ประธานมูลนิธิต.ม.ลั่น “ยุคโควิดผีน้อยควรได้ขึ้นทะเบียน”

 

“จนถึงขณะนี้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักมีเพียงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างการปราบปรามหรือกระตุ้นให้เกิดการเดินทางออกนอกประเทศโดยสมัครใจ แต่ในยุค COVID-19 ผมกลับคิดว่าเราไม่ควรปราบปรามพวกเขา แต่เปลี่ยนไปใช้การพำนักตามกฎหมายและดำเนินไปในทางที่จะได้รับประโยชน์ทั้งสังคมเกาหลีและชาวต่างชาติเห็นจะดีกว่า”

ผีน้อย

นายชเว ยัง-กิล (59) ประธานมูลนิธิบริการด้านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลี (Korea Immigration Service Foundation) เริ่มทำงานที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกิมโปในปี 2531 และทำงานกับผู้อพยพมานานกว่า 30 ปี

“การระบาดของ COVID-19 ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปีทำให้เกิดปัญหาการอพยพหลายอย่างงานแรกที่ต้องแก้ไขคือชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก”

“การขาดแรงงานต่างชาติ, สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ของชาวต่างชาติ, และผู้ขอลี้ภัยสะสม ควรได้รับการแก้ไข เนื่องจาก COVID-19 ทำให้สิ่งเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยต่อโลกภายนอก”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชเว ยัง-กิล ประธานคณะกรรมการกล่าวว่า งานแรกที่ต้องแก้ไขคือ ‘แรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก’

“ถ้าเราแก้ปัญหาการพักอาศัยของผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก ผมคิดว่าเราจะมีคำตอบสำหรับปัญหาอื่น ๆ”

ผีน้อย

จำนวนผู้อยู่อาศัยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักในปี 2563 อยู่ที่ 392,196 คนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในรอบ 4 ปี

“ซึ่งต่างจากชาวต่างชาติที่ถูกกฎหมาย ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักเหล่านี้เราจะไม่สามารถระบุความเคลื่อนไหวหรือถิ่นที่อยู่ของพวกเขาได้ รัฐบาลมีการแนะให้ไม่มีการปราบปรามชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักหากพวกเขาออกมาทำการตรวจหา COVID-19”

“แต่ก็ยังไม่วายที่พวกเขาจะต้องระมัดระวังตัว หรือไม่ก็เลือกที่จะเมินเฉยกับการแนะของทางรัฐ อีกทั้งการรับรู้ของชาวต่างชาติเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ถดถอยลงเรื่อยๆ เนื่องจากภาพลักษณ์ด้านลบของชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักทำให้วิตกกังวลเพิ่มขึ้น”

เขาหักล้างความคิดเห็นของประชาชนบางส่วนที่อยากจะให้มีการปราบปรามอย่างเต็มที่

ผีน้อย

“การปราบปรามเพิ่มความเข้มแข็งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาในช่วงเวลาที่เที่ยวบินน้อยลงไม่มีอิสระในการเข้าหรือออกจากประเทศ ศูนย์พักพิงต่างชาติที่เริ่มไม่เพียงพอที่จะสามารถรองรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักได้ทั้งหมด”

ประธานชเว ยัง-กิล กล่าวว่า “มันมีวิธีที่ทำได้จริงในการทำให้คนต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้เป็นผู้พำนักอย่างถูกกฎหมาย”

“แม้มันจะเป็นเรื่องยากที่จะให้คนทั้ง 400,000 คนได้สถานะเข้าพักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เราควรก็ควรมีการสนับสนุนให้มีผู้พำนักระยะสั้นโดยไม่ได้ลงทะเบียนพำนักให้อยู่ในเกาหลีอย่างถูกกฎหมายเสียที”

“นอกจากนี้การทำเช่นนั้นก็ยังจะส่งผลในเชิงบวกต่อการจัดการการกักกันและการแก้ไขปัญหาการขอผู้ลี้ภัย อีกทั้งยังเป็นแนวโน้มของโลกในการเปลี่ยนผู้อยู่อาศัยที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักให้เป็นผู้ที่ถูกกฎหมาย”

“จะได้รับการต้อนรับในพื้นที่ชนบทและศูนย์อุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานข้ามชาติ หากแรงงานอพยพมาตั้งถิ่นฐานอย่างปลอดภัยในเกาหลีก็จะเป็นผลดีสำหรับเกาหลีเช่นกัน”

“เราจะพิจารณามาตรการสนับสนุนต่างๆเพื่อช่วยให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการในสถานการณ์ COVID-19 และตั้งรกรากในสังคมเกาหลีต่อไป”

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

เสียงกังวลอย่าเลือกปฏิบัติ “ต่างชาติ ฉีดวัคซีน ไม่ถูกจับกลับ”

“ไวรัสไม่ได้เลือกปฏิบัติที่จะติดใครหรือไม่ติดใคร แต่ดูเหมือนว่าจะมีการเลือกปฏิบัติในเชิงนโยบายการกักกันวัคซีน ซึ่งเป็นสิ่งที่สิ้นหวังและสร้างความกังวลว่าการฉีดวัคซีนจะถูกผลักกลับไปที่อันดับหลัง”

เมื่อเริ่มฉีดวัคซีน COVID-19 ความคาดหวังในการฟื้นตัวของชีวิตประจำวันก็เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามแรงงานต่างชาติที่ถูกกีดกันจากมาตรการกักกันของรัฐบาลหลายครั้งรู้สึกกังวลแม้จะทราบข่าวการจัดหาวัคซีนแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ Udaya Rai ผู้นำสหภาพแรงงานต่างชาติกล่าวว่า
“เรายังไม่ได้ยินอะไรเกี่ยวกับแผนหรือคำสั่งในการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานต่างชาติเลย”

“เริ่มมีความกังวลมากมายรอบตัว เพราะเหมือนคิวของพวกเรากำลังจะถูกเลื่อนออกไป”

“แรงงานต่างชาติอาศัยอยู่ในสังคมเดียวกับชาวเกาหลีและมีการนำนโยบายกักกันของรัฐบาลมาใช้อย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด”

“เป็นเรื่องน่าเสียใจอยู่ไม่น้อยที่พวกเขามักถูกมองว่าเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน”

แรงงานต่างชาติถูกเลือกปฏิบัติหลายครั้งในนโยบายที่มีไว้รับมือ COVID-19 เมื่อตอนใช้ “นโยบายหน้ากาก” เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว แรงงานต่างชาติจำต้องแสดงบัตรประจำตัวชาวต่างชาติและบัตรประกันสุขภาพเพียงเพื่อซื้อหน้ากาก

ต่างจากชาวเกาหลีที่ขอเพียงบัตรประจำตัวประชาชนเพียงเท่านั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ยกเลิกกฎในการแสดงบัตรประกันสุขภาพ เนื่องจากการมีการประท้วงถึงการใช้เงื่อนไขที่ยากลำบากต่อชาวต่างชาติเพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตามชาวต่างชาติที่พำนักระยะสั้นและแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถที่จะสมัครประกันสุขภาพได้ และทั้งหมดได้รับการยกเว้นจากมาตรการการจัดซื้อหน้ากากอนามัยนี้

นอกจากนั้นแรงงานต่างชาติยังไม่รวมอยู่ในนโยบายเงินเยียวยาช่วยเหลือภัยพิบัติ เนื่องจากนโยบายสนับสนุนเงินเยียวยาโควิดของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นนั้นจำกัดเฉพาะผู้อยู่อาศัยอยู่ถาวร (F-5) และผู้ย้ายถิ่นฐานเพื่อแต่งงาน (F-6) ที่มีประกันสุขภาพในทะเบียนราษฎร์เท่านั้น (주민등록)

การต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นปัญหาหนึ่งที่แรงงานต่างชาติต้องเผชิญ

นาย A แรงงานชาวเนปาลที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักซึ่งอยู่ในเกาหลีมา 6 ปีแล้วกล่าว
“โดยปกติแล้วแรงงานต่างชาติมักจะอยู่รวมตัวกันในโรงงานและหอพักจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อแบบกลุ่ม”

“โรงงานบางแห่งขู่ว่าจะปิดกั้นไม่ให้แรงงานต่างชาติออกไปข้างนอกและจะไล่ออกหากพวกเขาออกไปข้างนอก”

เพื่อที่จะก้าวออกจากสถานการณ์นี้ การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญ แต่ นาย A กล่าวว่า เขายังลังเลเกี่ยวกับการจะเข้ารับการฉีดวัคซีนอยู่ เป็นเพราะความกลัวที่จะถูกบังคับให้ออกจากประเทศหลังจากถูกตรวจพบว่าเป็นชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนในระหว่างกระบวนการฉีดวัคซีน

“เพราะก่อนหน้านี้ระหว่างทางไปตรวจหา COVID-19 ก็มีกรณีเพื่อนชาวต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าถูกคนขับแท็กซี่แจ้งจับ ก่อนจะถูกบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ”

“เว้นแต่รัฐบาลจะรับรองว่าชาวต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าจะไม่ถูกบังคับให้ออกจากประเทศ การไปรับการฉีดวัคซีนจะเป็นเรื่องยาก”

“คนที่ไม่มีวีซ่าก็คนเหมือนกัน COVID-19 มันน่ากลัวนะ ไม่อยากให้ใครต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะเรา”

“เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ รัฐจึงควรที่จะฉีดวัคซีนโดยไม่เลือกปฏิบัติ”

Kim Dal-sung ผู้อำนวยการศูนย์แรงงานต่างชาติโพชอนกล่าว
“แรงงานต่างชาติมีอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการสื่อสารและยากที่จะสื่อสารซึ่งนี่เป็นอีกประเด็นทางสังคม”

“ชาวต่างชาติยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เนื่องจากแรงงานมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดี”

“นี่ไม่ใช่การร้องขอสิทธิพิเศษในการรักษา แต่เป็นเพียงการขออนุญาตให้มีการฉีดวัคซีนในเวลาเดียวกันกับบุคคลทั่วไปโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ”

“เราต้องการแผนการฉีดวัคซีนที่มีไว้ให้กับแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนประมาณ 400,000 คน”

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

สุดเศร้า ชาวนาเกาหลี โดนแกง

 

ในเกาหลีเมื่อฤดูการทำนาเริ่มต้นขึ้นพื้นที่ตามชนบทก็เริ่มขาดแคลนแรงงานมากขึ้น

เกษตรกรมักจ้างแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนัก (ผีน้อย) ผ่านบริษัทจัดหาแรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้รับหน้าที่จัดหางานอย่างถูกกฎหมาย หรือ เอเจนซี่ไร้ใบอนุญาต

ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งของกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอย่างถูกกฎหมายและเอเจนซี่ไร้ใบอนุญาตนั่นคือ พวกเขามักจะแอบหลบหนีหลังเกษตรกรโดนเอเจนซี่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดจ้างงานเบื้องต้นก่อนที่จะเริ่มงานเสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกษตรกรต่างก็เดือดร้อน และต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ

ชาวนาเกาหลี

บริษัทจัดหาแรงงานพยายามทำงานร่วมกับชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักหรือเหล่าผีน้อย โดยทำทีว่าขับรถตู้มาส่งแรงงานเข้างาน แต่กล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่ารถตู้ขับรถหลบหนีไปทั้งๆที่นำแรงงานกลับไปด้วย

พอบริษัทจัดหาแรงงานได้รับค่าแนะนำแรงงานจากเจ้าของฟาร์มเท่านั้น พวกเขาก็แอบขับรถพาแรงงานหนีไปทันที

แต่ก่อนที่จะหลบหนีพวกเขาแอบนำอาหารที่เจ้าของฟาร์มจัดเตรียมไว้สำหรับแรงงานต่างชาติไปด้วยพร้อมทั้งแอบลบเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในกล้องวงจรปิดบริเวณรอบๆ ฟาร์มออกไปด้วย

ปฏิกิริยาของเจ้าของฟาร์มต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสองชั่วโมงนั้นสร้างความกระวนกระวายใจและขุนเคืองยิ่งนัก

ชาวนาเกาหลี

[เกษตรกรผู้ประสบภัย]
“ค่าแนะนำแรงงานต่างชาติตั้ง 500,000 วอนแต่พวกเขากลับพากันหนีไปหลังได้เงิน อีกหลายต่อหลายฟาร์มก็โดนต้มเช่นกัน พวกเขาหลอกลวงผู้คนละแวกนี้ไปกว่า 10 ล้านวอนต่อเดือนได้”

นับตั้งแต่โควิด -19 แรงงานต่างชาติถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าเกาหลีใต้ทำให้หากำลังคนในพื้นที่ชนบทหาได้ยากขึ้น

กระทรวงการจ้างงานและแรงงานออกเตือนเจ้าของฟาร์มว่าหากจ้างชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนผ่าน บริษัทจัดหาแรงงานไร้ใบอนุญาตเนื่องจากไม่มีกำลังคนเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาเช่นนี้ตามมาได้

ในขณะเดียวกันตำรวจได้รับแจ้งความว่ามีกรณีความเสียหายที่คล้ายกันในคย็องบุกและกำลังตรงจสอบหาบริษัทจัดหาแรงงานไร้ใบอนุญาตนี้อยู่

ชาวนาเกาหลี

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

อดีตผีน้อยได้สัญชาติเกาหลี “ฮีโร่ช่วย 10 ชีวิต”

 

นายอาลี อดีตผีน้อยชาวคาซัคสถานที่ช่วยชีวิต 10 ชีวิตในเหตุการณ์ไฟไหม้ในยังยางกู, คังวอนโด (강원도 양양) นี่คือการรายงานสถานะล่าสุดของเขา

แม้ว่าเขาจะเป็นผีน้อยในเวลานั้น แต่ตอนนี้เขาเพิ่งได้รับสถานะการพำนักถาวร (F-5) และสามารถอาศัยอยู่ในเกาหลีได้อย่างถูกกฎหมาย เขาทำงานอย่างหนักด้วยความตั้งใจที่จะพาครอบครัวมาอยู่เกาหลี 3 ปีหลังจากนี้

ผีน้อย

อาลีกล่าว
“ตอนที่ผมได้รับสถานะพำนักถาวร … ผมถึงกับร้องไห้”

“ผมทำงานที่อินชอนตั้งแต่เดือนมกราคม และตอนนี้กำลังทำงานในโรงงานแห่งหนึ่งอยู่ ตอนผมมาเกาหลีใหม่ค่อนข้างจะลำบากแต่ตอนนี้ผมเริ่มโอเคแล้ว”

ผีน้อย

ถามเขาว่ารู้สึกกลัวไหมเห็นไฟไหม้ เขาตอบว่า:

“บางครั้งเพื่อนจากคาซัคสถานเขาก็ส่งวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นั่นมาให้ผมดู ในวิดีโอมีเหตุเพลิงไหม้ในรถและเหมือนมีคนติดอยู่ในนั้นรอความช่วยเหลืออยู่ แต่คนรอบข้างเอาแต่ถ่ายรูป”

“ตอนที่ผมตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันที่เกิดขึ้นในยังยาง ผมได้ยินเสียงผู้หญิง … ผมจำวิดีโอตอนนั้นได้ในสถานการณ์เช่นนั้นการกระทำขอทุกคนที่หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายเหตุการณ์มันไม่ได้จำเป็นที่ทุกคนจะต้องทำ ถ้าเป็นผมนะผมจะช่วยเหลือผู้อื่นแม้ว่าสถานการณ์นั้นจะมาถึงก็ตาม”

“ครอบครัวผมไม่รู้เรื่องราวหลังเหตุการณ์ผ่านไปได้ 1 เดือน ก่อนจะมารู้เพราะ อินเทอร์เน็ตและการออกรายการ ผมบอกพวกเขาไม่ได้เพราะไม่อยากให้ครอบครัวเป็นห่วง”

“แม่ผมร้องไห้และเอาแต่บอกว่า ‘ทำไมไม่บอกแม่’ ตอนนี้พวกเขาเรียกผมว่าสไปเดอร์แมน”

ผีน้อย

เขามีกำหนดจะไปเยือนคาซัคสถานในวันที่ 24 กุมภาพันธ์โดยที่ครอบครัวของเขาไม่รู้ล่วงหน้า

“ผมจะทำให้ครอบครัวประหลาดใจกับการเดินทางกลับไปเยี่ยม”

ในท้ายที่สุดอาลีกล่าวไว้ว่า

“การเสี่ยงกระโจนเข้ากองไฟมันไม่ได้เป็นอะไรหนักหนากับผมตัวนัก เพราะผมไม่ได้ทำอะไรมากมาย”

“อย่างไรเสียผมก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือผมหลังจากเหตุการณ์นั้นมากๆครับ”

ผีน้อยพุ่งเกือบ 20% ของต่างชาติทั่วเกาหลี

 

อัตราผู้พำนักอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฏหมาย (ผีน้อย) พุ่งสูงสุดในประวัติการณ์เกือบ 20% ของต่างชาติในเกาหลี

ตามที่มีการรายงานจากสนง.ตรวจคนเข้าเมืองเกาหลี เผยเมื่อวันที่ 17 ก.พ. มีการรายงานผลการสำรวจสถานะชาวต่างชาติในเกาหลีใต้เทียบกับปี 2019 พบว่ามีผู้อาศัยในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย 15.5% ของต่างชาติทั้งหมดในประเทศ และปี 2020 ยอดพุ่งขึ้นมาที่ 19.3% ซึ่งเพิ่มมา 3.8% ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผีน้อย

2016 มีต่างชาติพำนักอย่างผิดกฎหมาย 10.2% ของต่างชาติทั้งหมดในเกาหลี และยอดก็เพิ่มขึ้นทุกฟปี ในปี 2017 เพิ่มเป็น 11.5% , ปี 2018 เพิ่มเป็น 15% ซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยมาตามลำดับ

เมื่อปี 2020 มีแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายทั้งสิ้น 392,196 คน เทียบกับปี 2019 ที่มีผู้พำนักอย่างผิดกฎหมายอยู่ที่ 390,281 คน เมื่อปี 2016 เคยมีผู้พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายเพียงแค่ 208,000 คน แต่เพียงไม่กี่ปีผ่านไปยอดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

71.8% ของผู้พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายเป็นผู้ที่มีมาท่องเที่ยวแบบฟรีวีซ่า ซึ่งปัจจุบันยอดลดลง 3.9%

ผีน้อย

แต่ตอนนี้กลับมีปัญหาของผู้มีวีซ่าผันตัวเป็นผู้พำนักอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น 13.4% และยอดผู้มีวีซ่าแล้วโดดวีซ่านั้นมีจำนวน 100,000 กว่าคนซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ส่วนมากแล้วแรงงาน E9 ผันตัวเป็นผู้พำนักอย่างผิดกฎหมายจำนวน 7,875 คน เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนถึง 7 เท่า

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกล่าว
“ผู้พำนักเกินระยะเวลากำหนดเพิ่มขึ้นเพราะแรงงานหมดสัญญาว่าจ้างไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้เพราะสถานการณ์โควิด ทางการควรจะมีการเพิ่มระยะเวลาวีซ่าให้กับผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว เพื่อเป็นการลดปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมายในเกาหลี”

ผีน้อย

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ต.ม.ออกตรวจเข้ม แต่ไม่จับนะ!

 

กระทรวงยุติธรรมออกตรวจเข้มย่านที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการทำกิจกรรมใดๆที่เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบในช่วงกักกันโรค อาทิเช่น ห้ามรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน, ตรวจการสวมใส่หน้ากากของต่างชาติ

ต.ม.

เนื่องจากมีการกระจายของไวรัสโควิดกลายพันธุ์ตามย่านชุงจู, นาจู และกิมแฮ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องออกตรวจเข้ม นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่มีแผนออกตรวจตามร้านมาร์ทสำหรับชาติ, ร้านอาหารต่างชาติ, ผับต่างชาติ และเอเจนซี่หางานให้แรงงานต่างชาติทั่วประเทศ

ต.ม.

การปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงตรวจเข้มจะเป็นในส่วนของการเข้าไปให้ข้อมูลอธิบายกฎการเว้นระยะห่างทางสังคม, การสวมหน้ากากอนามัย และให้โปรชัวร์ข้อมูลการปฏิบัติตนให้ห่างไกลไวรัสโควิด-19

นอกจากนั้นยังมีการเน้นย้ำถึงการแนะนำให้ผีน้อยกล้าออกไปตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการจับกุมใดๆ โดยมีการเน้นย้ำผ่านการตีพิมพ์ในโปรชัวร์แนะนำไปด้วยว่าให้วางใจได้ทางกระทรวงยุติธรรมหรือเหล่า ต.ม. ที่ทุกคนเรียกจนคุ้นปากนั้นจะไม่มีการจับกุมใดๆ

ต.ม.

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะยังคงดำเนินการออกตรวจเข้มเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นอีกแรงช่วยให้สถานการณ์โควิดในปัจจุบันนี้ได้บรรเทาลง

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

17 องค์กรผู้ย้ายถิ่นเรียกร้อง “ยุคโควิดผีน้อยควรได้อยู่อย่างถูกกฎหมาย”

 

กลุ่มผู้อพยพเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมหารือเกี่ยวกับแนวทางที่จะอนุญาตให้แรงงานอพยพผิดกฎหมาย( ผีน้อย) สามารถอยู่ในประเทศได้อย่างถูกกฎหมายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 ด้วยและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

17 องค์กรผู้ย้ายถิ่นฐานได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 4 มกราคม ประกอบไปด้วยกลุ่ม JCMK (외국인이주노동운동 We), Wefriends Aid (한국이주민건강협회), ศูนย์ปกป้องสิทธิสตรีต่างชาติในเกาหลี (한국이주여성인권센터), สมาคมสิทธิมนุษยชนของคนงานต่างชาติ (외국인이주노동자인권을위한모임)

“เนื่องจากเที่ยวบินที่ถูกระงับเที่ยวเพราะโควิด-19 ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นผู้อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายเพราะไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้แม้จะสิ้นสุดการพำนักแล้วก็ตาม”

“มันอยู่เหนือการควบคุมแล้ว ดังนั้นเราต้องนำสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย”

“เคยมีการอนุมัติให้ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักอย่างถูกกฎหมายบางรายให้สามารถอยู่ได้ถูกกฎหมายในปี 2003 เพราะได้เปลี่ยนระบบฝึกงานอุตสาหกรรม (산업연수생제도) มาเป็นระบบอนุญาตการจ้างงาน (고용허가제)”

ผีน้อย

“นโยบายการกลับเข้าใหม่หลังจากออกเดินทางโดยสมัครใจเมื่อปีที่แล้วดูเหมือนจะไม่ได้ผล”

“และโควิด-19 ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี เจ้าของธุรกิจจำนวนมากบ่นเรื่องการขาดแคลนกำลังคนในหมู่บ้านเกษตรกรรมและแหล่งประมงมากขึ้นเรื่อยๆ “

“ในขณะเดียวกันนี้ ทางกระทรวงยุติธรรมก็ควรที่จะพิจารณาแนวทางที่จะอนุญาตให้ผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายได้อยู่ต่ออย่างถูกกฎหมาย และเพื่อจะแก้ปัญหาผู้อพยพผิดกฎหมายรวมไปถึงการกำจัดจุดบอดในการกักกันโรคอีกด้วย”

ผีน้อย

อย่างไรก็ตามจากสถิติ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2020 มีชาวต่างชาติกว่า 393,045 คน อาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ขณะนี้

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ประกาศแผนฉีดวัคซีนฟรี “ต่างชาติและผีน้อยก็มีสิทธิ์”

 

รัฐบาลเกาหลีลั่นจะฉีดวัคซีนให้กับชาวต่างชาติที่ลงทะเบียน (คนวี) และชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียน (ผีน้อย) ฟรี!

 

แผนฉีดวัคซีน

 

ช็องอึนคย็องหัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีเผยในการบรรยายสรุปเมื่อวันที่ 28 มกราคม

“สำหรับชาวต่างชาติที่ลงทะเบียนพำนักในเกาหลีอย่างถูกกฎหมายแล้วจะได้รับการฉีดวัคซีนเช่นเดียวกับชาวเกาหลี”

“ในกรณีของชาวต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย การฉีดวัคซีนจะดำเนินการหากเห็นว่าจำเป็น โดยจะคำนึงถึงสุขภาพคนทั้งประเทศและความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของ COVDI-19”

“ดังนั้น เราจึงจะมีคำสั่งให้มีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้แก่ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับชาวเกาหลี”

 

แผนฉีดวัคซีน

 

[แผนการฉีดวัคซีน]

 

[กุมภาพันธ์เป็นต้นไป]

50,000 คน: ฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลที่ให้รักษา COVID-19

 

[กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป]

500,000 คน: ฉีดให้เจ้าหน้าที่สถาบันการแพทย์, นักระบาดวิทยา

 

[พฤษภาคมเป็นต้นไป]

8.5 ล้านคน: บุคลากรในสถานพยาบาลผู้สูงอายุ, บุคลากรในสถานสงเคราะห์, พนักงานผู้ดูแลคนพิการ, ผู้พิการ, และคนจรจัดที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป, บุคลากรตามสถานพยาบาลและเจ้าหน้าที่เภสัชตามร้านขายยา

 

[กรกฎาคมเป็นต้นไป]

ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 19 – 64 ปี (รวมถึงชาวต่างชาติ)

 

แผนฉีดวัคซีน

 

ทางการได้มีแผนที่จะสร้าง “ภูมิคุ้มกันโดยรวม (70% ของประชาชน)” ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนโดยแต่ละคนไม่สามารถเลือกยี่ห้อวัคซีนได้

ในไตรมาสที่ 4 จะมีการฉีดวัคซีนซ้ำอีกรอบและมีการฉีดให้กับบุคคลที่ไม่ได้รับวัคซีน (เช่น ผู้ที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีนจะได้รับการฉีดวัคซีนในตอนท้าย)

รัฐบาลเกาหลีจะเปิดเผยข้อมูลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 코로나19 백신 및 예방접종(http://ncv.kdca.go.kr) และตั้งแต่เดือนเมษายนวันเวลาที่ต้องฉีดวัคซีน, สถานที่, และคำแนะนำต่างๆ จะมีการให้รายละเอียดไว้ในคู่มือ ‘국민비서서비스’ (จะเปิดเผยในเดือนเมษายน)

 

แผนฉีดวัคซีน

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ

 

กระทรวงยุติธรรมระบุว่ามีการเปิดรายงานตัวกลับโดยสมัครใจผ่านทางออนไลน์ (온라인자진출국신고) ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อลดการเคลื่อนไหวของชาวต่างชาติผิดกฎหมายที่ต้องการออกจากประเทศโดยสมัครใจ หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้

 

รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ

 

จนถึงขณะนี้ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้โดยสมัครใจก็ต่อเมื่อพวกเขาเดินทางไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 3 วันก่อนการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อทำการรายงานล่วงหน้าไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ลายนิ้วมือ, และการเช็คประวัติคดีความอื่น ๆ โดยในวันเดินทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสนามบินจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบว่าผู้ที่ต้องการเดินทางออกนั้นมีคดีติดตัวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในชุมชนท้องถิ่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมมีแผนที่จะใช้ระบบรายงานการเดินทางโดยสมัครใจมาเปิดใช้งานทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ HiKorea (www.hikorea.go.kr) เพื่อลดการเคลื่อนไหวของชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายที่ต้องการรายงานตัวกลับบ้านเกิด

 

[ขั้นตอนการสมัครใจเดินทางออกนอกประเทศผ่านช่องทางออนไลน์]

– ชาวต่างชาติที่ต้องการรายงานตัวกลับโดยสมัครใจผ่านทางออนไลน์จะสามารถลงทะเบียนข้อมูลส่วนบุคคล, วันที่ออกเดินทางสนามบิน, หมายเลขเที่ยวบินขาออกได้ที่เว็บไซต์ HIKOREA (www.hikorea.go.kr) และต้องดำเนินการภายใน 3 – 15 วันก่อนออกเดินทาง หลังจากนั้นต้องปริ้นส์เอกสารรายงานตัวกลับโดยสมัครใจออกมาประกอบด้วย (เฉพาะชาวต่างชาติที่จองเที่ยวบินเท่านั้นที่สามารถยื่นเรื่องออนไลน์ได้)

* ในส่วนของเอกสาร เช่น ผลการตรวจหาเชื้อโควิดผ่านระบบ PCR ที่กำหนดตามแต่ละประเทศบ้านเกิดหรือสายการบินก่อนที่จะออกเดินทางนั้น ควรเตรียมแยกต่างหาก

 

รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ

 

– ในวันเดินทางจะต้องเดินทางไปถึงสนามบินก่อนเวลาอย่างน้อย 4 ช.ม. เพื่อทำการยื่นเอกสารให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน โดยเอกสารที่ต้องยื่นมีดังนี้

– ใบรายงานตัวกลับโดยสมัครใจ

– พาสปอร์ต

– สำเนาตั๋วเครื่องบิน

หากตรวจสอบแล้วไม่มีคดีความใดๆ ก็จ่ายค่าปรับแล้วก็เดินทางออกนอกประเทศได้ทันที

 

– อย่างไรก็ตามจะมีบางกรณีที่จะไม่มีสิทธิ์ยื่นเรื่องสมัครใจเดินทางกลับผ่านทางออนไลน์ได้:

-ผู้ที่ปลอมแปลงหนังสือเดินทาง

-บุคคลที่ไม่ปรากฏชื่อ

-ผู้ลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย

-ผู้ที่ถูกลงโทษทางอาญา

-ผู้ที่หลบหนีโดยไม่ได้รับอนุญาตหลังจากเข้าสู่เชจูด้วยฟรีวีซ่า

ทั้งหมดนี้จะต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อรายงานตัวก่อนกลับล่วงหน้า

 

– นอกจากนี้หากผู้ใดที่มีปัญหาในระหว่างการรายงานทางตัวกลับโดยสมัครใจผ่านทางออนไลน์ล่วงหน้าก็สามารถแวะไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อทำการรายงานล่วงหน้าแทนได้เช่นกัน

 

รายงานตัวกลับโดยสมัครใจ

 

ในเดือนพฤศจิกายนกระทรวงยุติธรรมได้ใช้มาตรการเพื่อลดการเคลื่อนย้ายของชาวต่างชาติที่ลงทะเบียน (ผู้มีวีซ่าถูกกฎหมาย) โดยมีการขยายระยะเวลาพำนักโดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เนื่องจากรัฐบาลได้ยกระดับการเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 2

มาตรการนี้ยังมุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในภูมิภาค โดยการลดการเคลื่อนย้ายของชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลี

 

นอกจากนี้กระทรวงยุติธรรมยังมีกิจกรรม อาทิเช่น ดำเนินการสอบสวน, ตรวจสอบการกักกัน, และกิจกรรมแนะแนวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด -19 ไปยังสถานบริการชาวต่างชาติที่มีความเสี่ยงสูง

“เราวางแผนที่จะดำเนินการลาดตระเวนพิเศษและการตรวจสอบการกักกันโรคในพื้นที่ที่ชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ เช่น สถานบันเทิง (คลับผับ ฯลฯ ) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อโควิด-19 ที่เกิดจากการเข้าใช้บริการสถานบันเทิงโดยประมาทของชาวต่างชาติ”

 

ขอบคุณที่มาจาก: 법무부

ยุบคลินิกฟรีทุกที่ ผีน้อยป่วยช่วยลำบาก

 

ในกลุ่มแรงงานต่างชาติ, แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน, โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหากเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บพวกเขาเหล่านั้นมักจะไปที่คลินิกฟรีก่อนเพราะไม่สามารถไปโรงพยาบาลทั่วไปได้ นั่นก็เพราะว่าภาระค่ารักษาพยาบาลและอีกอย่างก็คือกลัวการปราบปรามจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

อย่างไรก็ตามหลังจากเหตุการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ถูกส่งไปรักษาที่อื่น เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะในการรักษาโควิด-19 และสถานีอนามัย (보건소) ก็ถูกระงับการให้การดูแลรักษาพยาบาลทั่วไป และมีการโฟกัสไปที่การใช้เป็นสถานที่เพื่อตรวจหา COVID-19

 

คลินิกฟรี

 

ในเดือนกรกฎาคม นายเอ(49) ผีน้อยชาวบังกลาเทศได้ตกอยู่ในอันตรายตามลำพังในหอพักที่โรงงานในเมืองนัมยางจู (남양주)

เจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนัมยางจูได้เดินทางไปยังที่พักของ นายเอ หลังได้ยินข่าวว่าเขาไม่ออกจากที่พักเป็นเวลาหลายวัน เมื่อปลดล็อคประตูเข้า สภาพห้องพักนั้นทำเอาเจ้าหน้าที่ตกใจ

ภายในห้องพบว่า นายเอ นั้นไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวันแล้วในห้องที่เต็มไปด้วยรา

เขามีอาการเนื้อตายบางส่วน เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมอักเสบ

ชื่อโรคที่พบกับเขานั้นเรียกว่า tuberculosis lymphadenopathy และ diabetes ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนัมยางจูจะเข้ามาพบเขานั้นได้มีการยืนยันแล้วว่า เขามีอาการช็อกหลายครั้ง เนื่องจากขาดสารอาหารและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง และเขาก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากพบช้ากว่านี้

 

ลียอง หัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือนัมยางจู (이영 남양주시 외국인복지센터장) กล่าวว่า

“ ด้วยเหตุที่คลินิกรับการรักษาฟรีนั้นได้ถูกปิดลงหลังพบการระบาดของโควิด-19 กลายเป็นว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะพบผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างเช่น นายเอ ได้รวดเร็วในตามภูมิภาคท้องถิ่นห่างไกลผู้คน”

“คลินิกฟรีได้ถูกระงับไปตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ดังนั้นผีน้อยหลายคนจึงไม่สามารถรับการรักษาพยาบาลได้ทุกที่”

“ตอนนี้ที่ทำได้คือเฉพาะเคสที่ฉุกเฉินเท่านั้นและไม่สามารถป้องกันไว้ล่วงหน้าได้ก่อนเกิดเคสฉุกเฉิน”

 

คลินิกฟรี

 

คลินิกฟรีที่ดำเนินการโดยสหภาพแรงงานแทกูซ็องซอ(대구 성서공단노동조합) เองก็ถูกระงับไปด้วยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม

ในเวลานั้นมีการโทรติดต่อจากแรงงานต่างชาติอย่างต่อเนื่องเพื่อขอให้ ชามินดา (차민다 성서노동조합부위원장) รองประธานสหภาพแรงงานเปิดใช้ศูนย์การรักษาพยาบาลฟรีต่อ

เนื่องจากเจ้าหน้าที่คลินิกฟรียังคงประสบปัญหาในการดำเนินการคลินิกฟรีภายใต้สถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้ บางคนก็โต้แย้งว่ารัฐบาลควรที่จะเตรียมแนวทางในการตอบสนองต่อโควิด-19 ตามคลินิกฟรีเหล่านี้ รวมทั้งควรสนับสนุนคลินิกฟรีต่อ

 

คลินิกฟรี

 

ชเวคยูจินประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (최규진 인도주의실현사협의회 인권위원장) อ้างว่า

“ผู้ดำเนินการคลินิกฟรีถูกบังคับให้ปิดตัวลง แม้ว่าพวกเขาจะตระหนักดีที่สุดถึงความเป็นจริงของช่องโหว่นี้ แต่เนื่องจากไม่มีข้อมูลและแนวทางแยกต่างหากจากหน่วยงานกักกันโรค”

 

นอกจากนี้ยังมีการระบุว่าพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ไม่มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการรักษาเสมือนคลินิกฟรีได้ เวลาเกิดปัญหาสุขภาพก็ไม่มีที่จะไป

 

คิมดงอึนศาสตราจารย์ ENT (김동은 계명대 동산병원 이비인후과 교수) กล่าว

“เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลเฉพาะสำหรับโควิด -19 ในอีกด้านกลุ่มเสี่ยงเองก็ยังคงประสบปัญหาในการเข้ารับการผ่าตัดและรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและรวมถึงการคลอดบุตร”

“ไม่มีโรงพยาบาลใดที่ผู้เปราะบางจะสามารถไปใช้บริการได้ ดังนั้นเราจึงหวังว่าประชาชนจะสามารถช่วยเหลือตรงจุดนี้ได้บ้าง”

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว