แม่ย่าปล่อยสะใภ้ไทยสู้มะเร็งลำพัง

 

เยริ (นามสมมุติ) เด็กน้อยสาววัย 10 ขวบ และน้องชายคนเล็กแอบใช้นิ้วมืออังบริเวณจมูกผู้เป็นแม่ที่กำลังนอนหลับอยู่เพื่อตรวจสอบว่าแม่ยังหายใจอยู่หรือไม่ เนื่องจากทั้งคู่ทราบว่าผู้เป็นแม่กำลังเผชิญกับอาการของมะเร็งเต้านมตามลำพังกับลูกน้อย 2 คน

 

“แม่ยังโอเคอยู่”

 

อีนา (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ลืมตาขึ้นบอกลูกๆทั้งสองว่าเธอยังสบายดี ลูกชายคนเล็กเป็นกังวลไม่อยากให้ผู้เป็นแม่จากไป

อีนา เธอเป็นสะใภ้ชาวไทยวัย 44 ปี เธอเดินทางเข้ามาเกาหลีเมื่อปี 2007 ก่อนจะพบรักเข้ากับสามีเกาหลีชาวแทกูเพียง 6 เดือนเท่านั้น ทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่การอยู่กันฉันท์สามีภรรยานั้นดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายของทั้งคู่ เพราะแม่สามีไม่ปลื้มลูกสะใภ้คนนี้นัก อีนาไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวสามีมาโดยตลอดแม้ภายหลังเธอจะมีลูกถึง 2 คนกับสามีก็ตาม เหตุผลที่เธอไม่ได้รับการยอมรับนั้นเป็นเพราะมาตรฐานลูกสะใภ้ของบ้านนี้ค่อนข้างสูง แต่อีนากลับไม่มีคุณสมบัติตามที่แม่สามีต้องการ

 

สะใภ้ไทย

 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นกับสามีของเธอที่ทำงานขับรถบรรทุก เขาได้รับอุบัติเหตุในที่ทำงานจนถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาตครึ่งซีกชั่วขณะ พี่สาวของสามีเธออาศัยช่วงเวลานั้นเข้ามาแทรกแซงครอบครัวของเธอ พี่สาวสามีได้นำเอกสารการยกผลประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตของน้องชาย (สามีอีนา) ให้กับสมาชิกในครอบครัว มาให้กับอีนาเซ็นยินยอม แต่ให้เหตุผลกับเธอไปว่านั่นเป็นเอกสารค่ารักษาพยาบาลทั้งที่ไม่ใช่ อีนาเองก็ยังไม่สามารถเข้าใจข้อความในเอกสารได้ เธอตกลงเซ็นยินยอมไปด้วยความไว้วางใจพี่สาวสามี

จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่สามีและพี่สาวสามีได้เริ่มขนของๆเธอและลูกออกมาทิ้งหน้าบ้านพร้อมกับไล่เธอออกจากบ้านไป เธอไม่เข้าใจว่าทำไมครอบครัวสามีถึงได้ทำเช่นนั้นกับเธอและลูก เธอพยายามโทรหาสามีและถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ แต่เหมือนโดนฟ้าผ่าลงจังๆ เมื่อสามีตอบกลับเธอว่า

 

“เธอและลูกต้องย้ายออกจากบ้านไป ช่วยดูแลลูกๆด้วย”

 

ไม่นานเธอก็ถึงบางอ้อเมื่อทราบว่าตัวเธอถูกใส่ร้ายจากพี่สาวสามีว่าเธอหอบเงินประกันชีวิตหนีออกจากบ้านพร้อมลูก นั่นจึงกลายเป็นสาเหตุให้เธอต้องตกระกำลำบากกับการเลี้ยงลูกสองคนมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตามลำพัง

 

สะใภ้ไทย

 

เธอออกมาใช้ชีวิตข้างนอกอยู่ห้องเช่าเท่ารูหนูกับลูกๆ สองคน และทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสียลูกทั้งๆ สองมากว่า 2 ปี จนกระทั่งเธอเก็บเงินพอจะขยับขยายบ้านพักให้ใหญ่พอ 3 คนแม่ลูก ต่อมาเธอมาทราบภายหลังจากใช้ร่างกายหาเงินจนโรคภัยรุมเร้า เธอพบว่าเธอเป็นโรคมะเร็งเต้านม เธอพยายามติดต่อสามีเพื่อขอความช่วยเหลือลูกๆบ้าง เพราะตัวเธอก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่เช่นเดิม แต่สามีที่กลายเป็นผู้พิการจากอุบัติเหตุครั้งนั้นปฏิเสธการช่วยเหลือ แม้กระทั่งเงินช่วยเหลือคนพิการจากรัฐกว่า 1.9 ล้านวอนต่อเดือนก็ไม่ต้องการเจียดมาช่วยเหลือดูแลลูกช่วยอีนา ท้ายสุดสามีก็ตัดสินใจยื่นเอกสารหย่ากับเธอ

อย่างไรก็ตามอีนาได้รับการช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวหลากวัฒนธรรมบางส่วน ในปัจจุบันนี้ เธอยังคงยืนยันว่าเธอยังอยากจะอยู่เกาหลีต่อ และอยากจะเห็นลูกๆเติบโตในเกาหลีต่อไป

 

สะใภ้ไทย

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ปิดวิท’ลัยในแทกูหลังเปิดได้แค่วันเดียว

 

พบการติดเชื้อในนักศึกษารายนึงในวิทยาลัยเกษตรในแทกู ซึ่งเปิดเรียนไปได้แค่วันเดียวทำให้นักศึกษาในชั้นปีที่ 3 ถูกส่งกลับบ้านทันที

ตามที่กระทรวงศึกษาธิการในแทกูได้ประกาศเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ให้มีการเปิดเรียนครั้งแรก แต่กลับพบนักเรียนที่ย้ายเข้ามาในหอพักนักศึกษารายนึงในวิทยาลัยเกษตรแทกู , ซูซ็องกู , แทกูติดเชื้อโควิด-19

 

แทกู

 

บ้านเขาอยู่ที่กูมี, คย็องซังบุคโด และเดินทางเข้ามายังหอพักนักศึกษาเมื่อบ่ายของวันที่ 19 พ.ค. พร้อมกับอาการติดเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อในวันถัดมาและผลตรวจก็ออกมาเป็น ‘บวก’ ในวันเดียวกัน

มีการรายงานเข้าไปยังชั้นเรียนของนักศึกษารายนี้ว่าพบการติดเชื้อก่อนที่เขาจะเดินทางเข้าชั้นเรียน

 

แทกู

 

จากการรับรายงานมาจากวิทยาลัยเผยว่ามีการกักกันโรคนักศึกษา 17 รายรวมผู้ติดเชื้อด้วย และส่งนักศึกษาวิทยาลัยปี 3 ทั้งหมด 94 คนกลับบ้าน

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวิทยาลัยปิดฆ่าเชื้อทันทีเป็นเวลา 2 วัน และทางวิทยาลัยได้เริ่มการเรียนการสอนออนไลน์อีกรอบ

สำนักศึกษาธิการในแทกูจะทำการตรวจหาเชื้อและจะติดตามผลนักศึกษาอีก 19 รายต่อไป

 

แทกู

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

น้ำใจล้นช่วยทารกไทยในแทกู

 

เรื่องราวที่น่าประทับใจของ 곽중호 ชาวเกาหลีที่เป็นล่ามภาษาไทย ได้เข้าช่วยเหลือลูกของคู่สามีภรรยาชาวไทยที่ติดเชื้ออีสุกอีใสในโรงพยาบาลที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติคย็องบุกในแทกูกำลังถูกพาดหัวข่าว

คู่สามีภรรยาชาวไทยที่ตั้งชื่อทารกว่า “지성(ชื่อเกาหลี)” ซึ่งทารกไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากขาดเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลจากการระบาดของโควิด-19 ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติคย็องบุก

ในขณะเดียวกันด้วยความช่วยเหลือจาก 곽중호 และโรงพยาบาลทำให้ทารกได้รับการรักษาในโรงพยาบาล จนหายเป็นปกติ คู่สามีภรรยาไทยถึงกลับหลั่งน้ำตาขอบคุณในครั้งนี้

 

ทารกไทย

 

ล่าม 곽중호 แสดงความยินดีกับการฟื้นตัวของทารกที่ดีขึ้นตามลำดับ

“ด้วยความช่วยเหลือจากทุกคนทารกน้อยจึงสามารถออกจากโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย ผมเองก็ดีใจที่ทารกหายดีแล้ว โลกทั้งโลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกับโควิด-19 แต่ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติคย็องบุกในแทกูที่ช่วยทารกน้อยคนนี้ไว้ได้”

“ผมทราบทันทีว่าเกาหลีนี้ประเทศที่มีความทันสมัยทางการแพทย์ที่สุดในโลกเลย คู่สามีภรรยาชาวไทยเองก็ถึงกลับหลั่งน้ำตาแห่งความดีใจต่อแพทย์และพยาบาล”

“และบิลค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ 6.54 ล้านวอน เราแทบจะไม่สามารถรับค่ารักษาพยาบาลนื้ได้ แต่ก็มีธารน้ำใจจากหลายที่ๆ ช่วยเราเข้ามา”

 

ทารกไทย

 

“คูมีซิติ้ฮอล์ (구미시청복지과) เองก็ได้สนับสนุนมา 3 ล้านวอน, 구미적십자 ก็สนับสนุนอีก 3 ล้านวอน และชาวไทยอีก 6 ล้านวอน”

“ยอดจากการบริจาครวมทั้งสิ้น 12 ล้านวอน ส่วนที่เหลืออีก 6 ล้านวอนนั้นมอบให้กับคู่รักชาวไทย “

“พ่อของ 지성 ก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ และแม่ของ 지성 เองเธอเผยว่า เธอโชคดีมากกับการได้รับการช่วยเหลือครั้งนี้ นั่นทำให้เธอสามารถดูแลลูกได้โดยไม่ต้องทำงานสักระยะนึงเลยทีเดียว”

 

ทารกไทย

 

“เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือคู่รักไทยนั้น รู้สึกขอบคุณรัฐบาลเกาหลีเป็นอย่างมาก”

มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากภายใต้สถานการณ์โควิด-19 แต่ก็มีอีกมุมที่ทำให้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันท่ามกลางความยากลำบากเช่นนี้

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ยอดผู้ป่วย 5,766 ราย แทกูเตรียมแจกหน้ากากต่างชาติ

 

1.[5 มี.ค. 2020 เวลา 00:00 น.]

 

ยอดผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อทั้งหมดในเกาหลีคือ 5,766 ราย

โดยยอดเพิ่มขึ้นจากวานนี้ 438 ราย

มีผู้เสียชีวิตแล้ว 35 ราย และ 88(▲) รายได้รับการรักษาหายขาดแล้ว

ปัจจุบันมียอดผู้ที่รอผลตรวจหาเชื้อโควิด 21,810(▼) ราย

และนี่ก็คือสถานะผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันในแต่ละภูมิภาคจากจำนวน 438 รายที่ได้รับการยืนยันมาใหม่

แทกู(daegu) 320 ราย, คย็องบุก(gyeongbuk) 87 ราย, คย็องกีโด(gyeonggi) 9 ราย, คย็องนัม(gyeongnam) 9 ราย, โซล(seoul) 4 ราย, ชุงนัม(chungnam) 4 ราย, คังวอน(gangwon) 2 ราย, ควังจู(gwangju) 1 ราย, แทจอน(daejeon) 1 ราย, ชุงบุก(chungbuk) 1 ราย, เชจู(Jeju) 1 ราย, ปูซาน(busan) -1 ราย

 

แทกู

*Kim Hye-joo เจ้าหน้าที่พยาบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักพร้อมทีมแพทย์ในแทกู… เธอสวมหน้ากากทำงานเป็นเวลานาน จนต้องปิดแผลบนจมูกของเธอ

 

 

2. [ความจริงไม่สำคัญ … ]

 

หัวข้อข่าวของสื่อเกาหลีแห่งนึงพยายามตีข่าวที่กำลังเป็นที่สนใจของคนไทยในปประเทศไทยตอนนี้ ใจความกล่าวในเชิงที่ว่า:

“เนื่องจากการแพร่กระจายของ COVID-19 ในเกาหลีชาวไทยที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายกำลังออกจากเกาหลีใต้โดยสมัครใจเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าเดินทางเอง”

แต่ในความเป็นจริงแล้วคือชาวไทยที่เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายกลุ่มนั้นได้สมัครใจเดินทางออกจากเกาหลีใต้โดยมีการจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยตัวเองต่างหาก

ซึ่งบริษัทสื่อนี้ส่อแววให้เห็นได้ชัดว่าให้ข่าวอันเป็นเท็จ

 

แทกู

 

ตามข่าวระบุว่าชาวต่างชาติไทยที่ผิดกฎหมายกำลังออกจากเกาหลีใต้อย่างสมัครใจเพราะพวกเขาไม่อยากจ่ายค่าเดินทางกลับด้วยตัวเอง

ข่าวดูเหมือนจะอ้างถึงบทความข่าวอื่น ๆ เช่นกัน

เพราะงั้นแอดมินจึงลำบากที่จะหาต้นตอของการปล่อยข่าวเท็จนี้ออกมาในกลุ่มชาวเกาหลี

ในบทความต้นฉบับอื่น ๆ ต่างก็ออกมาแสดงความคิดเห็นของชาวเกาหลี

 

(미****)

“เนื่องจากการแพร่กระจายของ COVID-19 ในเกาหลีคนไทยขอรายงานตัวกลับโดยสมัครใจ นั่นเพราะพวกเขาไม่อยากจะซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยตนเอง”

 

แทกู

 

และสื่อก็ออกมาเขียนข่าวราวกับว่าความคิดเห็นที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของประชาชนนั้นเป็นความจริง

ชาวเกาหลีที่ดูข่าวกำลังติติงเกี่ยวกับคนไทยเหล่านั้นที่นำเสนอข่าวโดยไม่ไตร่ตรอง

นี่ช่างเป็นสถานการณ์ที่ขมขื่นยิ่งนัก

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

 

3. [เมืองแทกูแจกหน้ากากให้ชาวต่างชาติ]

 

แทกู

 

ในเรื่องที่เกี่ยวกับความจริงที่ว่าไม่มีการแจกหน้ากากแจกฟรีให้กับชาวต่างชาติในเมืองแทกูนั้นส่งผลให้นายกเทศมนตรีของแทกูต้องออกมากล่าวว่า:

“เราจะส่งหน้ากากไปให้ชาวต่างชาติที่มีที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ในแทกู”

 

โชคดีที่ทางเมืองแทกูรับรู้ถึงข้อนี้ส่งผลให้มีการแจกจ่ายหน้ากากไปให้แรงงานต่างชาติ แม้มันจะดูช้าไปนิดก็ตาม

แต่นี่มันเป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนว่าเมืองแทกูนั้นไม่ได้นับรวมชาวต่างชาติไว้ในรายการสนับสนุนหน้ากากอนามัยตั้งแต่ต้น

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

 

4. [ซันบุกมย็อน, เมืองยอจูรับผิดชอบในการป้องกันครอบครัวหลายวัฒนธรรม]

 

แทกู

 

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม อำเภอซันบุกมย็อน ได้ไปเยี่ยมครอบครัวหลากวัฒนธรรม เพื่อทำงานด้านการกักกันและออกไปบอกกฎการป้องกันไวรัส COVID-19

เมื่อเดือนที่แล้ว อำเภอซันบุกมย็อนได้ไปเยี่ยมแรงงานต่างชาติหลายคนตามที่พักที่อยู่ในพื้นที่และส่งเสริมการป้องกันการติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

 

5. [นักเรียนมัธยม 7 คนในกวางจูบริจาคเงิน 1 ล้านให้กับแทกู]

 

แทกู

 

นักเรียนมัธยม 7 คนในกวางจูบริจาคเงินจำนวนหนึ่ง (세벳돈) ให้กับทางแทกู

 

นักเรียนมัธยมต้นผู้บริจาคเงินกล่าว

“ฉันรู้สึกเสียใจที่เห็นจำนวนผู้ได้รับการยืนยันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวัน เพื่อน ๆ กำลังมองหาวิธีที่จะช่วยเหลือซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เงินก้อนโต แต่ฉันต้องการช่วยเหลือชาวแทกู”

 

นักเรียนมัธยมคนอื่น ๆ ก็พูดเช่นกัน

“ นี่มันทำให้ฉันเสียใจที่ต้องมาเห็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ทำงานหนักและคนที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ บอกว่าพวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการหาหน้ากากอนามัย ดังนั้นเราจึงเพิกเฉยไม่ได้”

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว

ยอดผู้ป่วยโควิดพุ่งเพราะศาสนาเทียม

 

– ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในเกาหลีพุ่งมากกว่าประเทศไทย … รัฐบาลละอายกับการประกาศ ‘งดการเดินทางท่องเที่ยวไทย’ ก่อนหน้านี้

 

มีการรายงานยอดผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้น 13 รายในแทกูและคย็องซังบุกโด ทำให้มีผู้ป่วยในเกาหลีใต้ยอดสูงถึง 46 คน ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อในเกาหลีใต้ ซึ่งยอดนั้นสูงมากกว่าประเทศไทยที่ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เคยแนะนำให้ลดการเดินทาง

ยกเว้นประเทศจีนแล้ว ประเทศเกาหลีกลายเป็นประเทศที่พบการระบาดของโรคโควิด-19 มากเป็นที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกแล้ว

 

ผู้ป่วยโควิด

 

ญี่ปุ่นมี 615 ราย, สิงคโปร์ 81 ราย และฮ่องกง 60 ราย และตามมาด้วยเกาหลีใต้ 46 ราย

พื้นที่ลดการเดินทางที่ประกาศโดยสำนักงานสืบสวนอุบัติเหตุกลาง (중앙사고수습본부) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ คือ ประเทศไทย, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เวียดนามและไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม เกาหลีมียอดยืนยันมากกว่าไทย,ไต้หวัน, เวียดนามและมาเลเซีย

รัฐบาลเกาหลีเริ่มละอายกับสิ่งที่แจ้งประกาศไป

 

ผู้ป่วยโควิด

 

– โควิด-19 ระบาดในกลุ่มศาสนาเทียม

โบสถ์ซินชอนจิ (신천지교회) ถูกกำหนดให้เป็นศาสนาเทียมในเกาหลี ผู้นับถือซินชอนจิลังเลที่จะเปิดเผยตัวตนของพวกเขาต่อสาธารณะ

และในกลุ่มพวกเขาเองก็ยังเป็นข้อถกเถียงกัน เพราะไม่มีใครให้ความร่วมมือกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลี (질병관리본부) และพวกเขาก็กำลังตอบโต้ด้วยการโกหก

 

ผู้ป่วยโควิด

 

จากคำบอกกล่าวภายในของโบสถ์ชินชอนจิ

“มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับคริสตจักรชินชุนจีในแทกูในตอนนี้”

 

การแจ้งเตือนได้กระตุ้นให้ผู้นับถือโกหกเช่นนี้

“ฉันไม่ได้ไปนมัสการ เพราะฉันแค่ไปเล่นกับเพื่อน”

“เรามีการประชุมนอกโบสถ์”

 

ผู้ป่วยโควิด

 

ชินฮยอนวุก 구리이단상담소장 กล่าว

“ทางการได้เร่งใช้มาตรการพิเศษต่อผู้นับถือศาสนาเทียม แต่พวกเขาก็ไม่สนใจในความเสียหายที่จะเกิดต่อประชาชนทั่วไป เนื่องจากพวกเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรชินชอนจิที่มีผู้นำศาสนาชื่อ อีมันฮี (Lee Man-hee)”

คริสตจักรในชินชอนจิแดกูมีผู้นับถือ 8,000 คน พวกเขาได้รับการศึกษาเพิ่มเติมจากศูนย์ลับในองค์กร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้รัฐบาลเกาหลีรับมือกับโควิด-19 ได้อย่างทั่วถึงนั้น จึงจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดจากผู้ติดตามศาสนาเทียมนี้

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

แรงงานต่างชาติ รวมตัวประท้วงในแทกู

แรงงานต่างชาติ รวมตัวประท้วงในแทกู

แรงงานต่างชาติ

แรงงานต่างชาติ รวมตัวประท้วงในแทกู หวังให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเห็นใจ เปลี่ยนกฎสัญญาทาส หรือที่รู้จักกันในนาม ระบบอนุญาตให้จ้างงาน ให้เปลี่ยนมาเป็น ระบบอนุญาตให้ทำงาน จะดีกว่า

 

กลุ่มแรงงานอพยพในแทกู และ คย็องซังบุคโด ได้จัดแถลงต่อหน้าสำนักงานการจ้างงานและแรงงานแทกู ในเช้าวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา

Chaminda ชาวศรีลังกา (รองประธานสหภาพอุตสาหกรรมที่สูงซองเซ) กล่าว

“เรามาเกาหลีเพื่อหาเงิน แต่พวกเราไม่ใช่ทาส”

 

“ระบบใบอนุญาตการจ้างงาน ที่อนุญาตให้นายจ้างจ้างแรงงานต่างชาติได้นั้นมีแต่ปัญหามากมาย แรงงานต่างชาติจำต้องได้รับการอนุมัติจากนายจ้างก่อนการขอย้ายงานเสมอ และยังมีการกำหนดจำนวนการขอย้ายงานอีกต่างหาก ฉันมาที่เกาหลีก็เพื่อหาเงิน แต่ฉันไม่ใช่ทาส พวกเราควรได้รับเงินชดเชยหลังเกษียรเมื่อต้องเดินทางกลับประเทศ แถมตอนนี้นายจ้างยังมาหักค่าที่พักและอาหารเพิ่มเติมด้วยอีกทำให้เราโดนตัดเงินลดลงจากค่าแรงขั้นต่ำ จนพวกเราไม่ได้แม้แต่ค่าแรงขั้นต่ำ หากเราต้องการออกจากงานเพราะปัญหาเหล่านี้ เราก็จะกลายเป็นคนงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนทันที คนงานต่างชาติกำลังทำงานในเกาหลีอย่างหนักและเหนื่อยยาก ทั้งที่ประธานาธิบดีมูนแจอินกล่าวไว้ว่า ผู้คนควรมาเป็นอันดับแรก .. แรงงานต่างชาติก็คนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ? “

 

พวกเขายังประณามร่างกฎหมายที่สามารถนำมาใช้ลดค่าจ้างให้แรงงานข้ามชาติให้เหลือน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำอีกด้วย

Song Suk-joon จากพรรคจายูฮันกุกทัง (자유한국당) (คย็องกีโด, อิชอน) – ร่างกฎหมายให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะภาษาเกาหลีต่ำได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำ

Lee Wan-young ของอดีตสมาชิกพรรคจายูฮันกุกทัง (자유한국당) – ร่างกฎหมายอนุญาตให้แรงงานต่างชาติต้องโดนตัดค่าแรงขั้นต่ำลง 30 % เป็นเวลาหนึ่งปีหลังเดินทางเข้าประเทศ (และลดเงินเดือนลง 20% จากค่าจ้างขั้นต่ำ หลังทำงานได้สองปี)

 

แรงงานต่างชาติ

 

Kim Jung-gon ผู้อำนวยการศูนย์แรงงานอพยพคย็องซานกล่าว

“แรงงานข้ามชาติต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกละเมิดด้วยวาจา และการค้างค่าแรง หรือได้เงินเดือนที่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำและยังมีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อเลือกปฏิบัติต่อการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานอพยพดังกล่าว”

 

ชาวต่างชาติที่ทำงานในเกาหลีมานานจะเข้าใจว่า ระบบใบอนุญาตให้จ้างงาน เป็นระบบทาส

นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาต้องการ ระบบอนุญาตให้ทำงาน

ตัวอย่าง เช่น ชาวเกาหลีจะต้องได้รับใบอนุญาตทำงานเพื่อทำงานในประเทศไทย

คนเกาหลีที่ต้องการทำงานในประเทศไทยสามารถเลือกและเตรียมเพื่อเข้าบริษัทที่พวกเขาต้องการ

พวกเขาสามารถท้าทายความสามารถของพวกเขาตามที่ที่เขาสามารถทำได้ดี

นี่คือเหตุผลที่ควรนำ ระบบอนุญาตให้ทำงาน มาใช้ไม่ใช่ ระบบอนุญาตให้จ้างงาน

นี่คือความแตกต่างเล็กน้อย แต่มันสามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาได้มากกว่าปัจจุบันนี้

 

ขอบคุณที่มาจาก: แหล่งข่าว