นำร่องแผนจัดการโอมิครอนแบบใหม่ “ควังจู, จอนนัม, พย็องแทค, อันซ็อง”

ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคมเป็นต้นไป จะลดระยะเวลากักตัวสำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้วเหลือ 7 วัน นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังเผยถึงแผนที่จะนำนโยบายการตอบโต้วิกฤตโอมิครอนมาใช้เป็นครั้งแรกในควังจู (광주), จอนนัม (전남), พย็องแทค(경기 평택) และ อันซอง (경기 안성) ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการระบาดโอมิครอนอย่าหนัก( อัตราการติดเชื้อมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์)

โอมิครอน

เมื่อวันที่ 21 มกราคม หน่วยงานสาธารณสุขได้ออกประกาศในที่ประชุมว่าจะมีการลดระยะเวลากักตัวสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนให้สั้นลงจาก เดิมทีต้องกักตัว 10 วันให้เหลือเพียง 7 วัน นอกจากนี้ ในเมืองควังจู, จอนนัม, พย็องแท็ก, และอันซ็อง ได้พบจำนวนผู้ป่วยโอมิครอนเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จะมีการนำนโยบายใหม่มาใช้โดยจะให้เฉพาะกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อาทิเช่น ผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถเข้ารับการตรวจโควิดแบบ PCR ก่อนได้

ถ้าผู้ใดไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหาดต้องการจะตรวจโควิดแบบ PCR จะต้องมีการตรวจผ่านชุดตรวจโควิดด้วยตนเองก่อน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีได้ประกาศนโยบายที่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านการกักตัวและนโยบายด้านระบบการแพทย์ไว้แล้วภายใต้แนวทาง “오미크론 대응단계” ซึ่งจะนำมาใช้ในกรณีที่โอมิครอนระบาดหนัก

โอมิครอน

ในภูมิภาคโฮนัมมีอัตราการตรวจพบโอมิครอนกว่า 59.2% แล้ว นอกจากนี้พย็องแทคและอันซองซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของหน่วยทหารสหรัฐก็พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ติดโอมิครอน

รัฐบาลกล่าวว่ามีแผนที่จะทำการนำการตรวจโควิดแบบ PCR เข้ามาใช้สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงตามศูนย์สาธารณสุข (보건소) และศูนย์คัดกรองชั่วคราว (임시선별검사소) ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับการตรวจผ่านชุดตรวจโควิดด้วยตนเองก่อน (자가검사키트) ที่คลินิกตรวจคัดกรอง หากพบว่าเป็นบวกจะได้รับการตรวจหาโควิดแบบ PCR โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

รัฐบาลเกาหลีพิจารณาว่าจะรวมบุคคลที่มีอาการคล้ายโควิดให้สามารถตรวจ PCR ได้ แต่ต้องชะลอการตัดสินใจก่อนว่าจะมีการตั้งมาตรฐานที่ชัดเจนอย่างไรกับบุคคลกลุ่มนี้

โอมิครอน

อี กิ-อิล เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสาธารณสุข เผยว่า “เนื่องจากการที่ผู้ที่มีอาการเข้าใจว่าตัวเองอาจติดเชื้อแล้วมาใช้สิทธิ์ตรวจ PCR เนื่องจากความเข้าใจไปเองนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทางภาครัฐที่ต้องแบกรับค่าจัดการตรวจโควิดแบบ PCR ที่มากเกินไป”

รัฐบาลกำลังมองว่าการค้นหาและรักษาผู้ป่วยวิกฤตินั้นพึงสำคัญในอันดับแรกในสถานการณ์ที่โอมิครอนกำลังระบาด

รัฐบาลเผย “โอมิครอนมีกำลังในการขยายพันธุ์เร็วกว่าเดลต้าสองถึงสามเท่า แต่มีอัตราที่ทำให้ถึงขั้นวิกฤตค่อนข้างต่ำ เพื่อที่จะลดผู้ที่ติดเชื้อ การวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอย่างรวดเร็วย่อมมีประสิทธิภาพสูงและเป็นสิ่งสำคัญสุด”

ทางรัฐบาลเกาหลีจึงได้วางแผนที่จะใช้ระบบการจัดการเพื่อตอบโต้วิกฤตโอมิครอนแบบใหม่ครั้งแรกใน 4 ภูมิภาค รวมทั้งใน ควังจู เพื่อตรวจสอบสถานการณ์โดยรวมแล้วจึงวางแผนที่จะขยายระบบใหม่นี้ไปทั่วประเทศ

ในขณะเดียวกัน ด้วยความต้องการที่จะลดการตรวจแบบ PCR ลง การใช้บัตรผ่านวัคซีนก็จะถูกแทนที่ด้วยผลตรวจโควิดด้วยตนเอง (สำหรับผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน) ผ่านคลินิกตรวจคัดกรองต่างๆ (선별진료소, 임시선별검사소, 보건소) และผลตรวจแอนติเจนชนิดรวดเร็ว (신속항원검사) ซึ่งมีการตรวจตามคลินิกทางเดินหายใจ (호흡기 리닉) แทน แต่อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาหมดอายุของผลตรวจนั้นนั้นจะใช้ได้เพียงแค่ 24 ชั่วโมงเท่านั้น

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

มอบวีซ่า D-4 ให้เด็กต่างชาติในเกาหลี “พ่อแม่รับวีซ่า G-1 เพื่อหางานทำ”

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ประกาศถึงการที่จะรับรองสิทธิในการศึกษาให้กว้างขึ้นสำหรับเด็กต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักในเกาหลี และขยายขอบเขตด้านคุณสมบัติการพำนักให้กับเด็กเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา ฯลฯ และเพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันในฐานะสมาชิกของสังคมเกาหลี

เด็กต่างชาติในเกาหลี

โดยจะเริ่มดำเนินการเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2022 ถึง 31 มีนาคม 2025

ก่อนหน้านี้มีการดำเนินการช่วยขึ้นทะเบียนพำนักให้กับเด็กที่เกิดในเกาหลีแต่ยังไม่ได้แจ้งเกิด และมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเกาหลีมานานกว่า 15 ปี และจบการศึกษาระดับมัธยมต้นหรือมัธยมปลายในเกาหลี

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขยายขอบเขต อาทิ หากเด็กที่ไม่ได้จดทะเบียนเกิดในเกาหลีหรือเข้าเกาหลีมาตั้งแต่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ ผู้ที่จะได้สิทธิ์ตามนโยบายนี้คือต้องอยู่ในเกาหลีเกิน 6 ปี มีประวัติการเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา, มัธยมศึกษาตอนต้น, และมัธยมปลายในเกาหลี หรือ จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม

หรือถ้าหากเด็กต่างชาติเข้ามาเกาหลีหลังจากอายุ 7 ขวบ เด็กจะต้องอยู่ในเกาหลีมานานกว่า 7 ปี เข้าเรียนในระดับประถมศึกษา, มัธยมศึกษาตอนต้น, และมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นนี้ถึงจะรวมอยู่ในสิทธิ์ดังกล่าวด้วย

ตัวอย่างเช่น ชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักโดยกำเนิดตั้งแต่เกิดในเกาหลี แต่พำนักอยู่ในเกาหลีมานานกว่า 6 ปีแล้ว และเด็กมีประวัติกำลังเข้าเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ เด็กผู้นี้จะมีสิทธิ์ได้รับวีซ่าพำนักประเภท D-4

เด็กต่างชาติในเกาหลี

หากระยะเวลาที่เข้าพักของเด็กยังไม่ถึงเกณฑ์ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2025 ที่จะมีการเริ่มนโยบาย รวมกระทั่งเด็กที่ยังไม่ถึงเวลาไปโรงเรียน อย่าเพิ่งถอดใจไป เด็กผู้นั้นจะยังคงมีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ตามนโยบายนั้นอยู่ หากเด็กมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดก่อนนโยบายนี้จะหมดในวันที่ 31 มีนาคม 2025 และเด็กจะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ตามการศึกษาภาคบังคับภายใต้ระยะเวลาที่มีการบังคับใช้

นโยบายนี้จะเป็นการมอบวีซ่า D-4 ให้กับเด็กๆ ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนพำนักและแม้ว่าพวกเขาจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายในภายหลัง พวกเขาก็จะยังคงได้รับสถานะการพำนักเพิ่มเติม (วีซ่าการศึกษาหรือวีซ่าทำงาน) ที่เหมาะสมที่จะมีอาชีพมีการงาน เช่น การไปโรงเรียนหรือการไปทำงาน

ตามสถิติของกระทรวงศึกษาธิการ (교육부) คาดว่าเด็กต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียน 3,000 คน ต่างก็คาดว่ามีพวกเขาไม่มีหมายเลขประจำตัวชาวต่างชาติจึงไม่ได้รวมอยู่ในรายชื่อ

ในขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมวางแผนที่จะดำเนินการให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังที่บริเวณเคาน์เตอร์แผนกต้อนรับหน้ากระทรวง เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองสามารถยื่นเรื่องขอวีซ่านี้ให้บุตรได้โดยตรงโดยไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายแพงๆให้กับเอเจนซี่ที่แทบจะไม่คุ้นเคยกับคุณสมบัติของผู้สมัครหรือเอกสารในการยื่นคำร้อง

สามารถดูข้อมูลการยื่นเรื่องสมัครและข้อมูลการส่งเอกสารได้ที่ 하이코리아 (https://www.hikorea.go.kr/board/BoardNtcDetailR.pt?BBS_GB_CD=BS10&BBS_SEQ=1&NTCCTT_SEQ=1308)และคุณก็สามารถยื่นเรื่องสมัครได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่

เด็กต่างชาติในเกาหลี

นอกจากนี้ ผู้ปกครองของเด็ก (ในฐานะชาวต่างชาติที่ไม่ไดขึ้นทะเบียน) จะสามารถอาศัยอยู่ในเกาหลีได้จนกว่าบุตรจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือโตเป็นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะให้บุตรได้รับอนุญาตเข้าพำนักในประเทศ ผู้ปกครองของเด็กจะต้องจ่ายค่าปรับที่เคยมีการพำนักอย่างผิดกฎหมายเพื่อยื่นเรื่องให้บุตรตนเองได้สิทธิ์จากนโยบายนี้
(การเรียกเก็บค่าปรับจะเก็บเพียง 30% ของค่าปรับเต็ม ความผิดฐานอาศัยอยู่อย่างผิดกฎหมาย แต่ถ้าหากครอบครัวมีปัญหาด้านรายได้หรือกระทบสถานะการเงินภายในครอบครัวและความสามารถในการชำระค่าปรับไม่เพียงพอ ค่าปรับก็อาจจะมีการปรับลดลง)

และผู้ปกครองจะได้รับวีซ่า G-1 (เดิมที่ห้ามวีประเภทนี้ทำงาน) แต่จะมีการอนุญาตให้ผู้ปกครองเด็กสามารถทำงานได้ เพื่อเป็นการเลี้ยงดูส่งเสียบุตร

นอกจากนี้ เมื่อเด็กจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายหรือกลายเป็นผู้บรรลุนิติแล้ว พ่อแม่ของเด็กจะต้องออกจากประเทศเกาหลีใต้ด้วยตัวเอง และหากผู้ปกครองอาศัยอยู่ต่ออย่างผิดกฎหมายโดยไม่ได้ออกจากประเทศเกาหลีใต้จะถือว่าไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ได้อีก

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เกาหลีชี้โควิดกลายพันธุ์ “โอมิครอนพุ่ง 26.7% ทั่วประเทศ!”

เมื่อวันที่ 17 มกราคม พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโควิด 26.7% ในเกาหลีติดโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโฮนัม (พื้นที่บริเวณกวางจู, จอนนัม และจอนบุก) โอมิครอนได้กลายเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นในพื้นที่คิดเป็น 59.2% ส่วนในคย็องบุกและคังวอนโดก็มีอัตราการตรวจพบโมิครอนมากกว่า 30%

โอมิครอน

ตามสถานะไวรัสการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 รายสัปดาห์ที่รวบรวมโดยหน่วยงานสาธารณสุขพบว่า 3,693 ราย (58%) เป็นสายพันธุ์เดลต้าและกว่า 2,679 ราย (42%) เป็นสายพันธุ์โอมิครอน จากการวิเคราะห์ผู้ป่วย 6,372 ราย ตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 15 มกราคม ได้มีการวิเคราะห์และเฝ้าระวัวทางพันธุกรรมจากการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันทั้งหมดที่เข้าสู่เกาหลีใต้ และวิเคราะห์ 15% ของผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศ

หากศึกษาจากกรณีที่เกิดขึ้นในเกาหลีแล้วพบว่า 26.7% (1,316 ราย) ติดโอมิครอน ส่วนผู้ป่วยที่เดินทางมาจ่กต่างประเทศพบว่าติดโอมิครอนกว่า 94.7% (1,363 ราย)

จากผลวิเคราะห์การติดเชื้อโควิดสามารถจำแนกตามภูมิภาคได้ดังนี้ อัตราการตรวจพบไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอนในภูมิภาค แบ่งเป็นโฮนัม 59.2%, คย็องซังบุกโด 37.1%, คังวอนโด 31.4% นอกจากนี้ในปริมณฑลพบโอมิครอน 19.6%, 13.5% ในเขตชุงชอง, 12% ในเขตคย็องซังนัมโด และ 6.1% ในเมืองเชจู

โอมิครอน

จนถึงปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อโอมิครอนแล้วถึง 5,030 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 2,679 รายเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า

ในบรรดาผู้ป่วยที่ติดโอมิครอนพบดับ 1 ราย (วัย 70 กว่าปี) ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ และผู้ป่วย 5 รายดับหลังติดเชื้อภายในประเทศ (รายนึงวัย 70 กว่าปี, 2 ราย 80 กว่าปี, 2 รายวัย 90 กว่าปี)

พบกรณีติดโอมิครอนแล้วมีอาการรุนแรง 2 รายวัย 70 กว่าปีซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ และอีก 5 รายจากการติดเชื้อในประเทศ (1 รายวัย 80 กว่าปี, 2 รายวัย 70 กว่าปี, 1 รายวัย 60 กว่าปี, 1 ราย อายุน้อยกว่า 10 ปี)

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุขกล่าวว่า “มีความเสี่ยงที่จะพบผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงเนื่องจากการแพร่กระจายโอมิครอน ระบบสาธารณสุขเองก็กำลังถูกจัดโครงสร้างใหม่ตามลักษณะของการแพร่ระบาดของโอมิครอนอยู่”

โอมิครอน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

K-ETA บังคับใช้ 8 เดือนแล้ว “ระวังเว็บไซต์ลวงลงทะเบียน”

แม้ว่าจะเป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้วที่ระบบ K-ETA ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถที่จะได้รับใบอนุญาตเดินทางเข้าเกาหลีก่อนเดินทางจริง แต่ทางด้านกระทรวงยุติธรรม (법무부) ก็ได้ออกมาเตือนว่ามีคดีฉ้อโกงจากผู้ไม่ประสงค์ดีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเพียงแค่จ้างยื่นเรื่องผ่านระบบ K-ETA

K-ETA

เมื่อวันที่ 13 มกราคม กระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า “เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้รับรายงานว่าในต่างประเทศตามช่องทางสื่อสารต่างๆ ได้มีการพยายามที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจำนวนมากเพียงแค่ดำเนินการยื่นเรื่องผ่านแอปพลิเคชัน K-ETA ซึ่งรัฐบาลเกาหลีเองก็ไม่ได้กำหนดตัวแทนการยื่นเรื่องผ่าน K-ETA อย่างเป็นทางการไว้ด้วย”

K-ETA เป็นระบบที่กำหนดให้ใช้กับพลเมืองของประเทศที่สามารถเข้าประเทศเกาหลีได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า เพื่อที่จะเข้าถึงเว็บไซต์ K-ETA หรือแอพมือถือก่อนออกเดินทางจากประเทศก็จะต้องมีการป้อนข้อมูลและขออนุญาตเดินทางเข้าผ่านแอป K-ETA ก่อน และได้เริ่มปฏิบัติการนำร่องบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2021 แล้ว

ประเทศเป้าหมายคือ 112 ประเทศที่ได้รับอนุญาตให้มีข้อตกลงเรื่องการยกเว้นวีซ่า (วีซ่า B-1) และ (B-2) กับสาธารณรัฐเกาหลี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ 62 ประเทศถูกระงับไม่ให้เข้าประเทศชั่วคราวโดยไม่มีวีซ่า และมีเพียง 50 ประเทศเท่านั้น อาทิสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ที่ยังคงมีการดำเนินการอยู่

K-ETA

หากผู้เข้าประเทศนั้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการเที่ยวชม, เยี่ยมญาติ, หรือเข้าร่วมการประชุม พวกเขาสามารถเข้ามาได้ด้วยระบบ K-ETA ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และหากเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การจ้างงาน ศึกษาต่อต่างประเทศ และการย้ายถิ่นฐาน
จะต้องได้รับวีซ่าก่อนเดินทางเข้า

ผลการบังคับใช้เปิดใช้ K-ETA กระทรวงยุติธรรมเผยว่ามีคำสั่งไม่อนุมัติชาวต่างชาติที่ไม่มีความน่าเชื่อถือว่าจะเดินทางออกจากราชอาณาจักรตามกำหนด 493 คนโดยปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องบินจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมปีที่แล้วและบริษัทเกาหลีได้ให้การสนับสนุนให้บริษัทต่างชาติกว่า 1,827 แห่งเชิญให้เดินทางเข้าประเทศโดยเร็ว

K-ETA

กรณีที่ดีเยี่ยมในการประเมินสถานะการเข้าประเทศ ซึ่งการยกย่องครั้งนี้จัดทำโดย UNOCT เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรมกล่าว “เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าผู้คนทั่วโลกจะไม่มีปัญหาในการใช้ระบบ K-ETA”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ขยายเว้นระยะห่างอีก 3 สัปดาห์ “พร้อมมาตรการพิเศษ เทศกาลซอลลัล”

เมื่อวันที่ 14 มกราคม นายกรัฐมนตรีคิมบูคย็อม (김부겸 국무총리) ได้ออกประกาศถึงการขยายระยะเวลาการเว้นระยะห่างทางสังคมต่อออกไปอีก 3 สัปดาห์ (ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม ถึง 6 กุมภาพันธ์) อย่างไรก็ตาม การจำกัดจำนวนการชุมนุมส่วนตัวจะถูกปรับจากเดิม 4 คนเป็น 6 คน นอกจากนี้ เวลาทำการส่วนใหญ่ของสถานอำนวยความสะดวกอเนกประสงค์ยังสามารถเปิดได้ถึงเวลา 21.00 น. เท่ากับเมื่อก่อน

นายกรัฐมนตรีคิม กล่าวในการประชุมที่จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการกรุงโซล (정부서울청사) “รัฐบาลเกาหลีตั้งใจที่จะรักษาระยะห่างทางสังคมในปัจจุบันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ จนกว่าจะสิ้นสุดวันหยุดปีใหม่ทางจันทรคติ (ซอลลัล) อย่างไรก็ตาม เราจะปรับการจำกัดจำนวนการชุมนุมส่วนตัวจาก 4 คนเป็น 6 คน” เขากล่าว

เทศกาลซอลลัล

นอกจากนี้ หน่วยงานสาธารณสุขจะดำเนินการมาตรการพิเศษสำหรับวันหยุดปีใหม่ทางจันทรคติ (설 연휴 특별 대책)

[มาตรการพิเศษสำหรับวันหยุดซอลลัลนี้]
▲ งดการเคลื่อนย้าย เช่น การกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดและการเดินทางท่องเที่ยว (หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้พบปะได้เพียงกลุ่มเล็กๆ ตามกฎการควบคุมโรคหลังฉีดวัคซีน) ▲ รถไฟจะมีขายเฉพาะที่นั่งริมหน้าต่าง ▲ ค่าผ่านทางทางหลวงเก็บตามปกติ ▲ห้ามเข้าเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลหรือศูนย์เนอร์สซิ่ง หากจำเป็นจริงๆ ต้องทำการจองล่วงหน้า ▲ห้ามรับประทานอาหารในบริเวณที่พักบนทางหลวง (29 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์)

เทศกาลซอลลัล

นี่จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนไปใช้ระบบกักกันและเป็นการตอบสนองทางการแพทย์เพื่อเตรียมพร้อมก่อนโอมิครอนจะแพร่กระจาย

รัฐบาลเกาหลีจะเปลี่ยนระบบกักกันระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์หากไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนยังเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นในเกาหลี

ก่อนอื่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคาดการณ์ว่าโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนจะกลายเป็นสปีชีส์ที่โดดเด่น (มีอัตราการตรวจพบ 50% หรือมากกว่า) ในเกาหลีประมาณวันที่ 21 มกราคม

คาดว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันต่อวันคาดว่าจะเกิน 20,000 ในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์และ 30,000 ในปลายเดือนมีนาคมขึ้นอยู่กับระดับการเว้นระยะห้างทางสังคม

ประการแรก การเตรียมการสำหรับการป้องกันโอมิครอนจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนการเตรียมการและการตอบสนอง

เทศกาลซอลลัล

ในขั้นตอนการเตรียมการ มาตรการต่างๆ เช่น การจำกัดการเข้าประเทศของ 11 ประเทศ รวมถึงแอฟริกาใต้ จะมีการระงับเที่ยวบินตรงไปยังเอธิโอเปีย และการให้มีการกักตัวในกลุ่มผู้เดินทางขาเข้าเป็นเวลาทั้งหมด 10 วัน และกฎนี้จะยังคงอยู่จนถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์

ระบบการจัดการ เช่น การยื่นคำยืนยันผลตรวจ PCR เชิงลบภายใน 48 ชั่วโมงของวันออกเดินทาง เพื่อเป็นการจัดการตรวจคนเข้าเมืองและเที่ยวบินเข้าประเทศ ซึ่งถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกัน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโอมิครอนมีประสิทธิภาพน้อยต่อระบบตอบสนองที่เตรียมการไว้ การบังคับใช้ข้อจำกัดในการเข้าประเทศอาจจะถูกยกเลิกและจะมีการการจัดการบริหารความเสี่ยงเองภายในประเทศ แต่ระบบการป้อนข้อมูลการกักกันล่วงหน้าจะยังคงกำหนดเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เช่นเดิม

นอกจากนี้ ความสามารถในการตรวจวินิจฉัย PCR จะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 850,000 เคสต่อวัน เมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบ “ระยะตอบสนองต่อโอมิครอน” โดยจะมีการใช้การตรวจโควิดแบบ PCR ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นหลัก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงการตรวจหาผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ ส่วนค่าประกันสุขภาพที่ประชาชนมีอยู่จะถูกนำไปใช้กับการตรวจแอนติเจนแบบรวดเร็วและการตรวจโควิดตามโรงพยาบาลหรือคลินิก

เทศกาลซอลลัล

ขั้นตอนการตอบสนอง ในปัจจุบันมีการสอบสวนทางระบาดวิทยาที่ตรวจสอบผู้สัมผัสใกล้ชิดทั้งหมดโดยจะเน้นไปที่ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวและคนในครอบครัว โดยจะมีการให้กักตัวในระยะเวลาสั้นลงจาก 10 วันเป็น 7 วัน แต่สำหรับผู้ติดเชื้อจะยังคงแนะให้ปฏิบัติตามกฎกักกันเป็นเวลา 3 วันหลังจากออกจากการรักษาตัว และบุคคลที่ติดต่อกับผู้ป่วยโดยจรงจำเป็นต้องได้รับผลตรวจเป็นลบหลังจากพบปะผู้ติดเชื้อไปแล้ว 6 วัน

ในขั้นตอนการเตรียมการ มีความจำเป็นที่จะต้องให้มีการรับวัคซีนเข็ม 4 สำหรับผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง และมุ่งเป้าลดจำนวนผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ระบบตอบสนองทางการแพทย์ได้รับการจัดระเบียบใหม่ทั้งหมดเริ่มมาตั้งแต่ขั้นตอนการตอบสนองหลังจากขั้นเตรียมขั้นตอนเตรียมการ

เดิมทีในปัจจุบันการดูแลผู้ป่วย COVID-19 ที่รักษาต้วที่บ้านจะใช้เวลา 10 วันขึ้นไป โดย 7 วันจะรักษาอาการ + 3 วันกักตัวเองหลังสิ้นการรักษา แต่จะมีการลดเวลาให้สั้นลงให้เหลือ 7 วัน (โดยจะกักหรือไม่กักตัวก็ได้หลังการรักษาเสร็จสิ้น)

นอกจากนี้ จะเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยหนัก 1,200 เตียงไปยังศูนย์รักษาโควิดย่านชุมชนซึ่งมีไว้รองรับการรักษาผู้ป่วยนอก ในขั้นตอนการเตรียมการ จะมีการขยายเตียงทั้งหมด 6,944 เตียงภายในสิ้นเดือนมกราคม และจะใช้ระดับของผู้ป่วยในการกำหนดระบะเวลารักษาตัว ผู้ป่วยระดับกลางเตียงผู้ป่วยจะลดระยะเวลารักษาตัวลงจากอย่างน้อย 10 วันเป็น 7 วัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในการรองรับด้านเตียงผู้ป่วย

เรมเดซิเวียร์ ซึ่งทราบกันดีว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนในขั้นตอนการตอบสนอง โดยจะมีการขยายการนำไปใช้เริ่มจากผู้ป่วยขั้นรุนแรงไปสู่ผู้ป่วยที่ไม่รุนแรง และจะเพิ่มการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ด้วยการใช้ยาชนิดรับประทานด้วย

นอกจากนี้ จะย้ายระบบการรักษา COVID-19 ไปยังโรงพยาบาลและคลินิกในท้องถิ่น ผู้ป่วยที่มีอาการจะได้รับการตรวจที่คลินิกระบบทางเดินหายใจ และตามโรงพยาบาลที่กำหนดรวมทั้งตามคลินิก ส่วนผู้ป่วยที่ไม่รุนแรงจะได้รับการรักษาและสั่งจ่ายยาที่โรงพยาบาลและคลินิกในท้องถิ่น แล้วก็ให้กลับมารักษาตัวที่บ้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยระดับกลางและระดับรุนแรงก็ยังคงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะรักษาโรคติดเชื้อเท่านั้น

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ย้ำต่างชาติไปรับวัคซีนเข็ม 3 พร้อมเตรียมปรับวิธีเข้าเกาหลีใหม่

ในการบรรยายสรุปเมื่อวันที่ 13 มกราคม หน่วยงานสาธารณสุขได้เน้นว่าชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเกาหลีสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ได้เช่นเดียวกับชาวเกาหลี

เข้าเกาหลี

ชาวต่างชาติที่ขึ้นทะเบียนพำนัก (คนมีวีซ่า) สามารถจองวัคซีนได้ผ่านเว็บไซต์จองวัคซีนล่วงหน้า (https://ncvr2.kdca.go.kr/) และสามารถเข้ารับวัคซีนได้เลย ส่วนชาวต่างชาติที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสามารถไปรับวัคซีนที่สถานพยาบาลหรือศูนย์สุขภาพ (보건소) ได้ชั่วคราว โดยใช้หมายเลขประจำตัวชั่วคราว (임시관리번호) ที่ศูนย์สุขภาพออกให้

หน่วยงานสาธารณสุขได้ขอให้ผู้อพยพผิดกฎหมายเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 และไม่ต้องกังวลผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

นอกจากนี้ยังได้อธิบายมาตรการเสริมสร้างการควบคุมโรคในกลุ่มชาวต่างชาติที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด อาทิ

เข้าเกาหลี

ประการแรก ผู้เดินทางขาเข้าทุกคนต้องใช้รถยนต์ของตนเองหรือรถจากเครือข่ายขนส่งสาธารณสุขเท่านั้น ห้ามใช้รถสาธารณะ

ประการที่สอง เกณฑ์การส่งผลตรวจโควิดแบบ PCR เชิงลบยืนยันของผู้โดยสารขาเข้าประเทศเดิมทีใช้ผลตรวจที่ได้รับ 72 ชั่วโมงก่อนวันออกเดินทาง แต่ลดลงให้เหลือ 48 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง

นอกจากนี้ หน่วยงานสาธารณสุขยังมีแผนที่จะใช้มาตรการจำกัดเที่ยวบินที่พบผู้ป่วยชาวต่างชาติมากกว่า 3 รายในหนึ่งสัปดาห์

รวมทั้งจะมีการแนะนำให้มีการขยายที่พักที่ปลอดภัยตามที่รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งจัดหา เผื่อไว้ในกรณีที่มีพื้นที่กักตัวไม่เพียงพอ แทนการอยู่ร่วมกับครอบครัวในหลังเดียวกัน

ทางด้านการนำเข้ายารักษาโควิดชนิดรับประทานก็ได้เดินทางเข้ามาถึงเกาหลีแล้ว

เข้าเกาหลี

นายกรัฐมนตรี คิวบูคย็อม(김부겸 국무총리) แถลงข่าวถึงการมาถึงเกาหลีของยารักษาโควิดชนิดรับประทาน เมื่อวันที่ 13 มกราคม โดยเน้นว่า “ขณะนี้เรามีทางเลือกเพิ่มอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากวัคซีนในการต่อสู้กับโควิด-19”

นายกรัฐมนตรี คิม เผยแพร่ผ่านทาง SNS ของตนว่า “เมื่อไม่นานมานี้ การรักษาโควิดแบบยากิน ได้มาถึงเกาหลีเป็นครั้งแรก ในวันพรุ่งนี้ยาตัวนี้จะถูกนำมาใช้อย่างเร็วที่สุด”

ในระหว่างนี้ นายกรัฐมนตรีคิม ได้แสดงความคาดหวังต่อการใช้ยารักษาโควิดชนิดกินด้วยว่า ผลของการใช้ยารักษาสามารถลดความน่าจะเป็นของการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลและลดการสูญเสียได้ร้อยละ 88 หลังรับประทานภายใน 5 วัน

ยารักษาโควิดชนิดกินจะมีการนำมาใช้กับก่อนกับกลุ่มผู้ที่มีอาการเล็กน้อย, กลุ่มผู้ป่วยรุนแรง, กลุ่มผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป, กลุ่มผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่รักษาตัวเองที่บ้านหรือผู้ที่เข้าศูนย์ไลฟ์แคร์

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)

เผยสิ้นมีนาคมนี้ “คาดเกาหลีหลุดพ้นวิกฤตโควิด-19”

มีการออกมาคาดการณ์ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเกาหลีจะสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนมีนาคม ทั้งนี้เนื่องจากการกลายพันธุ์ของโอมิครอนซึ่งมีอำนาจในการแพร่กระจายสูงนั้นแต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ และคาดว่าจะมีเสถียรภาพภายในสองเดือนข้างหน้านี้แม้ว่าจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอนจะเป็นสายพันธุ์หลักที่โดดเด่นในเกาหลีแล้วก็ตาม

วิกฤตโควิด

โอ มย็อง-ดน ศาสตราจารย์ด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลกล่าวในงานแถลงข่าวในประเด็นเกี่ยวกับโควิดกลายพันธุ์โอมิครอน เมื่อวันที่ 23 มกราคมว่า “โอมิครอนจะเป็นวิกฤตสุดท้ายที่เราจะเอาชนะในการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัส COVID-19 ซึ่งสายพันธุ์โอมิครอนนั้นจะเป็นสายพันธุ์ที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลเพียงแค่ช่วงก่อนวันปีใหม่เกาหลี หรือ ซ็อลลัล (설날) (29 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์)เท่านั้น เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ หากลองเทียบและพิจารณาถึงกรณีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่เคยมีมาจากในอดีต การระบาดนั้นมักจะเบาบางลงไปในช่วง 2 เดือนหลังจากที่การระบาดได้ถึงจุดพีคสุดแล้ว” เขากล่าว

ซึ่งหมายความว่าการระบาดของ COVID-19 อาจสิ้นสุดอย่างเร็วที่สุดในเดือนมีนาคม

ช็อง กี-ฮย็อน ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์แห่งชาติยังกล่าวเสริมอีกว่า “หากรัฐบาลเกาหลีเตรียมระบบสาธารณสุขได้เป็นอย่างดีและประชาชนให้ความร่วมมือ เราก็จะเห็นจุดจบของการระบาดของ COVID-19”

“การสิ้นสุดของ COVID-19 ในที่นี้ หมายถึง สถานการณ์ที่ระบบทางการแพทย์ฉุกเฉินนั้นไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีกต่อไป (มิได้หมายถึงโควิดจะหมดไป)”

วิกฤตโควิด

ผู้เชี่ยวชาญต่างมีความหวังที่จะเห็น “การยุติของ COVID-19 ภายในสองเดือนข้างหน้านี้” เพราะพวกเขาตัดสินว่าโอมิครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์โควิดอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน

ศาสตราจารย์โอ มย็อง-ดน กล่าวว่า “โอมิครอนมิได้ส่งผลใกล้เคียงกับไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้าเลย เทียบได้เพียงว่าให้ผลกระทบในระดับแบบเป็นญาติห่างๆ แม้จะมีโปรตีนสไปค์ซึ่งมีผลเกาะติดมนุษย์อย่างรวดเร็วแต่ผลกระทบจากไวรัสที่บุกรุกเซลล์มนุษย์นั้นกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์โอ มย็อง-ดน ยังกล่าวถึง ระบบสาธารณสุขโดยรวมนั้นควรมีการเปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นไปถึงการสกัดกั้นการแพร่กระจายของโอไมครอนในวงกว้างเห็นจะดีสุด

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

อาทิตย์หน้าเกาหลีนำเข้า ยากินรักษาโควิด

รัฐบาลกำลังส่งเสริมการใช้ชุดตรวจวินิจฉัยตนเอง (자가진단키트) อย่างแข็งขันเพื่อปราบไวรัสโควิด-19 และมีแผนขยายการใช้แบบตรวจวินิจฉัยโควิดด้วยตนเองกับที่ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ และมุ่งเน้นการตรวจแบบ PCR ในผู้ป่วยที่มีอาการ

ยากินรักษาโควิด

หากบุคคลที่ไม่มีอาการแต่ผลตรวจออกมาเป็นบวหลังใช้ชุดตรวจโควิดด้วยตนเองถึงจะมีการตรวจเพื่อยืนยันโควิดแบบ PCR อีกครั้ง ชุดตรวจโควิดด้วยตนเองจะวางจำหน่ายตามร้านขายยาในปัจจุบัน

อันดับแรกจะมีการนำมาประยุกต์ใช้ตามสถานเอนกประสงค์ อาทิ โรงพยาบาลผู้สูงอายุที่ต้องตรวจร่างกายเป็นประจำ

นอกจากนี้ จะมีการแนะนำยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามาในสัปดาห์หน้า

ยากินรักษาโควิด

เมื่อวันที่ 5 มกราคม รัฐบาลเกาหลีได้ลงนามในสัญญาซื้อขายยา Paxlovid กับ Pfizer กว่า 400,000 เม็ด ที่สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้กว่า 1,004,000 คน

Paxlovid ที่จัดทำโดย Pfizer สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้กว่า 762,000 คนและ ยา Molnupiravir ของ Merck & Company สามารถนำมาใช้กับผู้ป่วยได้ทั้งหมด 242,000 คน

การรักษาด้วยการรับประทานยาจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า และในเวลาเดียวกันเป้าหมายที่จะได้รับยาก่อนก่อนจะมีการประกาศในสัปดาห์หน้า

ยากินรักษาโควิด ในทางกลับกัน มีเสียงเตือนถึงการระบาดของโอมิครอน

ณ ที่ประชุมศูนย์ข่าวเกาหลีในจุงกู, กรุงโซล(서울 중구) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ศาสตราจารย์ จองแจฮุน จากมหาวิทยาลัยกาจอน (정재훈 가천대 교수) กล่าวว่า “การกลายพันธุ์ของโอมิครอนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายมากสุดในประเทศเกาหลีในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นนับจากนั้น อาจมีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่มากถึง 20,000 รายในช่วงต้นจนถึงกลางเดือนมีนาคม” เขากล่าว

ไวรัสโควิดกลายพันธุ์โอมิครอนนั้นเร็วกว่าการกลายพันธุ์ของเดลต้าทั่วไปสองถึงสามเท่า แต่อัตราความรุนแรงนั้นต่ำ

ศาสตราจารย์จองแจฮุน กล่าวว่า เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโอมิครอน วัคซีนและยารักษาควรถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง

“มีผลการทดลองทางคลินิกว่ายาม Molnupiravir ของ Merck & Company จะช่วยลดการรักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงได้ 30% และยา Paxlovid ของไฟเซอร์จะช่วยลดอาการได้ถึง 87%”

“หากนำมาใช้ในเกาหลี คาดว่า ยา Molnupiravir จะลดการรักษาในโรงพยาบาลและความรุนแรงได้ 15% และ Palsrovid จะลดได้มากกว่าครึ่งหนึ่ง”

โควิดระบาดอย่างมีเสถียรภาพ “เว้นระยะห่างทางสังคมจะผ่อนคลายอีกไหม?”

หน่วยงานสาธารณสุขประเมินว่าช่วงที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ลดลง และจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยหนักก็ค่อยๆ เบาบางลง ซึ่งมีการคาดการณ์ไว้หากแนวโน้มยังคงดำเนินต่อไปเช่น การเว้นระยะห่างทางสังคมก็อาจจะบรรเทาลงได้อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุข ซนยังแร กล่าวว่า “ขณะนี้ ความสามารถของระบบการแพทย์กำลังเริ่มมีเสถียรภาพ และจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยหนักก็ลดลงด้วย”

“การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กำลังลดลง เนื่องจากการขยายการใช้บัตรผ่านวัคซีนและการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการใช้กฎการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม”

โควิด

วันนี้มีผู้ป่วยยืนยัน COVID-19 รายใหม่ 4,126 รายและจำนวนผู้ป่วยยืนยันสะสมรวม 653,792 ราย ลดลงจากวันก่อนหน้า 318 (วันก่อนยอด 4,444 ราย)

เทียบกับ 5,034 คนในวันที่ 30 ธันวาคมของสัปดาห์ที่แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าผู้ติดเชื้อลดลงไปกว่า 908 คน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ที่จำนวนผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ลดลงต่ำกว่า 5,000 รายนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

อีกทั้งในวันเดียวกัน พบผู้ป่วยวิกฤต 882 ราย ซึ่งเป็นยอดที่ลดลง 71 รายจากเดิม 953 รายในวันก่อนหน้า และเป็นครั้งแรกในรอบ 24 วันที่มีผู้ป่วยวิกฤตน้อยกว่า 900 รายนับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคมเป็นต้นมา

โควิด

หน่วยงานสาธารณสุขวิเคราะห์ในกรณีเมื่อเร็ว ๆ นี้สัดส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันซึ่งมีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้เริ่มลดลง และจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยหนักก็ลดลงด้วยเช่นกัน

ทางด้านอัตราการฉีดวัคซีนพบผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไปกว่า 79.5% คนได้รับการฉีดวัคซีนเข็ม 3 เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 18 ปียังคงไม่ได้ลดลงยังคงที่ 25.7% หน่วยงานสาธารณสุขจึงได้ตัดสินว่าจะลดจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันในกลุ่มผู้มีอายุน้อยกว่า 18 ปีนั้นจะต้องเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนขึ้นอีกในอนาคต

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุข ซนยังแร กล่าวว่า “เราหวังว่าจำนวนการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และผู้ป่วยวิกฤตจะลดลงไปอีก ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกครั้ง”

โควิด

เนื่องด้วยในช่วงเวลาที่มีการทดลองใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ก็ยังคงมีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 2,000 รายต่อวัน และผู้ป่วยหนักประมาณ 400 ราย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นก็ยังคงมีขนาดใหญ่อยู่ทีเดียว

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

จับไทยในเกาหลีปาร์ตี้ท้ายปี ‘หนึ่งในนั้นโดนจับซ้ำ 2 รอบ’

เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยจับชาวต่างชาติ 26 คนที่อาศัยอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมายหลังจัดงานเลี้ยงตอนสิ้นปี

ไทยในเกาหลี

เมื่อวันที่ 3 มกราคม สถานีตำรวจซูวอนนัมบู (수원남부경찰서) ยืนยันว่าชาวต่างชาติ 26 คนถูกจับที่คลับไทยใน อินกเยดง, ซูวอน (수원 인계동) ในวันคริสต์มาส ก่อนถูกส่งตัวไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และพบว่าส่วนใหญ่เป็นคนไทย

พวกเขาถูกสงสัยว่าเข้าประเทศเกาหลีใต้เมื่อไม่นานมานี้ก่อนอยู่อย่างผิดกฎหมาย พวกเขาถูกจับเมื่อช่วงเวลาประมาณ 08:00 น. โดยตำรวจซึ่งถูกส่งตัวไปหลังจากได้รับรายงานวันนั้นฐานละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมือง

ตำรวจจึงส่งมอบให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองซูวอน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้สั่งให้พวกเขา 25 คนออกคำสั่งเดินทางออกนอกประเทศ (출국명령) และหนึ่งในผู้ที่ถูกรวบได้นั้นได้รับการยืนยันแล้วว่าเคยถูกจับก่อนหน้านี้และมีคำสั่งบังคับออกนอกประเทศ (강제출국명령) (ถูกรวบไปเข้าห้องขังรอเนรเทศ) เพราะละเมิดคำสั่งเป็นครั้งที่สอง

ไทยในเกาหลี

คำสั่งออกเดินทางนอกประเทศ (출국명령) เป็นคำสั่งทางปกครองที่อนุญาตให้ผู้อพยพผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศของตนโดยสมัครใจภายในกำหนดเวลาที่กำหนด และอนุญาตให้เดินทางกลับด้วยตนเองโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยผู้อพยพผิดกฎหมายที่ถูกจับได้ครั้งแรก ตราประทับในพาสปอร์ตยืนยันคำสั่งคือ 68- (1)

คำสั่งบังคับให้ออกนอกประเทศ (강제 출국명령) จะเป็นการส่งตัวกลับไปยังประเทศบ้านเกิดโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะจับกุมไปยังสถานที่คุมขังรอจัดส่งกลับประเทศทันที ตราประทับในพาสปอร์ตยืนยันคำสั่งคือ 46-(1)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ถูกตั้งข้อหาละเมิดการชุมนุมส่วนตัวภายใต้กฎควบคุมโรคระบาด COVID-19

เจ้าหน้าที่จาก พัลทัน-กู กล่าวว่า “เราไม่ทราบว่าผู้ที่ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุอยู่ในงานปาร์ตี้เดียวกันหรือไม่ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันโรคติดเชื้อได้”

ไทยในเกาหลี

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว