช้ค่าผ่าตัดที่เหลือทั้งหมดแทนเลยเหรอ”

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอธิบายว่า การจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลในกลุ่มชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนที่ได้รับผลข้างเคียงจากวัคซีนนั้นจะเป็นเช่นเดียวกับชาวเกาหลี ซึ่งจะสามารถยื่นเรื่องตรวจสอบความเสียหายเพื่อรับเงินชดเชยได้

อย่างไรก็ตาม ก็มีความกังวลจากฝั่งของนายจ้างถึงการลงโทษอื่นๆที่จะตามมาว่ามีหรือไม่ หากต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักไปยื่นเรื่องขอรับเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลจากการได้รับผลข้างเคียงวัคซีนจะเกิดเหตุการณ์ อาทิ เช่น การเนรเทศลูกจ้างในกรณีได้รับการยืนยันว่าเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน หรือไม่ นี่ก็ไม่มีใครรู้ได้

นายคิมกล่าวว่า “แม้แต่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเองก็ยังได้รับการฉีดวัคซีนแม้จะเข็มเดียวก็ตามแต่ พวกเขามีความคิดว่าฉีดไปเข็มเดียวก็จบ”

“แต่มันไม่จบหากมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น เป็นการยากสำหรับฉันที่จะขอให้ นางเอ ไปแจ้งรายงานกับภาครัฐว่าเธอได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน เพราะถ้าหากมีการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบไม่แน่เธออาจถูกส่งกลับบ้านเกิดระหว่างสอบสวนก็ได้ ใครจะรับผิดชอบกัน”

“แม้รัฐบาลจะเปิดเผยว่าแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสามารถนำเรื่องเข้ากระบวนการรับเงินชดเชยค่าเสียหายจากผลข้างเคียงของวัคซีนได้ แต่ภาครัฐก็ควรจะต้องเตรียมระบบการยื่นและการรับรองโดยละเอียดสำหรับผู้ที่กังวลว่าอาจจะกลายเป็นผู้เสียเปรียบหลังยื่นเรื่องขอเงินชดเชยค่าเสียหายคืน”

ผีน้อย ผีน้อย ผีน้อย

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

12 ต.ค.นี้ เริ่มเปิดสมัครใจกลับประเทศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อโควิดอย่างรวดเร็ว ทางด้านกระทรวงยุติธรรม (법무부) ได้วางแผนที่จะดำเนินการจูงใจชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายให้เข้าร่วมในการฉีดวัคซีน COVID-19 อย่างทั่วถึง

สมัครใจกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม กระทรวงยุติธรรมได้ประกาศว่าจะนำระบบเดินทางกลับโดยสมัครใจเข้ามาใช้กับผู้ที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายอีกครั้งโดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม – 31 ธันวาคมปีนี้

หากชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายที่ฉีดวัคซีนในเกาหลีเสร็จแล้ว เลือกที่จะเดินทางกลับโดยสมัครใจ ผู้นั้นจะได้รับการยกเว้นค่าปรับและไม่ถูกระงับเข้าประเทศเกาหลีอีกครั้ง

จนถึงขณะนี้ หากใครจะรายงานตัวกลับโดยสมัครใจนั้นมีค่าปรับสูงที่ 30 ล้านวอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการพำนักอย่างผิดกฎหมาย แต่ตั้งแต่ 12 ตุลาคมเป็นต้นไปจะให้สิทธิ์พิเศษตามที่กล่าวข้างต้นทันที

สมัครใจกลับประเทศ

เดิมที ระบบนี้นำมาใช้กับชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมาย พวกเขาต้องจ่ายค่าปรับถึงจะได้รับสิทธิ์ในการละเว้นจากการถูกระงับเข้าประเทศเกาหลี แต่หากไม่จ่ายค่าปรับก็จะยังคงถูกจำกัดไม่ให้กลับเข้าประเทศเกาหลีหรือติดแบล็คลิสท์เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ถึง 10 ปีขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการละเมิดกฎการเข้าพำนักในประเทศ

มาตรการจูงใจนี้จะดำเนินการเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคมเท่านั้น ผู้ใดที่ไม่ได้รับวัคซีนจะไม่ได้รับสิทธิ์ประโยชน์ในข้อนี้

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมกล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ว่า “จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันที่เป็นชาวต่างชาตินั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ เราจะให้สิทธิ์ประโยชน์นี้แก่ชาวต่างชาติที่พำนักอย่างผิดกฎหมายเพื่อจะได้เข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง”

สมัครใจกลับประเทศ

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

รวบคาบาร์แทกู 22 ราย “ผีน้อยไทย 3 รายไม่รอด”

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม สำนักงานตำรวจนครบาลแทกูตรวจพบสถานบันเทิงที่ละเมิดกฎการห้ามชุมนุมหรือรวมตัวกันเป็นการส่วนตัว เผยสถานบันเทิงจ้างผีน้อยหญิงชาวไทยด้วย

บาร์แทกู

ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐนครแทกู ได้บุกเข้าค้นสถานบันเทิงบริเวณชั้นใต้ดินชั้นหนึ่งในซูซ็องกู, แทกู (대구 수성구) เมื่อเวลาประมาณตี 01.00 น. ในวันที่ 6 ตุลาคม ผีน้อยหญิงไทย 3 คน และ ผู้ใช้บริการเป็นผู้ชาย 16 คน รวมทั้งพนักงานในสถานบันเทิง 3 คน ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ. ป้องกันโรคติดเชื้อ

ปกติแล้วตามคำสั่งทางปกครองโดยรวม สถานบันเทิงในแทกูจะต้องจำกัดเวลาให้บริการได้ไม่เกิน 22:00 น. (ปิดจนถึงตี 05.00 น.)

ในระหว่างเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้งัดประตูห้องลับภายในร้านพบเข้ากับผู้หญิงไทย 3 คนที่แอบอยู่ในนั้น ก่อนที่พวกเธอจะถูกส่งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

บาร์แทกู

อย่างไรก็ตามก่อนเข้าตรวจค้นนั้นสภถานบันเทิงแห่งนี้ได้พยายามหลีกเลี่ยงจากการปราบปรามโดยทำทีเป็นปิดไฟป้ายหน้าร้าน แต่แอบดำเนินการให้บริการผ่านประตูหลังร้าน

ตำรวจตัดสินว่าพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่เชื้อ COVID-19 เนื่องจากผู้ช่วยคาราโอเกะ (노래방 도우미) เดินทางไปๆมาๆ ตามสถานบันเทิงหลายต่อหลายแห่งเพื่อเอ็นเตอร์เทนลูกค้า และพวกเธอล้วนเป็นผีน้อยที่ได้รับการป้อนงานผ่านสำนักงาน 무등록 보도방 (เน้นให้บริการนอกสถานที่, ทำงานไม่เป็นหลักแหล่ง) และทางการแจงว่าจะมีการปราบปราม 무등록 보도방 และเรียกสอบเจ้าของกิจการกว่า 9 แห่งเพิ่มเติมอีกต่างหาก

บาร์แทกู

เจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งกล่าวว่า “แม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันจะแพร่กระจายไปเมื่อเร็วๆ นี้ในสถานบันเทิงในเมืองแทกู แต่สถานดูเหมือนว่าสถานบันเทิงบางแห่งจะไม่ได้ใส่ใจต่อการดำเนินการเลย อีกทั้งยังละเมิดคำสั่งทางปกครองอีกต่างหาก เราจึงจำเป็นต้องดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดภายในนครแทกูแห่งนี้”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว