แรงงาน E9 ควรรู้ก่อนเสียสิทธิ์! “ฟรีวีซ่า 1 ปี นายจ้างต้องต่อสัญญาด้วย”

แรงงาน E-9 ทราบหรือไม่? แม้คุณจะได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า แต่หากนายจ้างไม่ต่อสัญญาจ้างให้คุณก็อาจจะถูกขับออกนอกประเทศได้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสิทธิพลเมือง (국민권익위원회) ได้แสดงความเห็นต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า แม้ว่านายจ้างจะไม่ได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตการจ้างงานโดยไม่ทราบว่าระยะเวลาพำนักของแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่แรงงาน E-9 ก็ไม่ควรที่จะถูกขับออกนอกประเทศในช่วงวิกฤตจากสถานการณ์ COVID-19 เช่นนี้

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและสิทธิพลเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีขยายระยะเวลาอนุญาตให้มีการจ้างงานสำหรับแรงงาน E-9

แรงงาน

ดังนั้นทางด้านกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) จึงได้ขยายระยะเวลาพำนักของแรงงาน E-9 ตามพื้นที่ชนบทและบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมออกไปอีก 1 ปีโดยอัตโนมัติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนายจ้างที่จ้างแรงงานต่างชาติยังจำเป็นต้องยื่นขอขยายเวลาจ้างงานแยกต่างอีกหากด้วย เพื่อเป็นการขออนุญาตจัดการจ้างงานแรงงานต่างชาติต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เรียกได้ว่า นายจ้างที่จัดจ้างแรงงานต่างชาติคน E-9 กำลังประสบกับปัญหาความไม่สะดวกในการดำเนินการเป็นอย่างมากในเวลานี้

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

แรงงาน E-9 เข้าเกาหลีแล้วกว่า 20,000 คน “คาดภายในปีนี้นำเข้าต่างชาติกว่า 100,000 คน”

แรงงานต่างชาติกำลังกลับสู่อุตสาหกรรมการผลิต เกษตรกรรมและการประมงของเกาหลี และอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ยอดแรงงานต่างชาติ(E-9) ที่เข้าประเทศตั้งแต่มกราคมถึงปลายเมษายนนั้นมีกว่า 14,000 คน เรียกได้ว่ามีแรงงานต่างชาติเข้ามาเกิน 10,500 รายตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมปีที่แล้ว

แรงงาน

ตามรายงานของสหพันธ์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งเกาหลี (중소기업중앙회) และกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คาดว่าแรงงานต่างชาติ 14,000 คนจากประเทศไทย เนปาล กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย จะเข้ามาเกิน 20,000 คนโดย ปลายเดือนพฤษภาคม การนำเข้าแรงงานได้ฟื้นตัวถึงระดับก่อนที่จะเกิด COVID-19 แล้ว นอกจากนั้นจำนวนแรงงานต่างชาติที่เข้าประเทศในเดือนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 คน

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติที่เข้ามาในครั้งนี้ไม่ใช่แรงงานที่ต้องการในปีนี้ แต่เป็นแรงงานต่างชาติที่ตกค้างจากการไม่สามารถเข้าประเทศได้เนื่องจากโควิด-19 โดยมีแรงงานต่างชาติกว่า 41,000 คนที่เดินทางเข้าประเทศล่าช้า และจะนำเข้าแรงงานต่างชาติใหม่ในปีนี้อีกต่างหากกว่า 59,000 คน ดังนั้นในปีนี้จะมีแรงงานต่างชาติเข้าประเทศเกาหลีใต้จำนวนกว่า 100,000 คน

แรงงาน

นอกจากนี้คาดว่าอุปทานและอุปสงค์ของแรงงานต่างชาติจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ตามโรงงานฐานผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

แต่ถึงกระนั้นก็มีการให้ข้อมูลของตัวแทนของบริษัทแห่งหนึ่งในคย็องซังบุกโดที่กล่าวไว้ว่า
“เราจ้างผู้อพยพผิดกฎหมายกันนะ เพราะหากไม่มีพวกเขา โรงงานก็ไม่สามารถดำเนินการได้ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จ้างผู้อพยพผิดกฎหมายกันทั้งนั้น และรัฐบาลก็ไม่สามารถปราบปรามได้ เพราะรู้ว่าการปราบปรามพวกเขาเท่ากับเป็นการทำลายเศรษฐกิจในท้องถิ่น” เขากล่าว

แรงงาน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

E-9 มีเฮ ขยายวีซ่ากว่า 77,094 คน “ได้ฟรีวีซ่า 1 ปีแล้ว รับฟรีอีก 50 วัน”

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ได้ประกาศขยายระยะเวลาการจ้างงานสำหรับแรงงานต่างชาติ (E-9 และ H-2)

แรงงานต่างชาติที่ได้รับการขยายระยะเวลาจ้างงานในครั้งนี้ ได้แก่ แรงงานที่พำนักและการจ้างงานสิ้นสุดระหว่างวันที่ 13 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2022 (พ.ศ. 2565)

E-9

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติที่ได้รับการขยายเวลาหนึ่งปีแล้วนั้น จำกัดเฉพาะผู้ที่พำนักอยู่และกิจกรรมการจ้างงานสิ้นสุดระหว่างวันที่ 13 เมษายนถึง 30 มิถุนายน 2022 (พ.ศ. 2565)

* ในบรรดาแรงงานต่างชาติที่เคยได้รับการขยายเวลาหนึ่งปีก่อนหน้านี้ จะได้รับการขยายเวลาเพิ่มอีก 50 วัน (4 ปี 10 เดือน + 50 วัน + 1 ปี) ทั้งนี้ทั้งนั้นแรงงงานต่างชาติจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อเกิน 6 ปี

1. ขยายเวลาการจ้างงาน E-9 สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการขยายวีซ่าเลย (ผู้ที่ระยะเวลาการจ้างงานสิ้นสุดระหว่างวันที่ 13 เมษายน ถึง 31 ธันวาคม 2022) = จะได้รับการขยายวีซ่าออกไปเป็นเวลา 1 ปี

2. แรงงาน E-9 ที่เคยได้รับการขยายเวลา 1 ปีแล้ว (ระยะเวลาการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนถึง 30 มิถุนายน) = จะได้รับการขยายวีซ่าออกไปเป็นเวลา 50 วัน

3. แรงงาน E-9 ที่ได้รับการขยายวีซ่า 1 ปีมาแล้วและระยะเวลาการจ้างงานสิ้นสุดในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคมถึง 31 ธันวาคมจะไม่ได้รับการขยายระยะเวลาวีซ่ารอบนี้

4. แรงงาน E-9 ที่เคยได้รับการขยายวีซ่า 50 วันและการขยายเวลา 1 ปีก่อนหน้านี้ และอยู่มานานกว่า 6 ปีจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการขยายเวลา 50 วันในครั้งนี้

E-9

รัฐบาลเกาหลีจะขยายระยะเวลาวีซ่าโดยอัตโนมัติ ผู้ได้รับสิทธิ์ไม่ต้องยื่นคำร้องเพิ่มเติม

รัฐมนตรีกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน อัน คย็อง-ด็อก (고용노동부 장관 안경덕) กล่าวว่า “เราหวังว่าการขยายระยะเวลาการจ้างงานสำหรับแรงงานต่างชาติจะช่วยบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงหมู่บ้านเกษตรกรรมและประมงที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปาร์ค บอม-กเย(법무부 장관 박범계) กล่าวเสริม “โชคดีที่การขยายระยะเวลาวีซ่าซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่การผลิตและชนบทซึ่งได้มีการประสบปัญหาแรงงานเข้าและออกประเทศลำบาก อย่างไรก็ตาม เราจะพยายามออกวีซ่าให้แรงงานต่างชาติได้เดินทางเข้าประเทศโดยเร็ว”

E-9

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ให้แรงงานต่างชาติอยู่บ้านไวนิล… “ยังจะเพิ่มค่าที่พักอีก 50,000 วอน?”

ปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์สลดหลังพบแรงงานชาวกัมพูชาดับคาบ้านพักไวนิลเพราะเครื่องทำความอุ่นไม่สามารถใช้งานได้ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นจัด

ตั้งแต่นั้นมาทางรัฐบาลเกาหลีจึงได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการจัดจ้างแรงงาน EPS ตามสถานที่ทำงานที่นายจ้างชาวเกาหลีไม่ใส่ใจเรื่องการดูแลเรื่องที่พักอาศัยให้กับลูกจ้าง อาทิ นายจ้างที่จัดหาที่พักแบบบ้านโรงเรือนไวนิล หรือตู้คอนเทนเนอร์ แต่ใช่ว่านั่นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

แรงงานต่างชาติ

หญิงไทยรายหนึ่งก็อาศัยอยู่ในบ้านโรงเรือนไวนิลที่ห้องครัวเต็มไปด้วยคราบน้ำมันดำเครอะและเขื้อราเกาะ แถมประตูห้องน้ำรวมชายหญิงยังไม่มีกลอนล็อคห้องอีกต่างหาก

ลูกจ้างหญิงชาวไทยรายนี้เผยว่า “ในที่พักมีห้องน้ำอยู่ แต่ต้องแบ่งกันใช้ร่วมกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง แถมนายจ้างยังเมินเฉยบอกว่าไม่เป็นไรให้ใช้ไปก่อน”

แรงงานต่างชาติ

นอกจากนี้ขนาดของห้องก็เล็กเกินไป แต่เธอกลับต้องจ่ายค่าที่พักเดือนะ 250,000 วอนทุกเดือน

“นายจ้างยังบอกด้วยว่าอยากขะขึ้นค่าที่พักเป็น 300,000 วอนต่อเดือน”

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เธอจะพูดว่าเธอกำลังเสียเปรียบหรือไม่

แรงงานต่างชาติ

ในอีกกรณีก็พบว่ามีแรงงานกัมพูชาที่เพิ่งกลับเข้ามาในเกาหลีใต้ด้วยระบบ EPS แต่ยังต้องกลับมาใช้ชีวิตในบ้านไวนิลอีกครั้งบ้านที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา

แรงงานกัมพูชากล่าวว่า “มันอึดอัดมาก แต่ฉันอยู่ที่นี่มาสี่ปีแล้วก็เลยปรับตัวได้”

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไม่ควรจัดหาที่พักสำหรับแรงงาน EPS ที่กลับเข้ามาใหม่ให้ต้องมาอาศัยในบ้านไวนิล แต่ดูเหมือนว่าแรงงานต่างชาติจะเข้าเกาหลีได้ก็ต่อเมื่ออาศัยนายจ้างแจ้งลักษณะที่พักเท็จให้กับฝ่ายแรงงานเพียงเพื่อให้สามารถเข้ามาทำงานในเกาหลีได้

แรงงานต่างชาติที่เคยถูกทำให้เชื่องกับความยากลำบากก็ได้แต่ยิ้มรับว่าไม่เป็นไร

ศิษยาภิบาลคิมดัลซ็อง จากศูนย์ช่วยเหลือต่างชาติโพชอน กล่าวว่า “นี่ขนาดว่าเป็นสถานที่ทำงานที่กระทรวงการจ้างงานและแรงงานได้ทำการคัดเลือกแรงงานต่างชาติมาจากต่างประเทศ และจ้างพวกเขาอย่างถูกกฎหมาย แต่มาดูที่พักสิดูอนาถาเกินเยียวยาจริงๆ” เขากล่าว

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่พักของแรงงานข้ามชาติมีการเปลี่ยนแปลง แต่สถานที่ที่แรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่จริงนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามข้อบังคับใช้ดีอย่างที่ควรอยู่ดี

แรงงานต่างชาติ

 

ที่พักโรงเรือนไวนิลสำหรับต่างชาติ “ถังแก๊สและน้ำมันข้างบ้าน…เสี่ยงอัคคีภัย”

มีถังแก๊สและถังน้ำมันอยู่ติดกับที่พักบ้านไวนิลที่คนงานต่างชาติอาศัยอยู่ในโพชอน,คย็องกีโด(경기도 포천)

อัคคีภัย

ที่พักแห่งนี้เป็นที่พักที่แรงงานต่างชาติที่ต้องใช้พักช่วงหน้าหนาว ชาวนาใช้เป็นที่พักด้วยและเป็นโกดังสินค้าไปด้วย

ถังแก๊สนั้นจะจำเป็นในการใช้เพื่อประกอบอาหาร ส่วนถังน้ำมันก็มีไว้พร้อมสำหรับใช้งานเครื่องจักรการเกษตร

ที่พักของแรงงานต่างชาติอื่น ๆ ก็มักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

ในฤดูหนาว เมื่อไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มักเกิดเพลิงไหม้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่จากถังแก๊สและถังน้ำมันที่อยู่ใกล้ๆกัน

อัคคีภัย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่พักแบบตู้คอนเทนเนอร์และโรงเรือนไวนิลมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้สูง ซึ่งนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงหากมีไฟไหม้ อันที่จริง มีผู้เสียชีวิต 5 รายจากเหตุไฟไหม้บ้านไวนิลซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของต่างชาติทางตอนเหนือของคย็องกีโดในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงเรือนไวนิลที่ใช้เป็นที่พักโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่นเป็นอาคารปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความปลอดภัยเพื่อป้องกันอัคคีภัย

[Kim Dal-seong / บาทหลวงจากศูนย์ช่วยเหลือต่างชาติในโพชอน]
“สิ่งอำนวยความสะดวกในการดับเพลิงหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการป้องกันอัคคีภัยนั้นไม่ดีเอาเสียเลย ในบางกรณีแค่แรงงานต่างชาติจะเผาขยะไฟก็พลันจะลุกไหม้ได้ง่ายไปหมด”

อัคคีภัย

ในปีนี้ กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ได้สั่งห้ามไม่ให้จัดหาบ้านไวนิลเป็นที่พักอาศัยแก่ชาวต่างชาติ และอาคารที่ผิดกฎหมายในพื้นที่เกษตรกรรมจะต้องถูกรื้อถอนหากถูกจับได้ หลังจากมีช่วงระยะเวลาแนะนำมาสักระยะแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกษตรกรจะได้รับคำสั่งให้รื้อถอนที่พักของตน ก็ไม่ง่ายสำหรับแรงงานต่างชาติที่มีรายได้ไม่เพียงพอในการหาที่พักอื่น

แต่แรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบ้านไวนิลกลับกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ค่าเช่าเดือนละ 120,000 วอนเอง”

อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในบ้านไวนิลที่เสี่ยงต่อการถูกไฟไหม้ก็ยังคงตกอยู่ในอันตรายในฤดูหนาวนี้เช่นกัน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เกษตรกรเกาหลีรวมตัวประท้วง ‘ลั่นศูนย์ช่วยเหลือต่างชาติล้ำเส้น’

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา เกิดการรวมตัวประท้วงของชาวนาเกาหลีบริเวณหน้าสถานีตำรวจมิลยาง (밀양경찰서)

เกษตรกรเกาหลี

เกษตรกรที่จ้างชาวต่างชาติทำงานให้ได้เรียกร้องในทางกฎหมาย โดยกล่าวว่ากลุ่มสนับสนุนแรงงานต่างชาติตำหนิชาวนาที่ดีว่าพวกเขาเป็น “악덕사장 (นายจ้างที่ชั่วร้าย)” และ “갑질 (มักใช้อำนาจในทางที่ผิด) 업주” ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

สมาชิกของสหพันธ์ 농업외국인고용주연합회 ในมิลยาง, คย็องซังนัมโด (경남 밀양시) เข้ายื่นเรื่องแจ้งความยังสถานตำรวจมิลยางโดยกล่าวอ้างว่าหัวหน้าองค์กรสนับสนุนชาวต่างชาติละเมิดพระราชบัญญัติอัยการสูงสุด, สนับสนุนต่างชาติให้มีการแบล็กเมล์, และมีการข่มขู่เกษตรกร

พื้นที่เกษตรในมิลยางเป็นสถานที่ปลูกพืชไร่มากมาย เช่น ใบงาเกาหลี (깻잎) พริก (고추) สตรอเบอร์รี่ (딸기) และมะเขือเทศ (토마토)

เกษตรกรเกาหลี

และมีฟาร์มมากกว่า 500 แห่งในมิลยาง ซึ่งมีการจัดจ้างชาวต่างชาติ และพวกเขาก็เป็นสมาชิกประจำของสหพันธ์นี้

สหพันธ์ฯ ย้ำว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ในมิลยาง ซึ่งจ้างชาวต่างชาติ ลงนามในสัญญาจ้างแรงงานกับคนต่างชาติที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย และจ้างงานพวกเขา 8 ชั่วโมงต่อวัน ตามค่าแรงขั้นต่ำ

อย่างไรก็ตาม สหพันธ์อ้างว่าตัวแทนขององค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติพยายามจะขยายประเด็นการจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรมในบางฟาร์ม และกล่าวโทษพวกเขาว่าเกษตรกรเป็นนายจ้างที่ไม่ดี โดยให้คนงานต่างชาติแอบทำบันทึกการสนทนากับเกษตรกรทั้งถ่ายรูปและอัดคลิปวิดีโอเป็นหลักฐาน

สหพันธ์ฯ ยังชี้อีกว่าตัวแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติได้ปลอมตัวเป็นล่ามและพยายามบรรลุข้อตกลงกับเกษตรกรแทนแรงงานต่างชาติ (ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. อัยการ) หรือบ้างก็มีการสั่งให้แบล็กเมล์และข่มขู่ให้เกษตรกรโอนเงินก้อนโตระหว่างกระบวนการทำข้อตกลงแทนแรงงานต่างชาติ

เกษตรกรเกาหลี

ในทางตรงกันข้าม สหพันธ์ฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่าได้มีข้อกังวลมากมายว่าเกษตรกรดีๆ อาจจะไม่สามารถรับมือกับแรงงานต่างชาติที่เล่นแง่เช่นนี้ได้ อาทิ แรงงานต่างชาติเลือกทำผิดเงื่อนไขสัญญาจ้าง, การหยุดงานประท้วง, การลางานบ้อยครั้ง, และหลบหนีกลางดึก

เจ้าหน้าที่จากสหพันธ์อ้างว่า “มีเกษตรกรที่กำลังทุกข์ทรมานจากองค์กรสนับสนุนจากต่างชาติที่คอยแต่ตำหนิเกษตรกรที่ดีในนามของการปกป้องแรงงานต่างชาติอยู่เพียงฝ่ายเดียว และนั้นก็ส่งผลให้แม้แต่เกษตรกรยังพยายามจะเลิกทำการเกษตรไปเลยก็มี”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

“ฟังธง ธันวาเข้าเกาหลีไม่ต้องกักตัว” รัฐฯ เร่งขนแรงงาน EPS เข้าประเทศด่วน

ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ชาวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วจะสามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องกักตัว นอกจากนี้ยังเพิ่มมาตรการลดระยะเวลากักตัวให้สั้นลงจากเดิม 14 วันเหลือเพียง 10 วัน

ตามที่มีการปรับกฎเกณฑ์ในการใช้ชีวิต “อยู่ร่วมกับโควิด-19” ซึ่งได้มีการออกกฏการจัดการคนเข้าเมืองที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยแบ่งตามระดับความปลอดภัยของแต่ละประเทศ

เข้าเกาหลีไม่ต้องกักตัว

กลุ่มสีเขียวระดับ 1 (ปลอดภัยสูง) เกาหลีใต้จะยกเลิกข้อจำกัดด้านการขอวีซ่าตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป และผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสจะได้รับการยกเว้นจากการกักตัวและไม่ต้องส่งเอกสารผลตรวจโควิดแบบ PCR เป็นลบ

กลุ่มสีเหลืองระดับ 2 (ปลอดภัยปานกลาง) จะได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดด้านการขอวีซ่าเข้าประเทศและการยกเว้นจากการกักตัวหลังรับวัคซีนครบโดสแต่จะเริ่มในครึ่งแรกของปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ในกรณีกลุ่มสีแดงระดับ 3 (ปลอดภัยต่ำ) ยังต้องมีการขอวีซ่าเข้าประเทศและมีการจำกัดเที่ยวบินเหมือนเดิมอยู่

เข้าเกาหลีไม่ต้องกักตัว

นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีได้ตัดสินใจขยายการนำแรงงานต่างชาติเข้าเกาหลีใต้ เพื่อปรับปรุงอุปสงค์และอุปทานเกี่ยวแรงงานต่างชาติที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานเกาหลีใต้

เพื่อเป็นการนำเข้าแรงงานต่างชาติให้รวดเร็วตามความต้องการผ่านระบบอนุญาตจัดจ้างงาน (EPS) รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกการจำกัดจำนวนนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ได้เซ็นสัญญาจ้างแล้วที่เดิมทีมีจำนวนจำกัดรายวันและรายสัปดาห์ในก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ยังผลักดันให้ต่างชาติเข้ามาในประเทศ รวมทั้งประเทศที่มีความเสี่ยงในการควบคุมโรคก็จะให้เข้าประเทศได้ จนถึงขณะนี้มีประเทศที่มีความปลอดภัยด้านการควบคุมโควิดในระดับต่ำ 6 ประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และฟิลิปปินส์ และอื่นๆ (ไม่พบประเทศไทยในลิสท์ประเทศที่มีความปลอดภัยต่ำ)

เข้าเกาหลีไม่ต้องกักตัว

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนำเข้าแรงงานโดยไม่มีข้อจำกัดครั้งนี้เป็นเพราะมีการขาดแคลนกำลังคนภายในประเทศอย่างมาก ไม่ว่าจะภาคอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องหยุดชะงักการนำเข้าแรงงานต่างชาติไปเพราะสถานการณ์โควิด

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

14 ต.ค. เกาหลีเริ่มกฎหมายแรงงานใหม่!

14 ตุลาคม นี้เป็นต้นไป ต่างชาติที่ต้องการ Re-entry จะลดระยะเวลากลับไปพักจากเดิม 3 เดือนเหลือ 1 เดือน

กฎหมายแรงงาน

สถานประกอบการใดที่จะเริ่มจัดจ้างแรงงานต่างชาติเป็นครั้งแรกต้องได้รับการอบรมเรื่องสิทธิมุษยชนในการจัดจ้างแรงงานต่างชาติจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นชาวต่างชาติก่อนจัดจ้าง

วันนี้ (13 ตุลาคม) กระทรวงแรงงานและจัดจ้างงานแห่งชาติเกาหลีใต้ได้ออกประกาศกฎใหม่ในการจัดจ้างงานต่างชาติ ซึ่งกฎหมายนี้ได้ผ่านร่างกฎหมายจากรัฐสภาตั้งแต่เดือนเมษายนปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 14 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

กฎหมายแรงงาน

– แรงงานต่างชาติที่มีประวัติการย้ายงาน (ในสายงานเดียวกันเท่านั้น อาทิ ภาคอุตสาหกรรมย้ายไปอุตสาหกรรม) และทำงานในเกาหลีครบ 4 ปี 10 เดือน (รวมระยะเวลาที่หางานใหม่ 3 เดือนด้วย) สามารถกลับเข้ามาทำงาน หรือ Re-entry อีกครั้งได้ ซึ่งเดิมทีหากมีประวัติย้ายงายจะไม่ได้รับสิทธิ์กลับเข้ามาอีกในฐานะแรงงานซื่อสัตย์อีกครั้ง

– แรงงานต่างชาติที่ต้องกลับไปพักก่อน Re-entry อีกครั้งไม่จำเป็นต้องกลับไปพักให้ครบ 3 เดือนเช่นเดิมแล้ว เพราะกฎหมายแรงงานอนุญาตให้สามารถกลับไปพักได้ต่ำสุด 1 เดือนแล้วเดินทางเข้าประเทศอีกครั้งได้เลย

– ผู้ที่มีเหตุให้ออกจากสถานที่ทำงานอันเนื่องมาจากสาเหตุที่มิใช่ความผิดของแรงงาน อาทิ นายจ้างล่วงละเมิดทางเพศ ฯลฯ และยังคงมีสัญญาจ้างงานคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี ก็สามารถได้สิทธิ์ Re-entry อีกครั้ง ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีการพิจารณาเป็นกรณีๆไปโดยกระทรวงแรงงานและการจัดจ้างงาน

– นายจ้างที่ต้องการจัดจ้างแรงงานต่างชาติต้องเข้ารับการอบรมด้านสิทธิมนุษยชนแรงงานต่างชาติอย่างน้อย 6 ช.ม. หากฝ่าฝืนหรือไม่มีใบรับรองการผ่านการอบรมแล้วจัดจ้างแรงงานต่างชาติจะมีโทษปรับสูงสุด 3 ล้านวอน

กฎหมายแรงงาน

กฎหมายข้างต้นจะมีผลบังคับใช้จริงวันพรุ่งนี้ (14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไป

ขอบคุณที่มา: แหล่งข่าว

 

 

งานวิจัยเผยความเห็นต่างชาติหลังโควิด-19 “เกาหลีไม่ได้ปกป้องเราอย่างเป็นธรรม”

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติจอนนัมพบหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 แรงงานต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีได้ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจและการเลือกปฏิบัติ และรวมไปถึงปัญหาในการตั้งรกรากในสังคมเกาหลี

ต่างชาติในเกาหลี

ตามข้อมูลวิชาการที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมของ ชิมมีซึง ศาสตราจารย์ด้านการบริหารรัฐกิจจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจอนนัม และ ปาร์คจีฮย็อน รองศาสตราจารย์จากแผนกสวัสดิการสังคมของมหาวิทยาลัยพย็องแทคได้ตีพิมพ์ผลงานในบทความเรื่อง ‘코로나19 이후 외국인 근로자 삶에 대한 탐색 연구’ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นักวิจัยได้ทำการวิจัยโดยการใช้เครื่องมือเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนปีที่แล้ว เกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ 7 คน ที่ประสบกับการแพร่กระจายโควิด-19 ในสภาพแวดล้อมการทำงานของเกาหลี

การวิจัยได้มีกลุ่มตัวอย่างแบ่งออกตามสัญชาติต่างๆ ดังต่อไปนี้ บังกลาเทศ เวียดนาม และรัสเซีย โดยแบ่งเป็นชาย 6 คนและหญิง 1 คน อายุเฉลี่ยของพวกเขาอยู่ระหว่าง 34.4 ปี และวุฒิการศึกษาสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลาย และทั้งหมดมีระยะเวลาพำนักในเกาหลีโดยเฉลี่ย 7.7 ปี

ต่างชาติในเกาหลี

โดยทั่วไปแล้วพวกเขาทำงานให้กับผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดกลาง เช่น บริษัทชิ้นส่วนรถยนต์และบริษัทแปรรูปเหล็กเส้น และในบางคน ทำงานไม่คงที่เพราะทำงานในรูปแบบของงานพาร์ทไทม์

ผู้เข้าร่วมการวิจัยทั้งหมดเผยว่าพวกเขาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการจ้างงานลดลงและเงินเดือนก็ลดลงด้วย เช่น มีการหักเงินช่วยเหลือด้านต่างๆ ที่เคยได้ตั้งแต่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19 อีกทั้งยังพบว่าเป็นการยากจะผ่านเกณฑ์การต่ออายุหรือเพิ่มวีซ่าในช่วงที่ประสบปัญหา

ผู้เข้าร่วม A กล่าวว่า “มันยากที่จะต่อวีซ่า E-7 เพราะตัวแรงงานเองจำเป็นต้องพิสูจน์ว่าได้รับเงินเดือนรายปีมากกว่า 26 ล้านวอนต่อปี ฉันกังวลมากว่าจะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขยายเวลาวีซ่า (E-7) ได้อีกครั้ง”

ภายหลังการแพร่กระจายของโควิด-19 ชาวต่างชาติถูกผลักดันไปสู่จุดบอดและประสบกับการเลือกปฏิบัติต่างๆ

ผู้เข้าร่วมการวิจัยกล่าวว่าหลังจากที่โควิดระบาด พวกเขาไม่ค่อยอยากจะออกไปข้างนอกหรือเลือกปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลเพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวต่างชาติ พวกเขาตระหนักถึงการถูกจ้องมองอย่างเย็นชาจากประชาชนภายนอก

พวกเขาอธิบายว่าตัวเองเป็น ‘ผู้อาศัยอยู่โดยไม่ได้รับการปกป้อง’ พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้ได้รับเงินเยียวยาโควิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าจะมีการจ่ายภาษีในฐานะแรงงานต่างชาติและอาศัยอยู่ในเกาหลีมานานกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

ผู้ร่วมวิจัย B กล่าวว่า “เราทำงานในเกาหลีมาก็เป็นเวลานานแล้ว ภาษีเราก็จ่ายตลอด แต่เราไม่ได้รับเงินเยียวยาโควิดกับคนเกาหลีเลย” เขากล่าวเสริมอีกว่า “เรายังคงเป็นเสมือนคนที่มาจากประเทศอื่น ฉันคิดว่าที่นี่คงจะไม่คิดที่จะปกป้องพวกเรานักหรอก”

ต่างชาติในเกาหลี

นักวิจัยกล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมวิจัยยังไม่สามารถหลุดพ้นจากความคิดที่น่าสังเวชจากการถูกเลือกปฏิบัติและเพิกเฉยจากผู้คนในประเทศนี้ เพียงเพราะมาจากประเทศยากจน” นักวิจัยยังเสริมอีกว่า “พวกเขา (ผู้เข้าร่วมวิจัย) ถูกเลือกปฏิบัติอย่างน่ากลัวและทำให้เกิดความล้มเหลวในการตั้งรกรากใน ‘บ้านหลังที่สอง’ ที่พวกเขาเข้ามาหาทำงานหาเงิน”

“หากการกีดกันแรงงานต่างชาติตามอำเภอใจเป็นเรื่องง่ายต่อการยอมรับเพียงเพราะใช้เป็นข้ออ้างสกัดกั้นการแพร่กระจายของไวรัสล่ะก็ สังคมเกาหลีก็จะต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ยิ่งกว่า”

“เราจำเป็นต้องสร้างช่องทางการสื่อสารผ่านรัฐบาลท้องถิ่นหรือสำนักงานแรงงานเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลว่าแรงงานต่างชาติเหล่านี้ต้องการอะไรกันบ้าง”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

กลุ่มแรงงานแถลงลั่นระบบ EPS มีจุดขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ระบบอนุญาตจัดจ้างงาน (고용허가제) หรือ EPS ซึ่งมีข้อจำกัดไม่ให้แรงงานต่างชาติมีการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ได้ถูกยกขึ้นถกในศาลรัฐธรรมนูญ หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น “ระบบทาสยุคใหม่” และกลุ่มภาคประชาสังคมได้เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยอีกครั้งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากคำวินิจฉัยนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลควรเปลี่ยนข้อบังคับที่ห้ามไม่ให้แรงงานต่างชาติเปลี่ยนสถานที่ทำงาน

ระบบEPS

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม กลุ่มสิทธิมนุษยชนผู้อพยพได้จัดงานแถลงข่าวที่ซอโชดง กรุงโซล

พวกเขายื่นคำร้องเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยระบุว่าระบบอนุญาตจัดจ้างงานนั้นละเมิดระเบียบรัฐธรรมนูญ

การยื่นคำร้องดำเนินมาเกือบปีครึ่งแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการพิจารณาล่าช้าเพราะไม่ได้เปิดเผยคำวินิจฉัยหรือความคืบหน้าใดๆต่อผู้เรียกร้อง

ในระบบอนุญาตจัดจ้างงานซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2547 ในขณะที่นายจ้าง (ผู้จัดจ้างแรงงาน) มีสิทธิที่จะสั่งย้ายแรงงานต่างชาติไปยังที่ทำงานอื่นๆ แต่แรงงานต่างชาติกลับไม่สามารถหยิบยกปัญหาใดๆ ขึ้นมาได้ เพราะกังวลเรื่องผลเสียที่จะตามมา อาทิเช่น การเลิกจ้างหรือการไม่ต่ออายุวีซ่า แม้พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพการทำงานที่ย่ำแย่และเป็นอันตรายก็ตาม

ระบบอนุญาตจัดจ้างงานได้สะท้อนให้เห็นว่ามีสาเหตุที่ก่อความเสียหายมากมายต่อแรงงานต่างชาติ เช่น ที่พักที่ไม่ดี (ที่พักอาศัยแบบบ้านโรงเรือนไวนิล), การไม่จ่ายค่าจ้าง, นายจ้างใช้ความรุนแรงทางร่างกายและทางวาจา, และแม้กระทั่งการบังคับทำงานล่วงเวลา

ระบบEPS

ผู้เข้าร่วมงานแถลงข่าวได้วิพากษ์วิจารณ์ไว้ว่า:
“ด้วยระบบอนุญาตจัดจ้างงานซึ่งเป็นระบบทาสสมัยใหม่ รัฐบาลเกาหลีผูกมัดแรงงานต่างชาติไว้เพื่อไม่ให้หนีออกจากนายจ้างขณะทำงานในเกาหลีเป็นเวลาขั้นต่ำ 3 ปีและสูงสุด 9 ปี 8 เดือน การไม่สามารถเปลี่ยนแปลงที่ทำงานถือเป็นการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม เปรียบเหมือนแรงงานต่างชาติเป็นเครื่องจักรในโรงงาน”

อุดายาไร ประธานสหภาพแรงงานต่างชาติ ชี้แนะ
“แรงงานต่างชาติมีสิทธิที่จะทำงานได้อย่างอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นมีการรับรองสิทธิในการเลือกงานของคนงาน และพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานห้ามการบังคับใช้แรงงาน แต่กลับคุ้มครองเพียงแรงงานเกาหลีและไม่คุ้มครองไปถึงแรงงานต่างชาติ”

“หากเพียงแต่แรงงานต่างชาติมีอิสระในการเปลี่ยนสถานที่ทำงานเท่านั้น นายจ้างก็ถึงจะเริ่มมีการปรับปรุงสภาพการทำงานให้กับลูกจ้างอย่างจริงจัง”

วอน อ๊กกึม หัวหน้าศูนย์ตรวจคนเข้าเมืองกล่าว
“แรงงานต่างชาติในคังฮวาโดเป็นลมล้มลงกับพื้น เป็นเวลากว่า 16 ชั่วโมงก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เพราะทำงานหนักเกินไป แรงงานพยายามขอเปลี่ยนสถานที่ทำงาน แต่นายจ้างปฏิเสธที่จะให้ยื่นเรื่องเปลี่ยนสถานที่ทำงาน และกล่าวหาว่าแรงงานต่างชาติแสร้งทำเป็นทรุดตัวล้มลงเอง”

“รัฐบาลได้ให้อำนาจแก่เจ้าของธุรกิจที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมในการบังคับแรงงานต่างชาติให้ทำงาน”

ระบบEPS

วู ซัมยอล หัวหน้าศูนย์แรงงานข้ามชาติกล่าว
“แรงงานต่างชาติไม่ได้รับการรับประกันการปฏิบัติต่อเฉกเช่นมนุษย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้สาธารณรัฐเกาหลีได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งประเทศที่เข้าร่วมประชุมพร้อมกลุ่มประเทศที่ก้าวหน้าอื่นๆ เช่น ล่าสุดได้ไปเยือนการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ครั้งที่ 2 เป็นต้น ดังนั้นสังคมเกาหลีควรจะรู้จักการเคารพต่อสิทธิ์แรงงานและสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายเฉกเช่นการเป็นประเทศที่ก้าวหน้าและพัฒนาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญควรมีการพิจารณาถึงข้อกำหนดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของระบบอนุญาตจัดจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีส่วนประกอบทางกลโดยเร็ว”

โจอึนโฮ ทนายความของตัวแทนศาลรัฐธรรมนูญกล่าว
“การห้ามเปลี่ยนสถานที่ทำงานของแรงงานต่างชาติไม่เพียงขัดต่อรัฐธรรมนูญของเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 29 ว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเกาหลีใต้เข้าร่วมในปีนี้และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปีหน้า กำหนดข้อผูกมัดให้คู่กรณีห้ามการใช้แรงงานบังคับทุกประเภท”

“ผู้รายงานพิเศษที่มาเยือนเกาหลีตามขั้นตอนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนจากสหประชาชาติ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบบอนุญาตจัดจ้างงานและข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานถึง 2 ครั้ง”

ภายหลังการแถลงข่าว ได้มีการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการร้องทุกข์ตามสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในเร็ววันนี้