รัฐผนึกกำลังเตรียมเข้าสู่ ‘ฤดูกาล ปราบผีน้อย’

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ผนึกกำลังกับรัฐบาลเตรียมเริ่มเดินหน้าเต็มกำลังในการปราบปรามผีน้อยทั่วประเทศภายในระยะเวลาสองเดือนต่อจากนี้

ปราบผีน้อย

แม้ว่าจำนวนชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายจะไม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่การระบาดของ COVID-19 แต่กลับเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากการเปิดเสรีให้เข้าและออกประเทศมากขึเนเมื่อเร็วๆ นี้

ดังนั้นกระทรวงยุติธรรมจึงได้มีประกาศลงไว้เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ว่า จะเริ่มดำเนินการปราบปรามต่างชาติที่ผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (경찰청) กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) หน่วยยามฝั่งเกาหลี (해양경찰청) และกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง (국토교통부) โดยกำหนดการดำเนินงานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2022 ถึง 10 ธ.ค. 2022

ปราบผีน้อย

พื้นที่ที่มีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ได้แก่ อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บริการเดลิเวอรี่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่แย่งงานของชนชั้นแรงงาน สถานบันเทิงที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างร้ายแรง และอาชญากรรมที่มีผลต่อชาวต่างชาติ โดยจะมีกิจกรรมออกลาดตระเวนซึ่งทั้งหมดนี้จะดำเนินการในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่

กระทรวงยุติธรรมอยู่ในฐานะที่สามารถที่จะดำเนินการปราบปรามได้ทันทีโดยการออกหมายค้นและหมายยึด หากพบการปฏิเสธการปราบปรามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

ชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมายที่ถูกจับกุมในการปราบปรามจะถูกบังคับให้ออกนอกประเทศและจะถูกจำกัดไม่ให้เข้าประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ปราบผีน้อย

รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ฮันดองฮุน (Han Dong-hoon) กล่าวว่า “หลักการที่จะเอื้อประโยชน์ต่อชาติตามนโยบายต่างประเทศ ก็คือ การออกคำสั่งให้มีการตรวจสอบการพำนักอย่างถูกกฎหมายอย่างเข้มงวดในกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งเราจะดำเนินการปราบปรามผู้ที่เข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เกาหลีเริ่มผ่อนคลาย ไม่บังคับ! “สวมหน้ากากกลางแจ้งปราศจากเงื่อนไข”

ตั้งแต่วันนี้ (26 กันยายน) เป็นต้นไป ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากในที่กลางแจ้ง

สวมหน้ากากกลางแจ้ง

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากกลางแจ้งถูกยกเลิกไป แต่ยังมีสถานที่ยกเว้นว่าต้องสวมหน้ากากในสถานที่ “มีผู้คนมากกว่า 50 คน” รวมตัวกันขึ้นไปอยู่ แต่นับตั้งแต่วันนี้ (26 กันยายน) ได้มีการยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากกลางแจ้งทุกกรณีอย่างสมบูรณ์ คาดว่าผู้คนจำนวนมากจะกลับมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องมีหน้ากากอีกต่อไป

การบังคับสวมหน้ากากในเกาหลีใต้ได้เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2020 จนกระทั่งวันนี้ก็กว่า 2 ปีแล้วที่จะได้ยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากเสียที

ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง งานแต่งงานกลางแจ้ง ชานชาลารถไฟใต้ดินกลางแจ้ง และสวนสนุกก็ไม่ต้องสวมหน้ากาก

สวมหน้ากากกลางแจ้ง

นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 รายใหม่ในสัปดาห์ที่แล้ว (17-23 กันยายน) อยู่ที่ 35,553 ราย ลดลง 20,000 รายจากสัปดาห์ก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงแนะนำให้สวมหน้ากากในกลางแจ้งในสถานการณ์ที่ผู้คนหนาแน่นซึ่งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูง แม้ว่าข้อบังคับในการสวมหน้ากากกลางแจ้งจะถูกยกเลิกก็ตาม

แล้วด้วยคำสั่งยกเลิกการบังคับสวมหน้ากากในกลางแจ้งถูกยกเลิก คาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับระยะเวลาของการยกเลิกการสวมหน้ากากในที่ร่มด้วย

สวมหน้ากากกลางแจ้ง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของการยกเลิกบังคับสวมหน้ากากในร่ม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงเห็นว่าควรปฏิบัติกันต่อก่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดของ COVID-19 อีกครั้งในฤดูหนาวนี้

เนื่องจากเกาหลีเป็นประเทศเดียวในกลุ่ม OECD ที่รักษาการบังคับสวมหน้ากากในที่ร่มอยู่ จึงได้มีการพยายามหารือว่าจะสวมหน้ากากเฉพาะในสถานพยาบาลและบริเวณขนส่งสาธารณะ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และให้ปลดพันธกรณีในการสวมหน้ากากภายในอาคารออก

แต่กระนั้นบางคนยังคงกล่าวว่าภาระหน้าที่ในการสวมหน้ากากควรถูกยกเลิกจริงจังนั้นรอดูหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดอีกครั้งในฤดูหนาวนี้เห็นจะดีกว่า

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เริ่มแล้ว ยกเลิกตรวจ PCR ก่อนเข้าเกาหลีใต้ “ขั้นตอนเป็นอย่างไรไปดูกัน”

ตั้งแต่วันนี้ (3 กันยายน) การตรวจหาโควิด-19 ด้วย PCR ก่อนเข้าประเทศจะถูกยกเลิกในระเบียบการตรวจคนเข้าเมือง

ยกเลิกตรวจPCR

นักเดินทางที่ได้รับความไม่สะดวกในการเดินทางมาจากต่างประเทศที่เดิมทีต้องมีผลตรวจ PCR อย่างน้อย 2 ครั้งทั้งก่อนและหลังเข้าเกาหลีใต้ จะได้รับความสะดวกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สนามบินนานาชาติอินชอนเน้นย้ำว่าแม้ว่าจะยกเลิกการตรวจ PCR แต่ก็ยังคงต้องส่ง Q-CODE(https://cov19ent.kdca.go.kr/) และการยืนยันสถานะสุขภาพ (건강상태확인서) อยู่

ผู้ที่เข้าประเทศเกาหลีจะต้องยื่นเรื่องเข้าระบบ Q-CODE ก่อนเดินทางเข้าประเทศ ป้อนข้อมูลรายการและสถานะสุขภาพตามลำดับ ตรวจสอบการป้อนข้อมูล และรับ Q-CODE(QR code)

หลังจากมาถึงสนามบินแล้ว ต้องแสดง Q-CODE ต่อเจ้าหน้าที่กักกัน (검역관) เพื่อรับบริการกักกันอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้ออก Q-CODE จะต้องกรอกและส่งการยืนยันสถานะสุขภาพแยกต่างหาก (건강상태확인서)

ยกเลิกตรวจPCR

ขั้นสุดท้าย หากคุณเข้ารับการทดสอบ PCR ภายในหนึ่งวันหลังจากเข้ามายังเกาหลีใต้และจากนั้นลงข้อมูลผลตรวจโควิดใน Q-CODE เรียบร้อยแล้วจะถือว่าขั้นตอนการเดินทางเข้าเกาหลีทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์

ขั้นตอนที่ชาวไทยจะเดินทางเข้าเกาหลีใต้ในเวลานี้จำต้องมีการได้รับการอนุมัติ K-ETA ก่อนเดินทางเข้าประเทศเดาหลีทุกช่องทาง จากนั้นเมื่อเข้ามาถึงเกาหลีใต้แล้วจะต้องแสดง Q-CODE ต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมเข้ารับการตรวจ PCR ก่อนบันทึกผลตรวจในระบบ Q-ODE ในวันแรก เมื่อเรียบร้อยก็จะเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการรายงานสุขภาพ

สำหรับการตรวจ PCR ในวันแรกหลังจากเข้าประเทศ สามารถตรวจชาวเกาหลีและชาวต่างชาติที่มีวีซ่าพำนักระยะยาวจะได้การตรวจฟรีที่ศูนย์สาธารณสุข (보건소) และสามารถตรวจ PCR ชาวต่างชาติที่เดินทางมาพำนักระยะสั้นได้ที่ศูนย์ตรวจสอบ COVID-19 ตั้งแต่ในสนามบิน หลังจากเข้าประเทศ

อย่างไรก็ตามชาวต่างชาติที่อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ สามารถจองเวลาตรวจสอบล่วงหน้าได้ผ่านเว็บไซต์จองการตรวจสอบ PCR (https://safe2gopass.com/)) ที่สนามบินนานาชาติอินชอน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เตือน! อย่าเพิ่งเชื่อ นายหน้า พาเข้าเกาหลี

เนื่องจากคนไทยมากกว่า 140,000 คนอาศัยอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย นั่นทำให้การตรวจคนเข้าเมืองยากขึ้นตามไปด้วยเมื่อมีคนไทยเดินทางเข้าเกาหลี

นายหน้า

ดังนั้นนายหน้าไทยหลายต่อหลายคนจึงพยายามที่จะยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวมากขึ้น

อีกทั้ง ชาวไทยหลายคนก็กำลังแห่กันเดินทางเข้าไปเกาะเชจู เนื่องจากไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องขออนุญาตเข้าประเทศผ่านระบบ K-ETA ซึ่งจากสถิติของด่านตรวจคนเข้าเมืองเชจูได้ปฎิเสธชาวไทยไปแล้ว 60% ของผู้ที่ต้องการเข้าเกาะเชจู ปัจจุบันเกาะเชจูก็กำลังถูกผลักดันให้ใช้ระบบ K-ETA

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความยากลำบากในการเข้าสู่เกาหลี การปล่อยโฆษณาของนายหน้าไทยเพื่อดึงดูดผู้คนให้เดินทางเข้าเกาหลีก็ยังคงเกลื่อนตามโซเชียลในประเทศไทย

นายหน้า

นายหน้ารายหนึ่งอ้างว่าหากชำระเงิน 49,000 บาทให้ เขาจะยอมบอกวิธีขอใบเดินทางเข้าและวีซ่าปลอมๆให้ แต่พวกเขาจะไม่รับประกันการเข้าเมือง 100%

นอกจากนี้ แม้ว่าบางคนจะโชคดีที่ผ่านตม.และเข้าเกาหลีได้ แต่ก็ต้องชำระเงิน 5,000 บาท ให้กับนายหน้าเพื่อหางานทำในเกาหลีใต้

ด้วยการเข้าเกาหลีและแอบทำงานโดยมิได้เป็นไปตามกฎหมาย ที่คุณจะต้องกังวลก็หนีไม่พ้นเรื่องของการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ยิ่งเวลานี้จำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายที่อาศัยอยู่ในเกาหลีในปัจจุบันมีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงส่งผลให้มีการปราบปรามเข้มมากขึ้นเพื่อลดจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมาย

นายหน้า

อย่างไรก็ตาม การที่นายหน้าได้ป่าวประกาศโฆษณาชวนเชื่อนั้นก็เพื่อประโยชน์ของตนเองทั้งสิ้น ทั้งที่แจ้งไว้ชัดว่าไม่รับประกันการเข้าเมืองได้ 100% แล้วด้วย ควรเป็นประเด็นที่ฉุกให้คิดก่อนตัดสินใจเชื่อ

สถานการณ์ของชาวไทยในเกาหลีใต้ในปัจจุบันมีกว่า 140,000 คนอาศัยอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย เรียกได้ว่ามากกว่าจำนวนชาวจีนและเวียดนามที่อยู่อย่างผิดกฎหมายรวมกันเสียอีก

นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่อุปทานได้ว่านักท่องเที่ยวไทยต้องงดเดินทางเข้าเกาหลีใต้ในช่วงนี้ เว้นแต่จำนวนคนไทยผิดกฎหมายจะลดลงก่อน เพราะอาจจะช่วยให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองจะลดความเข้มงวดลงบ้าง

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เชจูปัดรับ นทท. ไทย 3 วันติด กว่า 290 คน “เล็งปรับใช้ระบบ K-ETA บนเกาะเชจู”

ในจำนวนคนไทย 530 คนที่เดินทางมาเชจูด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาล 3 วันที่ผ่านมา ยังคงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้องเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงสามวันที่ผ่านมากว่า 290 คน

และสาเหตุที่ไม่อนุญาตให้เข้าประเทศส่วนใหญ่คือ “ไม่ทราบวัตถุประสงค์ในการเข้าเมือง”

K-ETA

วันที่ 2 และ 3 สิงหาคม คนไทยที่เดินทางจากกรุงเทพฯกว่า 220 คนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเชจู ซึ่งคนไทย 70 คนจาก 165 คนที่เข้าประเทศในวันที่ 4 สิงหาคมเองก็ยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มียอดรวมการปฎิเสธเข้าเมืองกว่า 290 คน

กว่าครึ่งหนึ่งของคนไทย 164 คนที่เดินทางเข้ามายังเกาะเชจูเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม มีแนวโน้มจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเมืองเช่นกัน

หากการรับผู้โดยสารขาเข้ายากต่อการปฎิบัติการเพราะมีการไม่ปฏิเสธการเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ อาจมีความเป็นไปได้สูงที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำกรุงเทพฯ-เชจูจะถูกระงับ

ดังนั้น รัฐบาลเกาหลีจึงกำลังพยายามจะผลักดันให้เกาะเชจูหันมาใช้ระบบ K-ETA ด้วย

K-ETA

ตั้งแต่มีการเปิดตัวระบบ K-ETA ในวันที่ 1 กันยายน 2021 เกาะเชจูได้รับการยกเว้นในการเดินทางเข้าท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องสมัคร K-ETA เนื่องจากเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ประกาศเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมว่าจะผลักดันให้เกาะเชจูหันมาใช้ระบบ K-ETA เพื่อ ป็นการป้องกันผู้อพยพผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเกาะเชจูคัดค้านการนำ K-ETA มาใช้บนเกาะเชจูอย่างรุนแรง

พวกเขากังวลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะลดลงเพราะ K-ETA

ปูดงซ็อก (부동석) ประธานองค์การการท่องเที่ยวเชจูกล่าว “เราเห็นด้วยกับปัญหาการพำนักอย่างผิดกฎหมาย แต่ถ้ามีการแนะนำ K-ETA ในตอนนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลง เราจำเป็นต้องเสริมขั้นตอนการเข้าประเทศเห็นจะดีกว่าใช้ระบบ K-ETA”

K-ETA

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

รมว.กระทรวงยุติธรรมค้านหนัก “ไม่เห็นด้วยเปลี่ยนผีน้อย 390,000 ให้ถูกกฎหมาย”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ฮันทงฮุน คัดค้านอย่างหนักถึงการเมินการปรับผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎการเข้าประเทศทุกสัญชาติในเกาหลีใต้ให้เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ผีน้อย

ด้วยเหตุผลที่คัดค้านเช่นนั้นเป็นเพราะจำนวนของผู้อพยพเข้ามาทำงานโดยมิผ่านกระบวนการเข้าเมืองอย่างถูกต้องเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลต่อความเท่าเทียมในส่วนของแรงงานที่เดินทางเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และความกังวลในด้านผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อแรงงานหนุ่มสาวเกาหลีที่กำลังตกงานกันอยู่

ในการตอบคำถามในงานประชุมด้านการเมืองการทูตความมั่นคงและการรวมชาติที่ทางรัฐบาลได้มีการจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส.ส. โชจุงฮุน มีการพยายามจะนำเสนอหลักการ “ลดโทษแรงงานต่างชาติที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย 390,000 คน” ด้วยเหตุผลที่ว่า “การที่ต่างชาติที่สามารถสื่อสารภาษาเกาหลีได้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในเกาหลีได้ไม่ว่าจะชอบอาหารการกินและวัฒนธรรมแบบเกาหลี พวกเขาก็น่าจะได้โอกาสอยู่ต่อ แค่เพียงไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงต่อกฎหมายเกาหลี เช่น ยาเสพติด หรือ ก่ออาชญากรรม ก็ไม่น่าจะต้องขับออกนอกประเทศทุกคน”

ผีน้อย

รมต.ฮัน ได้ให้ความเห็นค่อนข้างซีเรียสถึง กรณีที่ ส.ส. โช พยายามจะให้เป็นนั้นมันเคยมีมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อปี 2003 แน่นอนว่าตัวเลขผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายลดลงแต่จำนวน นายหน้า ที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากจุดเปลี่ยนนี้กลับเพิ่มขึ้น จนต่อมาในปี 2005 ได้นำมาซึ่งจำนวนผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 คน และนอกจากนั้นหากจะละเลยการลงโทษคนกลุ่มนี้จริงก็จะเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมต่อผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายที่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวกว่าจะได้มา อีกทั้งพบปัญหาแรงงานต่างชาติเข้ามาแทรกแซงแรงงานหนุ่มสาวชาวเกาหลี ส่งผลกระทบแม้กระทั่งค่าแรงที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์อีกด้วย

ผีน้อย

ในขณะเดียวกัน ตาม ‘รายงานสถิติรายเดือนของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองและนโยบายชาวต่างชาติ’ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและนโยบายต่างประเทศสังกัดกระทรวงยุติธรรม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2021 มีชาวต่างชาติประมาณ 2 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเกาหลี ในจำนวนนี้ มากกว่า 380,000 คนเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีอยู่ที่ 1.26 ล้านคนในปี 2010 ตั้งแต่นั้นมา ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีการบันทึกไว้ที่ 2,049,441 คนในปี 2016

ปัจจุบันมีการลดจำนวนลงเล็กน้อยเหลือ 1,956,781คน ในส่วนของสัดส่วนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น ชาวจีนมีมากที่สุดที่ 831,805 คน รองลงมาคือชาวเวียดนาม 206,518 คน และชาวไทย 176,62 คน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

สถิติฟ้อง แรงงาน E-9 ดับเพราะใช้แรงงาน ‘แรงงานควรได้สิทธิรักษาสุขภาพ’

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แรงงานต่างชาติมากกว่า 50 คนดับชีวิตในแต่ละปีเนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม

ตามข้อมูลที่ส่งโดยตัวแทนยุนมีฮยัง (윤미향 의원) จากกระทรวงการจ้างงานและแรงงานเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่แสดงถึงการจากไปของชาวต่างชาติ 358 คนที่พำนักในเกาหลีภายใตวีซ่า E-9 ตั้งแต่ปี 2017 ถึง 2021

แรงงาน E-9

โดยมี 92 รายในปี 2017, 69 รายในปี2018, 64 รายในปี 2019, 78 รายในปี 2020 และ 55 รายในปี 2021

พิจารณาจากสาเหตุการเสียชีวิต พบ เสียจากการ “เจ็บป่วยจากโรค” มากที่สุด 144 ราย รองลงมาเป็นสาเหตุอื่นๆ 87 ราย เช่น อุบัติเหตุและการเสียชีวิตกะทันหัน, อุบัติเหตุในอุตสาหกรรม 83 ราย และ ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง 44 ราย

ยุน มีฮยัง กล่าว “การเสียชีวิตของแรงงานต่างชาติที่เข้ามาในเกาหลีด้วยวัยหนุ่มสาวที่แม้จะผ่านการตรวจสุขภาพภายใต้ระบบใบอนุญาตการจ้างงานแล้วสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาจากไปเพราะการทำงานหนัก ที่พักอาศัยไม่ดีพอ ขาดการเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสิทธิแรงงานที่ไม่รับประกัน”

“ยิ่งไปกว่านั้น การถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะติต่างว่าพวกเขาจากไปด้วยสาเหตุนี้ เฉกเช่น เรื่องราวการจากไปของคุณซก เฮง (แรงงานสาวชาวกัมพูชา) ที่จากโลกไปเมื่อปี 2020”

แรงงาน E-9

ท้าวความเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2020 คุณซก เฮง แรงงานต่างชาติชาวกัมพูชา ถูกพบว่าเสียชีวิตภายในบ้านพักไวนิล (บ้านโครงสร้างโรงเรือนไวนิล) ที่มีไว้สำหรับพักอาศัยในโพชอน จังหวัดคย็องกีโด (경기도 포천)

แรงงาน E-9

ขณะนั้นพื้นที่ดังกล่าวได้รับแจ้งว่าจะประสบกับคลื่นลมหนาว อุณหภูมิเกือบ -20 องศาเซลเซียส แต่ที่พักที่เธออยู่ไม่มีความอุ่นเพียงพอที่จะรักษาอุณหภูมิร่างกาย และเป็นที่ทราบกันดีว่าเธอไม่เคยได้เข้ารับการตรวจสุขภาพในที่ทำงาน (직장 건강검진) เลยตั้งแต่ทำงานที่นั่นมาเกือบห้าปี

ในการตอบโต้จากทางครอบครัวผู้เสียชีวิต พวกเขาได้ยื่นคำร้องขอค่าชดเชยในกรณีที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม รวมทั้งค่าชดเชยสำหรับครอบครัวที่เสียชีวิตและค่าใช้จ่ายงานศพไปที่สาขาอึยจองบูที่ให้บริการขอค่าชดเชยและสวัสดิการแรงงานเกาหลี (근로복지공단 의정부지사) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคมปีที่แล้ว และก็ครบรอบ 1 ปีการจากไปของเธอแล้ว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางด้านสำนักงานสวัสดิการและชดเชยแรงงานเกาหลีได้ออกมาระบุว่า นางสาวซก เฮง เสียชีวิตด้วยโรคจากการทำงานในฟาร์มแห่งนั้น

ยุน มีฮยัง กล่าว “กระทรวงการจ้างงานและแรงงานกล่าวว่าจะเสริมความเข้มงวดในการจัดการเรื่องที่พักในสถานที่ทำงานให้แรงงานต่างชาติ แต่ยังไม่ได้รับการระบุอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นของพวกเขา เราจะทำงานอย่างหนักเพื่อรับประกันสิทธิด้านสุขภาพและปรับปรุงสิทธิที่อยู่อาศัย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ส่องสถานะนำเข้าแรงงาน E-9 คาดภายในสิ้นปี 73,000 คนเตรียมบินเข้า

แรงงานต่างชาติจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าประเทศเกาหลีเนื่องจาก COVID-19 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เวลานี้ได้ถึงเวลาที่จะเดินทางเข้าประเทศแล้ว

นำเข้าแรงงาน

กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) จะอนุญาตให้แรงงาน E-9 จำนวน 26,000 คนเข้าประเทศภายในเดือนสิงหาคม และจะสนับสนุนแรงงาน 28,000 คนที่ได้รับใบอนุญาตการจ้างงาน (고용허가서) แล้วแต่ยังไม่สามารถเข้าเกาหลีได้ให้สามารถเดินทางเข้าได้ภายในปีนี้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แรงงาน E-9 จำนวน 73,000 คนได้เวลาทยอยเดินทางเข้าประเทศภายในสิ้นปีนี้

ตามรายงานของศูนย์บริการข้อมูลแรงงานแห่งเกาหลีใต้ (한국고용정보원) เผยแรงงาน E-9 จำนวน 161,921 คนนั้นได้ทำงานอยู่ในเกาหลีภายใต้ระบบอนุญาตการจ้างงาน (EPS) ซึ่งอ้างอิงจากไตรมาสแรกของปีนี้ แต่หากเมื่อเทียบกับปี 2019 (แรงงาน EPS : 223,058 คน) ก่อนเกิดโควิด-19 พบว่าลดลงกว่า 27%

นำเข้าแรงงาน

โดยแบ่งเป็นบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการผลิต 131,966 คน อุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์ 18,208 คน อุตสาหกรรมประมง 5,953 คน อุตสาหกรรมก่อสร้าง 5,556 คน และอุตสาหกรรมบริการ 238 คน

คย็องกีโดเป็นพื้นที่มีการจัดจ้างงานมากที่สุดซึ่งมีแรงงานต่างชาติกว่า 68,913 คน

สถิติแรงงาน E-9 ที่เข้าประเทศในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ 51,366 คนในปี 2019, 6,688 คนในปี 2020 และ 10,501 คนในปี 2021 ตั้งแต่เกิดการระบาดของ COVID-19 จำนวนแรงงานเข้าประเทศก็ลดลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

นำเข้าแรงงาน

อย่างไรก็ตามปีนี้มีการนำเข้าแรงงานแล้วกว่า 19,000 คนตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคมที่ผ่านมานี้

ในอนาคต เที่ยวบินระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นสำหรับแรงงาน E-9 ที่จะเดินทางเข้าประเทศ และอายุของใบรับรองการออกวีซ่าที่ออกให้นายจ้างก็จะมีการขยายออกไปให้จากเดิมหกเดือนเป็นหนึ่งปี

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

บุกบาร์โฮสต์ไทยเกม 16 ราย “บาร์สำหรับสาวนวดไทยเท่านั้น”

บุกทลาย “บาร์โฮสต์” แหล่งจ้างชายไทยทำงานกลางคืนต้อนรับเฉพาะสาวนวดไทยในเกาหลี

สถานที่นี้เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 หลังสาวนวดไทยเลิกงานจากร้านนวด การเข้ารวบตัวกลุ่มใหญ่นี้พบว่าทั้งนักเที่ยวหญิงและพนักงานชายทั้งหมดนั้นเป็นคนไทยที่พำนักอยู่อย่างผิดกฎหมาย

บาร์โฮสต์

พวกเขาได้มีการโพสต์คลิปวิดีโอโปรโมตทั่วโซเชียลมีเดียเพื่อดึงดูดสาวไทยในเกาหลีให้ออกมาเที่ยวที่บาร์

นอกจากนี้ยังมีวิดีโอที่ถ่ายทอดการเริงร่าของชายไทยที่โบกมือไปมาในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาว ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็เต้นกันอย่างสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเมื่อเห็นวิดีโอดังกล่าว ได้รุดเข้าตรวจค้นและรวบตัวได้ทั้งหมดภายในบาร์โฮสต์

บาร์โฮสต์

เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงยังบาร์ดังกล่าวตอนแรกไม่พบผู้คนภายในบาร์ แต่หลังการตรวจค้นข้างใน ก็พบเข้ากับชาวไทยกว่า 16 คน รวมทั้งหญิงและชายไทย แอบอยู่ในห้องลับ

เจ้าหน้าที่บุกเข้าทลายบาร์ในเช้าวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา และก็พบว่าพวกเขากำลังดื่มสังสรรค์กันในเวลานั้น

บาร์โฮสต์เป็นอีกวิธีที่สาวนักเที่ยวชาวไทยจะแวะเวียนมาเลือกใช้บริการชายชาวไทยที่ตนชื่นชอบโดยมีการจองผ่านทาง SNS หรือสื่อโซเชียล และก่อนจะเข้าบาร์ได้จะต้องมีการระบุตัวตนของสาวไทยทุกคนผ่านกล้องวงจรปิดก่อนเข้าใช้บริการ

บาร์โฮสต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาร์โฮสต์นี้มีการดำเนินการด้วยความระมัดระวังไม่ให้ชาวเกาหลีที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาเข้าใกล้

จากการเข้ารวบตัวทั้งหมดแบ่งเป็นหญิงชาวไทย 7 ราย และพนักงานชายชาวไทย 9 ราย และได้รับการยืนยันว่าเว่อร์วีซ่ากันหมดทุกราย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมีแผนที่จะขับไล่พวกเขาออกนอกประเทศและจะสอบสวนเจ้าของบาร์พร้อมส่งมอบให้เป็นหน้าที่ของอัยการต่อไป

บาร์โฮสต์

ก.ยุติธรรมทบทวน ‘ตั้งกรมตรวจคนเข้าเมือง’ “ขยายจำนวนต่างชาติหรือขยายการปราบปราม?”

การลดลงของจำนวนประชากรเกาหลีกำลังจะกลายเป็นความจริง ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (통계청) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม คาดว่าอัตตราประชากรวัยทำงานจะลดลง 13.19 ล้านคนในช่วง 30 ปี จาก 37.38 ล้านคนในปี 2020 เหลือราวๆ 24.19 ล้านคนในปี 2050

กรมตรวจคนเข้าเมือง

เชื่อกันว่ากระทรวงยุติธรรมได้จัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมือง (이민청) เพื่อดึงดูดผู้มีความสามารถจากต่างประเทศจำนวนมากในวัยทำงานเข้ามาเพื่อรับมือกับการลดลงของประชากรเกาหลี ข้อเท็จจริงที่ว่านโยบายส่งเสริมการคลอดบุตรอย่างเดียวที่มีอยู่นั้นยังไม่เพียงพอก็กำลังส่งผลกระทบเช่นกัน

นอกจากการส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติผ่านการจัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองแล้ว กระทรวงยุติธรรมยังคาดหวังที่จะมีส่วนร่วมในการบูรณาการทางสังคมด้วย โดยตั้งใจจะจัดการชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพด้วย

จำนวนชาวต่างชาติที่อยู่ก่อน COVID-19 เกิน 4% ของประชากรทั้งหมด (2.5 ล้านคน) ในหน่วยงานท้องถิ่นบางแห่งแบ่งเป็น ชาวต่างชาติมากกว่า 15% และคาดว่าชาวต่างชาติก็ยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นกระทรวงราวๆ 12 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ รวมถึงกระทรวงยุติธรรม (법무부) กระทรวงการบริหารรัฐกิจและความมั่นคง (행정안전부) และกระทรวงการจ้างงานและแรงงาน (고용노동부) ซึ่งขาดศูนย์ควบคุม ประสิทธิภาพของการดำเนินการตามนโยบายจึงส่งผลแย่และมีปัญหามากมายในการหางบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การมีของกรมตรวจคนเข้าเมืองอาจจะผลต่อการบริหารจัดการชาวต่างชาติไปด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งแนวโน้มของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นโดยจะอยู่กับแนวโน้มของอำนาจบริหารของรัฐบาลสมัยนั้นๆ

กรมตรวจคนเข้าเมือง

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสหรัฐอเมริกา เมื่อการบริหารของทรัมป์ไม่เอื้ออำนวยต่อชาวต่างชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมชาวต่างชาติเนื่องจากมีการปราบปรามต่างชาติไร้วีซ่าในวงกว้างและผุดข้อจำกัดด้านวีซ่ามากมาย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของรัฐบาลไบเดนที่เป็นมิตรกับสิทธิมนุษยชน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลชาวต่างชาติ เช่น การขยายวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ และปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าพักของชาวต่างชาติ

กรมตรวจคนเข้าเมือง

นั้นจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถที่จะเชียร์ให้มีการจัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองสำหรับชาวต่างชาติได้ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ถือกำเนิดมาจากการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชังผู้ด้อยโอกาสทางสังคม รวมทั้งสตรีและชาวต่างชาติตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

ต้องรอดูว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจจะใช้หน่วยงาน ตม. ไปในทิศทางอย่างไร

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว