หรือนี่เป็นเหตุ ตรวจบัญชีต่างชาติในเกาหลีใต้

 

ปัจจุบันนี้ด้วยกระแสการซื้อขายบิทคอยท์เป็นที่นิยมมากขึ้นส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาใช้มาตราการควบคุมการส่งเงินข้ามประเทศอย่างจริงจัง ทำให้หลายธนาคารต้องจำกัดมีการลิมิตยอดธุรกรรมการเงินลง

ตรวจบัญชีต่างชาติในเกาหลีใต้

ชาวเกาหลีใต้ได้หันมาลงทุนกับคริปโตมากขึ้นจนเกิดเป็นกระแสกิมจิพรีเมียม (Kimchi Premium) มีการโยกเงินทั้งจากเกาหลีใต้ไปยังไทย และจากไทยมาในเกาหลีใต้

ลักษณะการเทรดเจ้าคริปโตตัวนี้เป็นการที่นักลงทุนพยายามจะกว้านหาซื้อบิทคอยท์ในประเทศที่มีการซื้อขายในราคาต่ำมาขายทอดในประเทศที่ค่าบิทคอยท์สูงอย่าง เช่น ประเทศเกาหลีใต้ในขณะนี้ ทำให้กระแสค่อนข้างเป็นที่นิยมขึ้นมาทันตา

ตรวจบัญชีต่างชาติในเกาหลีใต้

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นทำให้รัฐบาลออกมาตราการควบคุมการไหลเข้าออกของเม็ดเงินระหว่างประเทศ กฎหมายทางการเงินระหว่างประเทศในตอนนี้ระบุไว้ว่า การทำธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศจำกัดอยู่ที่ 5,000 ดอลล่าร์ต่อธุรกรรม และต่อปีอยู่ที่ 50,000 ดอลล่าร์ต่อปี โดยไม่ต้องมีการส่งเอกสารยืนยันที่มาของเงิน

แต่กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความกระหายของนักลงทุนในเกาหลีทั้งหลายได้ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่นักลงทุนใช้ช่องทางการเปิดรับผู้รับจ้างโอนเงินระหว่างประเทศขึ้นมา โดยมีการจ้างพาร์ทไทม์ชาวต่างชาติช่วยรับโอนเงินไปยังปลายทางประเทศต่างๆที่ค่าบิทคอยท์ราคาถูก อาทิ ประเทศเวียดนาม ประเทศไทย เป็นต้น โดยมีการให้ค่าตอบแทนต่อผู้รับจ้างโอนด้วย

ตรวจบัญชีต่างชาติในเกาหลีใต้

ทางด้านธนาคารหลายต่อหลายแห่งเริ่มมีมาตราการรองรับความเสี่ยงและป้องกันการเทรดบิทคอยท์ในทางที่ผิดจึงมีการออกกฎการควบคุมวงเงินต่อเดือนในการโอนระหว่างประเทศให้เหลืออยู่ที่ 10,000 ดอลล่าร์ (10,000,000 วอนต่อเดือน)

ซึ่งหากมีการพบการทำธุรกรรมมากกว่านั้นจะมีการตรวจสอบที่มาของเงินและหากพบความผิดปกติเจ้าของบัญชีผู้นั้นอาจต้องรับโทษสูงสุดสามปีหรือปรับสูงสุดสามล้านวอน

ตรวจบัญชีต่างชาติในเกาหลีใต้

ปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ออกสืบสวนพฤติกรรมที่การเทรดบิทคอยท์ที่ไม่ปกติ โดยมีกรณีที่ตั้งข้อสังเกตต่อเป้าหมายดังต่อไปนี้
กรณีที่ 1 บุคคลที่ไม่มีประวัติการทำธุรกรรมข้ามประเทศที่สูงแต่มีการทำธุรกรรมยอดใหญ่ๆ ในไม่กี่วัน
กรณีที่ 2 บุคคลที่ทำธุกรรมข้ามประเทศให้คนที่ไม่รู้จักและมิใช่ประเทศบ้านเกิดตนเอง
กรณีที่ 3 บุคคลคนที่รับยอดปลายทางและต้นทางที่มีการทำธุรกรรมมากจากบุคคลอื่นๆ มากกว่า 1 คนขึ้นไป

หรือนี่อาจถือเป็นสาเหตุที่มีการปล่อยข่าวการตรวจสอบบัญชีชาวต่างชาติในเกาหลีใต้ก็เป็นได้ ชาวไทยในเกาหลีใต้จึงควรจะต้องระมัดระวังการทำธุรกรรมข้ามประเทศแทนบุคคลอื่นๆ ให้มากขึ้นกว่านี้

ไวรัสกลายพันธุ์จากอังกฤษ แพร่ระบาดในอุลซาน

 

เมืองอุลซานซึ่งมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจำนวนมากที่สุดในบรรดาจังหวัดนอกเขตเมืองหลวงกำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับไวรัสที่กลายพันธุ์ COVID-19

ปัญหาคือการติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์จากสหราชอาณาจักรนั้นมีความสามารถในการแพร่เชื้อได้มากกว่าหลายเท่า

มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันกว่า 1,100 รายตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตอนนี้โดย 340 รายเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์จากสหราชอาณาจักร

ไวรัสกลายพันธุ์

นี่ไม่ใช่การแพร่เชื้อจำนวนมากที่เกิดขึ้นในโรงเรียน, สถานที่ทางศาสนา, ร้านค้าลดราคาขนาดใหญ่และสถานบันเทิงที่ใดที่หนึ่งเพียงเท่านั้น แต่มันเป็นการติดเชื้อจากหลาย ๆ แห่ง

หน่วยงานกักกันโรคกำลังส่งผู้ตรวจสอบทางระบาดวิทยาเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้

ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมเป็นต้นมาเมืองอุลซานได้เพิ่มห้องปฏิบัติการคัดกรองชั่วคราวขึ้น 10 ห้องและยังขอให้บริษัทต่างๆทำการตรวจคัดกรองด้วยตนเองด้วย

อย่างไรก็ตามในปูซานมีผู้ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดเชื้อหลังจากสัมผัสกับผู้ติดเชื้อในอุลซานและทางการกำลังตรวจสอบว่าเป็นเชื้อไวรัสแบบกลายพันธุ์หรือไม่

ไวรัสกลายพันธุ์

เจ้าหน้าที่กักกันพยายามที่จะหยุดการแพร่กระจายไวรัสกลายพันธุ์ไปยังปูซาน, คยองซังบุกโด และคยองซังนัมโด

อย่างไรก็ตามได้มีการเร่งการเริ่มการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนผู้มีอายุ 60 ถึง 74 ปี

โดยได้เริ่มมาแล้วตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคมสำหรับผู้ที่มีอายุ 70–74, ส่วนผู้ที่มีอายุ 65-69 ปีจะเริ่มฉีดในวันที่ 10 พฤษภาคมและในวันที่ 13 พฤษภาคมจะฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่มีอายุ 60–64 ปี

 

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2), แหล่งข่าว(3)

เสียงตัดพ้อแรงงานต่างชาติ “อยากเห็นหน้าครอบครัวตัวเป็นๆ”

 

แรงงานชาวเนปาลผู้เรียนภาษาเกาหลีที่ศูนย์ความหวังแรงงานต่างชาติเผยว่า “บริษัทได้เสนอค่าทำงานล่วงเวลาและค่าอาหารให้เพิ่มด้วย” ก่อนจะกล่าวเสริม “ผมก็รู้สึกพอใจอยู่นะ” แรงงานเนปาลรายนี้เขาอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างน่ารื่นรมย์ที่ทางบริษัทจัดหาไว้ให้ 1 ห้องต่อ 1 คนในหอพักแห่งหนึ่ง

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ดูเศร้าเมื่อเอ่ยถึงว่าตนไม่ได้เห็นลูกสาววัยน้อยกว่า 1 ขวบมา 4 ปี 10 เดือนแล้ว

เขาสามารถไปพักร้อนที่เนปาลได้ แต่นายจ้างของเขาคัดค้านการไปเนปาลโดยพูดว่า “คุณมาที่นี่เพื่อมาหาเงินนะ เพราะฉะนั้นจะกลับเนปาลไม่ได้”

แรงงานต่างชาติ

เขาเป็นพนักงานที่กลับเข้ามาทำงานใหม่ หรือ Re-Entry และต้องการทำงานในบริษัทเดิมต่อไปอีก 4 ปี 10 เดือน บางทีอีก 4 ปี 10 เดือนลูกสาวเขาคงโตเป็นสาวแล้ว เขาต้องสละชีวิต 10 ปีเพื่อเงินและครอบครัว

 

แล้วคุณจำต้องทนกับความไม่สะดวกและความไม่ยุติธรรมทั้งหมดนี้เพียงเพราะคุณมาเกาหลีเพื่อหาเงินเท่านั้นหรือ?

 

ปัจจุบันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในเกาหลีกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงาน 500,000 คน นอกจากนี้หากรวมชาวต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักในเกาหลีก็ดูจะมีแรงงานต่างชาติอาศัยอยู่มากขึ้น

เกาหลีเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติตามมาตรฐาน OECD อยู่แล้ว แต่ระดับสวัสดิการสำหรับผู้ย้ายถิ่นยังคงล่าสมัยอยู่

แรงงานต่างชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบอนุญาตการจ้างงาน (EPS) ที่เริ่มจากมาจากหลักการของผู้ที่มีคุณสมบัติการพำนักในระยะสั้น ดังนั้นจึงมีการระบุให้ไม่สามารถอยู่ในเกาหลีเป็นเวลานานได้ อย่างไรก็ตามตามคำร้องขอของบริษัทต่างๆนั้นก็ส่งผลให้มีการจัดตั้งระบบแรงงานซื่อสัตย์ที่สามารถกลับเข้ามาใหม่และสามารถทำงานต่อได้นานถึง 9 ปี 8 เดือน

ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ในเกาหลีเป็นเวลาเกือบ 10 ปี แต่พวกเขาก็ไม่มีอำนาจในการเชิญครอบครัวให้มาอยู่กับพวกเขาได้ ท้ายที่สุดในเกาหลีก็เพียงอนุญาตให้ใช้แรงงานได้ แต่ไม่สามารถตั้งถิ่นฐานได้

แรงงานจากระบบอนุญาตการจ้างงาน (EPS) อาจจะมีความสามารถในการทำงานมากขึ้นหากพวกเขาสามารถมาทำงานที่นี่และใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหลังเลิกงานได้

หากชาวต่างชาติเดินทางเข้าเกาหลีพร้อมครอบครัวและตั้งถิ่นฐานผ่านระบบอนุญาตการจ้างงานมากขึ้นสถานะของแรงงานต่างชาติในเกาหลีอาจเพิ่มขึ้นได้ในขณะนี้

แรงงานต่างชาติอย่างไรก็ตามเนื่องจากระบบอนุญาตการจ้างงานมีศูนย์กลางอยู่ที่นายจ้างและบริษัท จึงเป็นเรื่องยากที่ระบบจะเปลี่ยนเป็นระบบที่มีแรงงานเป็นศูนย์กลาง

หากแรงงานต่างชาติหรือกลุ่มพลเมืองป่าวประกาศออกไปสื่อก็จะยังคงช่วยถ่ายทอดเรื่องนี้ต่อให้กับชาวเกาหลีทั่วไป เพื่อให้รัฐบาลเกาหลีสามารถขับเคลื่อนด้วยการปรับปรุงระบบได้เช่นกัน

กระนั้นก็ยังมีแรงงานต่างชาติบางคนเป็นตัวแทนของตำแหน่งนายจ้างคอยกล่าวว่า “เรามาเกาหลีก็เพื่อหาเงิน ดังนั้นเราก็ควรจะต้องทนกับความลำบากและความไม่มีเหตุผล”

แรงงานจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าตำแหน่งนี้เป็นภาพลวงตาที่นายจ้างทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

 

“ตอนนี้เราแค่อยากจะเจอหน้าครอบครัวแบบตัวเป็นๆ มากกว่าการมองผ่านจอโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว”

เกาหลีผุดคิวรับวัคซีนแทน “หนุ่มสาวขอสิทธิ์เพียบ”

 

“เป็นไปได้ไหมที่เพื่อนของฉันจะเดินทางไปกับฉันเร็ว ๆ นี้ถ้าพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีน”

 

นายปาร์ค (31) พนักงานออฟฟิศได้รับวัคซีนป้องกัน โควิดของ AstraZeneca รอบแรก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งที่เขาไม่ใช่กลุ่มผู้ที่ต้องรับวัคซีนก่อนแต่เพราะผู้ที่ได้รับวัคซีนตัวจริงไม่มาในวันนั้นเขาจึงเข้ารับวัคซีนแทนที่โรงพยาบาล

* ผู้รับวัคซีนแทน: วัคซีนของผู้เข้าพักที่ไม่ปรากฏตัวหลังจากนัดหมายเพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีน

รับวัคซีนแทน

นายปาร์คกล่าว
“แม้ว่าวัคซีนจะไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปมากในตอนนี้ แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจ”

“ผมกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ในห้องแชท เพราะสิ้นปีนี้ผมมีแพลนจะไปเที่ยวพร้อมกับเพื่อนที่รับวัคซีนเหมือนกันกับผม”

นางสาวคิม (32) ซึ่งมีแผนจะแต่งงานในปลายปีนี้ได้ยกเลิกแผนฮันนีมูน แต่เขาก็กลับเปลี่ยนใจอีกครั้ง ก่อนอื่นเลยเพราะว่าที่สามีของเธอเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีสิทธิ์รับวัคซีนก่อน และก็มีการับวัคซีนไปแล้ว เธอหวังเพียงว่าแค่ตัวเธอได้รับวัคซีนเช่นกันก็มีสิทธิ์จะได้ไปเที่ยวฮันนีมูนด้วยกันในต่างประเทศ

นางสาวคิมกล่าว
“เดิมทีตัวฉันเองก็มีความกลัววัคซีนที่คลุมเครือ แต่ฉันก็อยากจะรับวัคซีนอยู่ดี เพราะรัฐบาลบอกว่าหากได้รับวัคซีนครบก็จะไม่ต้องเสียเวลากักตัวอีกต่อไป ตัวฉันก็กำลังกำลังหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอยู่”

รับวัคซีนแทน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม มีบริษัทนำท่องเที่ยวบางแห่งยอดแพ็กเกจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายไปยังผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจเดินทางไปยังฮาวาย,สวิตเซอร์แลนด์, มัลดีฟส์และดูไบ ซึ่งไม่มีข้อผูกมัดในการแยกกักตัว

แพ็กเกจเหล่านี้มีไว้สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนในเกาหลีแล้วเป็นเวลา 2 สัปดาห์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่รัฐบาลเกาหลีประกาศยกเลิกการกักตัวสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วนั้น ก็มีการโพสต์เกี่ยวกับ ‘การฉีดวัคซีน’ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในชุมชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว

 

ผู้ใช้ชุมชนออนไลน์รายหนึ่งกล่าว
“ฉันโชคดีมากที่โทรไปโรงพยาบาลในพื้นที่และได้รับสิทธิ์ผู้รับวัคซีนแทน ฉันต้องการฉีดวัคซีนครั้งที่สองให้เสร็จแล้วก็จะได้ไปเที่ยวกัน”

หลายคนยังโพสต์ภาพหลักฐานการได้รับวัคซีนแทนผู้ที่ผิดนัดรับวัคซีนผ่านสื่อออนไลน์

รับวัคซีนแทน

อย่างไรก็ตามบางคนกล่าวว่า อย่างไรเสียก็ยังจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอยู่ดี เพราะการเดินทางไปต่างประเทศจะดำเนินก็ยังมีข้อจำกัด แม้แต่ที่อิสราเอลซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุดแถมอนุญาตให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเดินทางไปต่างประเทศได้นั้น ก็มีการพบผู้ติดเชื้อไวรัสกลายพันธุ์หลายกรณีเช่นกัน

ตามรายงานของ The Times of Israel พบไวรัสกลายพันธุ์จากบราซิล 2 รายและไวรัสกลายพันธุ์จากชิลี 1 ราย โดยทั้งหมดเป็นผู้ที่เดินทางไปกลับต่างประเทศหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

 

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ปธน.มุนแจอินลั่น “กลางปีรับวัคซีนมากถึง 13 ล้านคน”

 

วันที่ 3 พฤษภาคม ปธน.มุนแจอินกล่าว
“เราได้รับรายงานว่า หากปริมาณการเดินหน้าฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนที่ทำในตอนนี้ เป้าหมายการรับวัคซีนในครึ่งปีแรกจากเดิม 12 ล้านคนจะกลายเป็น 13 ล้านคนอย่างแน่แท้”

วัคซีน

“เราได้มีการฉีดวัคซีนเพิ่มเป็น 2 เท่าของประชากรเกาหลีแล้วเรียกว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะฉีดวัคซีน 3 ล้านโดสภายในสิ้นเดือนเมษายนหรือมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ และการฉีดวัคซีนก็กำลังถูกเร่งให้เร็วขึ้น”

“เราอยากให้ทุกท่านพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายในการบรรลุภูมิคุ้มกันโดยรวมทั่วประเทศภายในเดือนพฤศจิกายนนี้”

“เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนรู้สึกกังวล เราหวังว่าการแจ้งข้อมูลวัคซีนอย่างโปร่งใสนั้นจะเสริมสร้างการแพร่กระจายข้อมูลที่เป็นเท็จในหลายๆสื่อ”

“ในเดือนพฤษภาคมนี้วัคซีนไฟเซอร์จะได้รับการจัดหาอย่างคงที่และวัคซีนเอสตร้าเซเนกาก็จะมีการได้รับวัคซีนมากกว่าที่วางแผนกันเอาไว้”

วัคซีน

“จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันทุกวันนี้ยอดอยู่ราวๆ 600 ถึง 700 รายทุกวัน และเรามีการควบคุมที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่เราก็ยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงอยู่”

“เรากำลังควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วให้มากที่สุดด้วยความร่วมมือของหน่วยงานกักกันและประชาชน แต่หากมีช่องโหว่ในการกักกันจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

K- 방역 (การกักกันโรคฉบับเกาหลี) มีการใช้ประโยชน์ของการตรวจหาเชื้อโควิด -19 ล่วงหน้า, การสอบสวนทางระบาดวิทยาอย่างละเอียด, และการรักษาอย่างรวดเร็ว กำลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาคสนาม”

“นอกจากนี้การรักษาในเกาหลีใต้ยังได้ประสิทธิผลดีบวกกับการฉีดวัคซีนป้องกันในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว”

“หากเป้าหมายการฉีดวัคซีนขยายออกไปอีกในอนาคต เราจะสามารถปกป้องชีวิตของผู้คนให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น”

วัคซีน “การรักษาความปลอดภัยของวัคซีน COVID-19 ที่ผลิตในเกาหลีถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ เช่นกัน เราหวังว่าเราจะมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนผลิตภัณฑ์วัคซีน COVID-19 ที่ผลิตในเกาหลี ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะประสบความสำเร็จและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อใช้วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทเกาหลีต่อไป ปี.”

ปัจจุบันเรามีวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19 อยู่ 5 ชนิดที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในเกาหลีและมีเป้าหมายเพื่อการค้าภายในสิ้นปีนี้

 

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

คาดนำเข้าแรงงาน EPS ไทย “100 คนทุกสัปดาห์”

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน HRDK ได้ส่งแรงงาน EPS ไทยใหม่ 9 คนในสายงานอุตสาหกรรมการผลิตมายังเกาหลีผ่านทางสายการบิน Korean Air (대한항공)

นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปีที่มีการรับแรงงานไทยกลับเข้ามาอีกครั้ง ในวันเดียวกันนั้นก็มีแรงงานที่กลับเข้าประเทศเกาหลีใต้อีก 48 คน

แรงงานEPSไทย

ตามที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ EPS เซ็นเตอร์ในประเทศไทยระบุ แรงงานได้กลับเข้าเกาหลีอีกครั้งตามคำร้องขอของนายจ้างชาวเกาหลีหลังจากทำงานในเกาหลีและถูกพักงานไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ก่อนจะมีการเดินทางกลับมาเกาหลีอีกครั้งในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2021 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ มีผู้เดินทางเข้าเกาหลีทั้งหมด 266 คน

แรงงาน EPS ถูกระงับไปเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 แต่แรงงานกัมพูชานั้นก็ได้เริ่มเข้าเกาหลีใต้ไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตอนนี้แรงงานไทยจึงถือว่าเป็นอันดับสองในการนำเข้าแรงงานระบบ EPS จากทั้งหมด 16 ประเทศ

ปัจจุบันมีแรงงานไทยประมาณ 3,000 คนที่ได้ลงนามในสัญญาจ้างแรงงานกับนายจ้างและกำลังรอเข้าเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เดินทางเข้าเกาหลีประมาณ 100 คนทุกสัปดาห์

แรงงานEPSไทย

แรงงาน EPS ไทยใหม่ที่เข้ามาในเกาหลีสามารถเข้าเกาหลีได้โดยต้องมีเอกสาร 10 ฉบับที่ขอโดยสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีในประเทศไทย รวมถึงผลการยืนยันการติดเชื้อเป็น ‘ลบ’ จากการตรวจแบบ RT-PCR (การทดสอบ COVID-19) ที่ออกให้ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทางจากโรงพยาบาลที่กำหนดให้โดยสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และต้องมีการลงทะเบียนประกัน COVID-19, และมีใบรับรองการแยกกักตัวในเกาหลี

ขณะนี้มีเพียงประเทศไทย, กัมพูชาและเวียดนามเท่านั้นที่เข้าสู่เกาหลีใต้ และคาดว่าแรงงานไทยจะเดินทางเข้าเกาหลีมากที่สุดในปีนี้

แรงงานEPSไทย

ดังนั้นหัวหน้าศูนย์ EPS ของประเทศไทยกล่าวว่า “เราจะใช้ระบบคะแนนในการคัดเลือกแรงงาน EPS เพื่อเพิ่มกำลังคน”

นอกจากนี้ยังกล่าวว่ามีแผนที่จะคัดเลือกแรงงานประมาณ 12,000 คนในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการก่อสร้าง และยังมีแผนจะเลือกคนงานเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและปศุสัตว์เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนกำลังคนใน

กำหนดการสอบคัดเลือกแรงงาน EPS ยังอยู่ระหว่างการหารืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงแรงงานของประเทศไทยเพราะต้องมีการพิจารณาตามสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน

 

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

แม่ย่าเกาหลีสุดหวง กับ ลูกสะใภ้ไทยรักในอิสระ

 

ชเว มิน-รเย (최민례) ผู้เป็นแม่สามีวัย 63 ปี เธอดูแลลูกสะใภ้ชาวไทยวัย 27 ปี มากกว่าลูกชายของเธอเสียอีก

เธอตามติดลูกสะใภ้ซึ่งภาษาเกาหลีไม่แข็งแรงไปทุกที่เพราะกลัวลูกสะใภ้จะหลงทาง และเธอก็คอยตัดสินใจในเรื่องการแต่งกายว่าลูกสะใภ้ควรแต่งกายอย่างไรและควรทำงานพาร์ทไทม์แบบไหน

แม่ย่าเกาหลี

แต่ลูกสะใภ้ชาวไทยคนนี้เธอพูดได้ถึง 5 ภาษา แถมเธอยังเคยทำงานที่สนามบินนานาชาติในประเทศไทยด้วย แต่ด้วยศูนย์การศึกษาภาษาเกาหลีถูกระงับไปเพราะการแพร่ระบาดของโควิด -19 ทำให้เธอไม่ค่อยเชี่ยวชาญในภาษาเกาหลีนัก แต่ตัวเธอก็มั่นใจในการใช้ชีวิตในของตนเอง

แต่แล้วความขัดแย้งก็ได้ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อยระหว่างแม่สามีที่พยายามปกป้องลูกสะใภ้กับลูกสะใภ้ที่ต้องการอิสระ

แม่ย่าเกาหลี

ในระหว่างนี้ก็เกิดเหตุการณ์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ที่เริ่มลุกลามขึ้นเรื่อย ๆ ในวันที่แม่สามีและลูกสะใภ้ตัดสินใจเตรียมตัวไหว้บรรพบุรุษ (제사) ลูกสะใภ้กลับขาดการติดต่อไปดื้อๆ นั่นเพราะเธอแอบไปสัมภาษณ์งานอย่างลับๆ แม่สามีที่รอลูกสะใภ้มาทั้งวันรู้สึกเสียใจที่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงนี้ในภายหลัง

พวกเขาไปเที่ยวด้วยกันเพื่อล้างความเข้าใจผิดที่สะสมมา อาทิ แวะเที่ยวชมเกาะอันมย็อน (안면도) ในเมืองแทอัน จังหวัดชุงช็องนัมโด (충남 태안)

แม่ย่าเกาหลี

อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันแรกของการเดินทางก็มีสงครามประสาทระหว่างลูกสะใภ้ที่พยายามอยากจะสวมบิกินี่กับแม่สามีที่พยายามหยุดเธอ

พวกเขาสามารถแก้ไขความขัดแย้งได้หรือไม่?

สามารถรับชมกันได้ที่รายการ “다문화 고부열전” ทางช่อง EBS 1TV ตามไปดูกันว่าแม่สามีและลูกสะใภ้ที่ต่างกันสุดขั้วจะเข้าใจกันได้อย่างไร รายการจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 30 เมษายน เวลา 19:50 น.เป็นต้นไป

 

ขอบคุณที่มาจาก : ebs

เกาหลีใต้เตรียมแนะแรงงาน ‘E8 เข้าเกาหลี 2,000 คน!’

 

ขณะที่วิกฤต COVID-19 ยืดเยื้อรัฐบาลเกาหลีก็มีแผนการแนะนำแรงงานต่างชาติ E-8 กว่า 2,000 คนเข้ามาเติมเต็มการขาดกำลังคนในพื้นที่ชนบท

รัฐบาลตัดสินใจที่จะมีการนำแรงงาน E-8 (แรงงานตามฤดูกาล) ซึ่งอนุญาตให้ทำงานได้ 150 วันเข้ามาโดยจะเริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง

ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของรัฐบาลท้องถิ่นรัฐบาลเกาหลีใต้ซึ่งขอให้มีการเร่งปรับใช้การนำเข้าแรงงาน E-8 อย่างเร่งด่วนให้ทันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้

แรงงานE8

ตามที่กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท (농림축산식품부) เผยเมื่อวันที่ 28 เมษายนถึงการจะนำเข้าแรงงาน E-8 กว่า 2,000 คนโดยจะถูกแบ่งส่งออกไปตามรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ 8~ 9 คน

อีกทั้งวิธีการนำเข้าแรงงานตามฤดูกาลยังเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าแต่ก่อนอีกด้วย

ก่อนหน้านี้สามารถนำแรงงานตามฤดูกาลเข้าได้ก็ต่อเมื่อมีการรับรองจากรัฐบาลกลางในการจัดส่งข้ามประเทศ แต่ปัจจุบันสามารถแนะนำคนงานตามฤดูกาลได้เลยหากมีเพียงแค่การรับรองจากรัฐบาลท้องถิ่นในประเทศผู้ส่งออกแรงงานนั้นๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากญาติของผู้ย้ายถิ่นฐานโดยแต่งงาน (F-6) ต้องการทำงานตามฤดูกาลในเกาหลีได้มีการตัดสินใจยกเลิกการรับประกันชั่วคราว หากคุณเป็นญาติกับผู้ถือวีซ่า F-6 นั่นหมายความว่าคุณสามารถทำงานในฐานะแรงงานตามฤดูกาลในเกาหลีได้โดยไม่ต้องมีการรับประกันจากผู้ถือ F-6

แรงงานE8

กระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบท ได้เตรียมสถานอำนวยความสะดวกเพื่อแยกกักตัวให้กับแรงงาน E-8 เมื่อพวกเขาเข้ามาในเกาหลี ขณะนี้พวกเขากำลังหารือเกี่ยวกับระยะเวลาการกักตัว, ค่าจ้าง, และค่าใช้จ่ายในการกักตัวโดยละเอียด

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรอาหารและกิจการชนบทกล่าวว่า
“ด้วยแรงงาน E-8 ที่เราจะมีการนำเข้ากว่า 2,000 คนบวกกับแรงงานเกาหลี 1,000 คนที่ถูกส่งไปยังชนบทในครั้งนี้ เราสามารถจับคู่กับแรงงานในชนบทได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์”

“ปัญหาแรงงานน่าจะได้รับการแก้ไขในระดับหนึ่ง”

อย่างไรก็ตามเนื่องจากการนำเข้าไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุมัติใดๆจากรัฐบาลกลางแล้ว หากรัฐบาลท้องถิ่นตามพื้นที่ใดสามารถทำ MOU กับรัฐบาลท้องถิ่นในเกาหลีใต้ได้ก็จะสามารถส่งแรงงาน E-8 เข้ามาได้โดยตรง ทั้งนี้นทั้งนั้นคุณสมบัติต่างๆ ยังคงต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

แรงงานE8

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เกาหลีลั่นรับวัคซีนแล้ว เตรียม ‘ปลดระยะการแยกกักตัว’

 

รักษาการนายกรัฐมนตรี ฮงนัมกิ (홍남기 총리대행) กล่าวในการบรรยายสรุปสถานการณ์โควิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน

วัคซีน

โดยกล่าวถึงข้อตกลงที่ทำการเพิ่มวัคซีนไฟเซอร์ว่า
“เราสามารถเตรียมการล่วงหน้าด้านการสำรองวัคซีนเพิ่มเติมที่เตรียมสำหรับการฉีดวัคซีนครั้งที่ 3 (บูสเตอร์ช็อต) เพื่อตอบสนองต่อไวรัส”

รักษาการนายกรัฐมนตรีฮงยัมกียังกล่าวเสริมว่าภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เกาหลีใต้จะฉีดวัคซีนได้ครบ 3 ล้านคน และเป้าจะเป็น 12 ล้านคนภายในครึ่งปีแรก

นอกจากนั้นแล้วภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ประชากร 36 ล้านคน (70% ของประชากรทั้งประเทศ) จะได้รับการฉีดวัคซีนรอบที่ 1 จากนั้นพวกเขาก็จะได้รับวัคซีนรอบที่ 2 ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน (ฉีดวัคซีนรวมกัน)

แต่รักษาการนายกรัฐมนตรีฮงนัมกีกล่าวว่า รัฐบาลอาจจะดำเนินการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดอาจะเสร็จเร็วกว่าเดือนพฤศจิกายน

วัคซีน

รัฐบาลเกาหลีใต้ยังวางแผนที่จะขยายจำนวนศูนย์ฉีดวัคซีนเป็น 10,400 แห่งภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมโดยจะสามารถรองรับผู้ได้รับการฉีดวัคซีนมากถึง 1.5 ล้านคนต่อวัน

“จากการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปี พบว่า เอสตร้าเซเนกา (AstraZeneca) ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ได้ผลอยู่ที่ 93.2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบปฏิกิริยาที่ผิดปกติอย่างละเอียดอีกด้วย”

“ในกรณีที่เกิดความเสียหายหรือมีความผิดปกติจากวัคซีน รัฐบาลจะชดใช้ภายใต้ระบบการชดเชยแห่งชาติอย่างแน่นอน”

 

เขากล่าวว่าในช่วงฤดูร้อนพอประชาชนเริ่มฉีดวัคซีน ก็จะมีการเตรียมพร้อมในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันและผลประโยชน์สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ

วัคซีน

“ในส่วนของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเริ่มฉีดวัคซีนในกลุ่มบุคคลทั่วไปในช่วงฤดูร้อนนี้ เรากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนเสร็จแล้วให้มีชีวิตประจำวันที่มีอิสระมากขึ้น”

“ด้วยการใช้ใบรับรองการฉีดวัคซีน (วัคซีนพาสปอร์ต) เรากำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการกักตัว โดยจะมีการยกเว้นการแยกกักตัวแม้ผู้นั้นจะเคยติดต่อกับผู้ติดเชื้อก็ตาม หากประสงค์จะเดินทางเข้าออกนอกประเทศนั้นก็จะสะดวกมากขึ้น เพระจะไม่มีการกักตัว”

วัคซีน

รักษาการนายกรัฐมนตรีฮงกล่าวเช่นกันว่า
“ในระหว่างนี้มีบางคนเกิดความวิตกกังวลอย่างมากในหมู่ประชาชนว่าเกาหลีจะขาดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ซึ่งนี้ถือว่าไม่เป็นความจริง”

“ ทุกประเทศต่างก็เผชิญกับความไม่แน่นอนในอุปทานและอุปสงค์ของวัคซีน ยกเว้นประเทศที่พัฒนาวัคซีน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรและอิสราเอล ซึ่งสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ก่อนใคร ส่วนในเกาหลีความไม่แน่นอนในอุปสงค์และอุปทานของวัคซีนนั้นค่อนข้างต่ำ “

นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า กำลังมีความพยายามที่จะขยายฐานการผลิตวัคซีนในเกาหลีใต้ ซึ่งก็มีบริษัทยาของเกาหลี 5 แห่งกำลังดำเนินการทดลองวัคซีป้องกันโควิดทางคลินิกในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 อยู่ และมีเป้าหมายที่คาดว่าจะอนุมัติให้ใช้จริงภายในสิ้นปีนี้

ในท้ายที่สุดรักษาการนายกรัฐมนตรีฮงนัมกี กล่าวว่า
“ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องทุ่มเทพลังในการสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวม อย่าสิ้นเปลืองเวลาตามข่าวที่ไม่มีมูลและคอยแต่จะกังวลเกี่ยวกับเรื่องการจัดหาวัคซีนและการฉีดวัคซีนกันเลย จงเชื่อมั่นในการทำงานของเรา”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

แรงงานต่างชาติชุมนุมลั่น “ยกเลิกระบบอนุญาตจ้างงาน!”

 

วันนี( 25 เมษายน) แรงงานต่างชาติเดินขบวนในจงโนกู, กรุงโซล (서울 종로구) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ถึง 15:00 น. เพื่อรำลึกถึงวันแรงงานโลก ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

กลุ่มแรงงานต่างชาติ (이주노동자  평등연대) ได้จัดงานแถลงข่าวต่อหน้าสำนักงานบริหารการจ้างงานและแรงงานแห่งโซลในเขตจุงกู, กรุงโซล (서울 중구)

ระบบอนุญาตจ้างงาน

“เราได้ยื่นอุทธรณ์รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว เพื่อต่อต้านระบบอนุญาตการจ้างงานที่จำกัดสิทธิ์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงาน แต่ทั้งรัฐบาลเกาหลีและศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ดำเนินการใด ๆ”

ภายในการแถลงพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับกรณีที่แรงงานต่างชาติได้รับการปฏิบัติอย่างไม่สมเหตุสมผลเนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานโดยมีการกล่าวดังต่อไปนี้

“สาเหตุหนึ่งก็มาจากแรงงานต่างชาติที่ต้องทำงานแต่พอกลับมาที่ที่พักก็เจอกับสภาพที่พักที่ไม่ดี ตามระบบอนุญาตการจ้างงานนั้นเคยไม่อนุญาตให้เปลี่ยนสถานที่ทำงาน”

พวกเขายังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีใต้ถึงช่องโหว่ในมาตรการขยายระยะเวลาการจ้างงานออกไปหนึ่งปีสำหรับแรงงานต่างชาติที่ไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจาก COVID-19

ระบบอนุญาตจ้างงาน

อีกทั้งมีการถกเถียงกันว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มการหารือเกี่ยวกับการทำให้แรงงานต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนได้อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พวกเขายังพูดถึงประเด็นการกักกันโรค COVID-19 ที่มีต่อกลุ่มชาวต่างชาติด้วยว่า

“รัฐบาลเกาหลีใต้ต่างก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผล อาทิเช่น ‘การตรวจหา COVID-19 แค่เพียงกับต่างชาติเท่านั้น’ และก็เรื่องที่ควรจะต้องมีการดำเนินการสนับสนุนการแปลเพื่อสร้างความแน่ใจว่าแรงงานต่างชาติทั้งหมดจะไม่ถูกกีดกันจากการฉีดวัคซีน COVID-19”

ระบบอนุญาตจ้างงาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเรียกร้องให้ดำเนินการปรับระบบอนุญาตแรงงานให้มีการรับประกันเสรีภาพในการย้ายงาน นอกจากนี้ยังยกประเด็นต่างๆ เช่น การจัดหาหอพักที่จะไว้ให้คนงานอาศัยอยู่และประเด็นการค้างค่าจ้าง รวมไปถึงเงินค่าชดเชย

นอกจากนี้พวกเขายังเรียกร้องให้มีการรับประกันสิทธิแรงงานของแรงงานต่างชาติ การกำหนดเบี้ยประกันสุขภาพอย่างเป็นธรรม และการระงับอำนาจเผด็จการของทหารเมียนมาร์ด้วย

 

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว