เกาหลีปักวัคซีน 70% ตามเป้า “เปิดจองเข็ม 2 ผ่านระบบวัคซีนหลุดจอง!”

เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายกรัฐมนตรีคิมบูคย็อมแถลงการณ์ไว้ว่า “ประชาชนทั่วเกาหลีที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกจะครบ 70% ของประชากรทั้งประเทศภายในวันนี้”

นายกรัฐมนตรีคิมกล่าวต่อว่า “ในขณะที่บรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนเข็มแรกตามเป้า รัฐบาลก็จะเร่งการฉีดวัคซีนเข็มที่สองตามลำดับ”

“เราจะจัดให้มีการจองวัคซีนเข็ม 2 ผ่าน 잔여백신 ซึ่งเดิมทีอนุญาตให้สำหรับผู้ที่ยังไม่ฉีดเข็มแรกเท่านั้น แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ที่รอการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ก็จะได้รับอนุญาตให้จองวัคซีนได้ด้วย”

วัคซีน

○ การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 สามารถจอง 잔여백신 ได้ตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาจะสามารถรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ได้หลังจากผ่าตไป 6 สัปดาห์ (ส่วนผู้ได้รับแอสตร้าเซเนก้า ต้องรอให้ผ่านไปก่อน 8 สัปดาห์)

อย่างไรก็ตาม ด้วยวัคซีนที่เหลือเพียงพอทำให้ทางการล่นระยะเวลาการฉีดวัคซีนสั้นลงผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์สามารถเข้ารับวัคซีนเข็ม 2 ได้หลังจากรับเข็มแรกผ่านไป 3 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่ฉีดโมเดอร์น่าและแอสตร้าเซเนก้าจะรับเข็ม 2 ได้หลังผ่านไป 4 สัปดาห์

วัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 2 ลดระยะเวลาลงมาจากเดิมกว่า 3 สัปดาห์

เนื่องจากจำนวนวัคซีนที่สถาบันทางการแพทย์มีอยู่นั้นก็เรียกได้ว่าเพียงพอต่อความต้องการ และแผนการลดระยะเวลาการรอนี้ก็จัดทำขึ้นเพื่อเร่งการฉีดวัคซีนทุติยภูมิ

วัคซีน

เริ่มตั้งแต่วันนี้ คุณสามารถจองวัคซีนเข็ม 2 (잔여백신) ผ่านระบบจองวัคซีนหลุดจองรายวันได้ผ่านทาง Naver หรือ Kakao Talk และหากคุณจองวัคซีนเข็ม 2 ผ่านระบบวัคซีนหลุดจอง กำหนดการที่นัดฉีดเข็ม 2 ตามเดิมนั้นจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม จะจองวัคซีนเข็ม 2 ได้ก็ต่อเมื่อเป็นวัคซีนประเภทเดียวกันกับเข็มแรกที่ได้รับไปเท่านั้น ไม่สามารถจองฉีดวัคซีนไขว้ได้

นั่นหมายความว่า หากคุณได้รับไฟเซอร์เข็มแรก เข็มสองก็ต้องเป็วัคซีนไฟเซอร์เท่านั้น

○ 5 ล้านคนที่ตกค้างยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนสามารถจองได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับ 5 ล้านคนที่ตกค้างไม่ได้รับวัคซีนจนถึงตอนนี้ สามารถจองผ่านออนไลน์ได้ในวันที่ 18 กันยายน และการฉีดวัคซีนจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

ชาวต่างชาติที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนทางการก็หวังว่าจะเข้าร่วมการฉีดวัคซีนกันถ้วนหน้า

วัคซีน

 

รวบนายหน้าไทยในฮวาซ็อง ‘จ้างผีน้อยและขับแท็กซี่ไม่มีใบอนุญาต’

ผีน้อยชาวไทยถูกรวบฐานจัดจ้างและหางานแรงงานสัญชาติเดียวกันโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขับแท็กซี่โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบการ

นายหน้าไทย

เมื่อวันที่ 16 กันยายน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสนามบินนานาชาติอินชอนได้ส่ง นายเอ (27) ชาวไทยไปดำเนินคดีฐานละเมิดพระราชบัญญัติควบคุมคนเข้าเมือง

นายเอถูกสงสัยว่าเป็นผู้รวบรวมแรงงานผีน้อยชาวไทยผ่านช่องทางโซลเซียล (SNS) ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2019 และสมคบคิดกับ นายบี (ชาวเกาหลี) ที่ทำงานเป็นพนักงานสำนักงานทรัพยากรบุคคลในฮวาซ็อง, คย็องกีโด (경기도 화성) เพื่อจัดเตรียมการจ้างงานตามโรงงานบริเวณใกล้เคียง

จากการสอบสวนพบว่า นายเอ เข้าประเทศเกาหลีมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2017 ในฐานะนักท่องเที่ยวก่อนจะแอบพำนักอยู่อย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

นายหน้าไทย

เขาตั้งตัวเป็นนายหน้าหางานให้คนไทย 30 คน โดยรับค่าจัดหางาน 250,000 วอน ถึง 500,000 วอน ต่อคน และนำรายได้มีแบ่งกับนายบีชาวเกาหลีที่สมรู้ร่วมคิดด้วยกัน

นอกจากนี้แล้ว นายเอ ยังถูกกล่าวหาว่าให้บริการแท็กซี่โดยไม่มีใบอนุญาต เทียวรับเทียวส่งชาวไทยที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหางาน อีกทั้งใช้รถที่ไม่ได้ลงทะเบียนรถและเบอร์มือถือภายใต้ชื่อผู้อื่นอีกด้วย

รถที่นายเอนำมาขับให้บริการนั้นไม่มีประกันภาคบังคับใดๆ อีกทั้งยังถือเป็นยานพาหนะที่ยังมีประวัติการยึดและจำนองอยู่ ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงได้รับคำสั่งยึดรถทันที

หลังการสืบสาวได้พบว่า นายซี ในฐานะผู้ขายรถให้ นายเอ เป็นผีน้อยชาวไทยเช่นกัน

นายหน้าไทย

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า
“จำนวนชาวต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าพำนักอย่างถูกกฎหมายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 การเพิ่มขึ้นเช่นนี้กำลังส่งผลกระทบในทางลบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจด้วย”

“อย่างไรก็ตาม กรณีนี้เรายังคงติดตามหา นายบี ชาวเกาหลีที่สมรู้ร่วมคิดด้วยอยู่ เนื่องจากเขายังคงอยู่ระหว่างหลบหนี ทางเราจะจัดการกับนายหน้าที่ไม่มีใบอนุญาตแถมสนับสนุนการพำนักอยู่และการจัดจ้างงานอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

เทศกาลชูซ็อกนี้ เล็งลงตรวจพื้นที่ต่างชาติแออัด

จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อวันที่ 15 กันยายน สัดส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อของชาวต่างชาติในเกาหลีอยู่ที่ 14.9% (1,804) จากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ถึง 11 กันยายน ส่งผลให้ชาวต่างชาติเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

มีชาวต่างชาติที่ได้รับการยืนยันการติดเชื้อทั้งหมด 1,350 คนในเขตปริมณฑล คิดเป็น 74.8% ของชาวต่างชาติที่ติดเชื้อทั้งหมด นอกจากนั้นมีผู้ป่วยยืนยัน 493 รายในกรุงโซล, 742 รายในคย็องกี, และ 115 รายในอินชอน

เทศกาลชูซ็อก

รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะเริ่มมาตรการกักกันโรคอย่างเข้มข้นขึ้นโดยจะมีการจัดการดูแลกลุ่มชาวต่างชาติเป็นพิเศษเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 26 กันยายนซึ่งเป็นในช่วง “มาตรการกักกันโรคพิเศษ เทศกาลชูซ็อก”

กระทรวงยุติธรรม (법무부) ดำเนินการจัดตั้ง “ทีมตรวจสอบสถานที่พิเศษ” โดยมีพนักงาน 220 คนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 19 แห่งทั่วประเทศ ประการแรก ประกาศที่ร้องขอให้ปฏิบัติตามกฎการกักกันโรคในช่วงวันหยุดเทศกาลชูซ็อกโดยมีการจัดทำขึ้นในหลายภาษาและแจกจ่ายไปยังพื้นที่ๆ ใีชาวต่างชาติหนาแน่นรวมถึงตามสถานีรถไฟ สถานีขนส่ง และสนามบิน

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการละเมิดคำสั่งควบคุมและการกักกันโรคจึงต้องมีการจำกัดจำนวนการชุมนุมส่วนตัวขึ้น ทางรัฐบาลจะเน้นเข้าตรวจสอบตามพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ อาทิ สถานบันเทิงและร้านนวด

เทศกาลชูซ็อก

อีกทั้งยังจะมีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนและการสนับสนุนการตรวจหาโควิดแบบ PCR เพื่อค้นหา”ผู้ติดเชื้อ COVID-19″ ที่ซ่อนอยู่ให้เร็วที่สุด กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจสนับสนุนต่างชาติที่ไม่ได้ลงทะเบียนพำนักทั่วประเทศให้เข้ารับการตรวจและฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว และย้ำว่าผลการตรวจจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการกักกันโรคเพียงเท่านั้นอีกทั้งจะไม่มีการแจ้งเข้าไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

외국인종합안내센터 (1345) ยังแนะนำและให้คำปรึกษาอย่างจริงจังว่าการฉีดวัคซีนเป็นไปในทิศทางเดียวกันเช่นคนเกาหลีได้หากนายจ้างแสดงข้อมูลส่วนบุคคลของคนต่างชาติใต้การจัดจ้างงาน หรือ △ แม้จะมีเพียงหนังสือเดินทางที่หมดอายุ △ บัตร ARC ที่หมดอายุ △ ใบรับรองประจำตัวที่ออกโดยคณะผู้แทนทางการทูตในเกาหลี ก็สามารถเข้ารับวัคซีนได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนต่างๆ ที่ชาวต่างชาติมีการรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวน อาทิ เช่น เครือข่ายผู้อพยพ และช่องทาง SNS เช่น Facebook และ Kakao Talk ก็จะมีการส่งเสริมให้รณรงค์ให้ออกมารับวัคซีนและตรวจหาโควิดฟรีกัน และที่สำคัญรณรงค์ให้งดสังสรรค์ส่วนตัวในช่วงนี้

เทศกาลชูซ็อก

อย่างไรเสียอัตราการฉีดวัคซีนจะดีขึ้นก็ด้วยการกระจายข่าวสารการฉีดวัคซีนโดยรัฐบาลท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลของกระทรวงการบริหารราชการและความมั่นคง (행정안전부) วัคซีน Janssen (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) จำนวน 301,000 วัคซีนถูกนำไปใช้ ณ วันที่ 14 กันยายน โดยวัคซีน Janssen จำนวน 350,000 รายการที่แจกจ่ายให้กับรัฐบาลท้องถิ่นตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนั้นกว่า 46.5% (140,000) นำมาใช้กับชาวต่างชาติ

รัฐบาลมีแผนที่จะฉีดวัคซีนสำหรับแรงงานต่างชาติที่เสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ จากผลของ “แผนและการตรวจสอบการฉีดวัคซีนแรงงานต่างชาติ” ที่มีการร่วมกันดำเนินการระหว่างกระทรวงการจ้างงานและแรงงานและกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน ได้สะท้อนให้เห็นอุปสรรคและข้อกำหนดการสนับสนุนที่ขัดขวางการฉีดวัคซีนต่อไปก็จะได้มีการตรวจสอบเช่นกัน

ก่อนวันหยุดเทศกาลชูซ็อกกฎการปฏิบัติที่สำคัญจะได้รับการแปลทั้งหมด 16 ภาษาและโพสต์ผ่านทางเว็บไซต์ EPS โดยเฉพาะ △ หากมีการฉีดวัคซีนและการตรวจวินิจฉัยก่อนการเดินทางแต่กลับพบมีอาการ COVID-19 จะถือว่าการเดินทางนั้นจะถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป △ ทุกคนต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎการกักกัน เช่น การใช้รถยนต์ส่วนบุคคล △ ตรวจสอบอาการติดเชื้อและการทดสอบ PCR หลังจากกลับเข้าหอพัก

ท้ายที่สุดทางการยังย้ำถึงการขอความร่วมมือในการกักกันโรคที่ไม่เพียงแต่จากแรงงานต่างชาติเท่านั้น แต่ยังขอความร่วมมือจากเจ้าของธุรกิจที่จัดจ้างพวกเขาด้วย เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุขกล่าวว่า “เราขอให้นายจ้างและสถานที่ทำงานส่งเสริมให้คนงาน (ต่างชาติ) เข้ารับการตรวจ PCR และฉีดวัคซีนอย่างจริงจังด้วย”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ว่อนเน็ตดราม่าเงินเยียวยา เอาไปใช้กับร้านนวดไทย

เป็นเรื่องที่ถกเถียงดราม่ากันอย่างหนัก เนื่องจากชาวเน็ตรายหนึ่งรีวิวการใช้เงินเยียวยาโควิดกับสาวนวดไทยในร้านนวดแห่งหนึ่ง

เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมามีผู้ใช้ชุมชนออนไลน์ 디시인사이드 마사지 갤러리(กระดานข่าว) ได้เผยแพร่ภาพและรีวิวการนำเงินเยียวยาโควิดไปใช้บริการสาวนวดไทย
เงินเยียวยา
ธุรกิจการนวดจัดอยู่ในประเภทธุรกิจสุขาภิบาลและความงาม ไม่ใช่ธุรกิจบันเทิง ดังนั้นจึงสามารถใช้เงินเยียวยาโควิดได้  ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางที่จะหยุดบริการลับๆ ของร้านนวดได้เลย  และดูเหมือนว่าชาวเน็ตรายนี้จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ตรงนี้เพื่อสนองความสุขตนเอง

ชาวเน็ตรายนี้บอกว่าเขาจ่ายค่านวดด้วยเงินเยียวยาโควิดที่ได้จากรัฐบาลและโอนค่าบริการเสริมแยกบัญชีต่างหาก  จากนั้นเขาก็อธิบายขั้นตอนการได้รับบริการโดยละเอียดก่อนจะเปรยว่า “เงินเยียวยาโควิดเสมือนน้ำผึ้ง”  ขณะนี้ บทความได้ถูกลบออกจาก 디시인사이드 แล้ว แต่ชาวเน็ตจำนวนมากได้แคปหน้าจอข้อความต้นฉบับไว้และมีการแชร์ซ้ำตามสื่อต่างๆ

คำวิจารณ์หลั่งไหลเข้ามายังผู้ที่แชร์ประสบการณ์รายนี้

ชาวเน็ตคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “ฉันคิดว่าเขาอาจจะถูกแจ้งความจับได้ (หากเช็คผ่านประวัติการชำระเงิน ฯลฯ)  ไม่รู้ว่าเขามั่นหน้ามั่นโหนกขนาดไหนถึงได้โพสต์สิ่งนี้ด้วยความมั่นใจขนาดนั้น”

นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาโต้กลับหลายความเห็นอาทิเช่น “คุณ (ผู้รีวิว)เป็นพวกที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆหรือเปล่า”  และบางคนก็แสดงความเห็นว่า “ตนไม่สามารถรับเงินเยียวยาโควิดได้เนื่องจากเบี้ยประกันสุขภาพต่างจากที่กำหนดไว้เพียงแค่ 1,000 วอน แต่พอเห็นโพสต์แบบนี้ทำให้รู้สึกโกรธมาก”

เงินเยียวยา

ตามที่กฎหมายชุมชนกำหนด ร้านนวดทั้งหมด (ยกเว้นร้านนวดที่มีผู้พิการทางสายตาทำงานเป็นหมอนวด) ที่เปิดทำการ ถือเป็นการทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายในปัจจุบัน  มาตรา 82 วรรค 1 ของพระราชบัญญัติการแพทย์กำหนดว่าเฉพาะผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาเท่านั้นที่สามารถทำงานหมอนวดได้  อย่างไรก็ตาม ร้านนวดส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้เป็นร้านนวดที่เน้นความงามของผู้ให้บริการเป็นหลักฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้แต่ร้านนวดปกติทั่วไปก็ยังได้รับความเสียหายเนื่องจากบางแห่งมีการเสนอบริการเสริมอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย จะว่าไปแล้วการหาร้านนวดปกติในเกาหลีนั้นยากมากทีเดียว

อัพเดทมาตรการพิเศษช่วงชูซ็อก

‘มาตรการกักกันพิเศษสำหรับเทศกาลชูซ็อก’ จะดำเนินการเป็นเวลา 2 สัปดาห์นับจากวันนี้

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะดำเนินการ “มาตรการกักกันพิเศษสำหรับเทศกาลชูซ็อก” เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 เป็นเวลา 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายนถึง 26 กันยายน

ชูซ็อก

ประการแรก อนุญาตให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 สัปดาห์สามารถแวะเยี่ยมผู้ป่วยตามโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเนอร์ซิ่งได้ผ่านระบบการจองล่วงหน้า หรือ Pre-booking โดยไม่คำนึงถึงการเว้นระยะห่างทางสังคมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ชูซ็อก

นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดเทศกาลชูซ็อก สมาชิกในครอบครัวสามารถรวมตัวกันได้สูงสุด 8 คนสำหรับพื้นที่ในโซลที่ยังคงระดับไว้ 4 อยู่

การรวมตัวของครอบครัวตามบ้านตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 23 กันยายนจะได้รับอนุญาตให้รวมกันได้มากสุด 8 คนโดยทุกคนต้องได้รับวัคซีนครบหมด และอนุญาตให้รวมตัวกันได้ 4 คนในกรณีผู้รับวัคซีนได้รับเพียงเข็มแรกหรือผู้ไม่ได้รับวัคซีน(วัคซีน Janssen ที่ฉีดเข็มเดียวนั้นนับว่าผู้ฉีดวัคซีนสมบูรณ์แล้ว)

อย่างไรก็ตามกฎข้างต้นนั้นจะใช้ได้กับ “การรวมตัวของครอบครัวที่บ้าน” เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ได้กับสถานอำนวยความสะดวกอเนกประสงค์ที่ยังอยู่ในการเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 4

*การเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 4 กฏคือ
หากมีสมาชิกในบ้านอยู่บ้าน 8 คน จะรวมตัวกันได้ก็ต่อเมื่อ 4 คนได้รับการฉีดวัคซีน + 4 คนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกและผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน
หากมีการรวมตัวกัน 6 คนตามสถานที่เอนกประสงค์ก่อน 18.00 น. 2 คนจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนสมบูรณ์ + 4 คนที่ฉีดเข็มแรกและผู้ที่ไม่ได้ฉีด

* การเว้นระยะห่างทางสังคมระดับ 3 = รวบตัวกันได้สูงสุด 8 คน โดยต้องมี 4 คนฉีดวัคซีนครบโดสและ 4 คนที่ฉีดเพียงเข็มแรกหรือผู้ที่ยังไม่ฉีด

ชูซ็อก อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลวันหยุดนั้นพื้นที่พักรถพักผ่อนบนทางหลวงจะถูกห้ามไม่ให้รับประทานอาหารภายในและส่วนการเก็บค่าทางด่วนนั้นจะเป็นไปตามปกติ

ตั๋วรถไฟไม่ได้ขายเต็มจะขายเฉพาะที่นั่งริมหน้าต่างเท่านั้น และจำนวนผู้โดยสารบนเรือโดยสารจะจำกัดที่ 50% ของความจุที่สามารถบรรจุผู้โดยสารได้

“สแกมมิ่งอาละวาด” อย่ากดลิงค์จากคนไม่รู้จัก!

เมื่อวันที่ 12 กันยายน หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน (FSS) ได้มีการประกาศเตือนให้ผู้ใช้ระมัดระวัง เนื่องจากกำลังมีการระบาดของข้อความที่แอบอ้างว่ามี “การตรวจสอบเพื่อให้ของขวัญในวันชูซ็อก” และ “เงินเยียวยาโควิด” คาดว่าข้อความเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นก่อนวันหยุดเทศกาลชูซ็อก

จากข้อมูลของ FSS ถึงสิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีการรายงานและมีการบล็อกกรณีการฉ้อโกงลักษณะสมิชชิ่ง 184,002 คดี โดย 93% เป็นข้อความที่แอบอ้างว่ามีของขวัญและพัสดุให้เพื่อแลกกับข้อมูลส่วนตัวโดยมีการแอบอ้างว่ามาจากสถาบันสาธารณะกว่า 9,814 แห่ง และมีการปลอมแปลงว่าเป็นคนรู้จักของผู้ตกเป็นเหยื่อกว่า 2,797 ครั้ง

สแกมมิ่ง

เมื่อพิจารณาจากกรณีหลักแล้ว ก็มีบางกรณีที่ทำทีเป็นใช้เบอร์โทรที่ขึ้นต้นด้วย 006 และแอบอ้างว่าเป็นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

แต่เมื่อคุณรับสายเสียงปลายสายมักจะออกอุบายว่า “นี่เป้นสายจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เราได้ส่งจดหมายถึงคุณ หากต้องการตรวจสอบรายละเอียดให้กด 0”

หากคุณกด 0 เพื่อเชื่อมต่อกับที่ปรึกษา ทางปลายสายจะหลอกถามเกี่ยวกับรุ่นโทรศัพท์มือถือและวางสายทันที

สแกมมิ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่มีให้เห็นอีกแบบคือมีการส่งข้อความเชิง “เรากำลังส่งบัตรกำนัลผ่านข้อความมือถือให้คุณเป็นของขวัญวันหยุดเทศกาลชูซ็อก รบกวนเข้าตรวจสอบ” หรือบางครั้ง “สินค้าที่สั่งซื้อได้รับการจัดส่งจาก CJ Express โปรดตรวจสอบที่อยู่สำหรับจัดส่ง” หรือบางทีก็เป็นข้อความ “สินค้าที่ทำการไปรษณีย์กำลังถูกส่งคืน กรุณาตรวจสอบ” และยังมีแม้แต่ข้อความแอบอ้างจากรัฐ “ได้รับคำเงินสนับสนุนจากเรา กรุณาตรวจสอบอีกครั้ง”

สแกมมิ่ง FSS ย้ำเตือนไว้ว่า
“อย่าคลิกที่อยู่อินเทอร์เน็ตหรือหมายเลขโทรศัพท์ในข้อความเป็นอันขาด เช่น การสอบถามข้อมูลของผู้จัดส่ง คำทักทายในวันหยุด และบัตรของขวัญผ่านทางบนมือถือ”

“หากมีการร้องขอข้อมูลส่วนบุคคลในนามของเงินเยียวยาโควิดหรือการสอบถามการจองวัคซีนจากบุคคลที่ไม่รู้จัด ไม่ควรป้อนข้อมูลส่วนตัวลงไปในนั้น”

นอกจากนี้ FSS ยังเน้นว่าเมื่อดาวน์โหลดแอป อย่าดาวน์โหลดแอปฯ ผ่านลิงก์ในข้อความ แนะให้ค้นหาผ่านสโตร์ในแอปฯแล้วค่อยติดตั้งแอปฯ

ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต เช่น ข้อความหลอกลวง ช่องทางที่คุณสามารถรายงานไปได้คือ (crm.cyber.go.kr) หรือโทร 118

28 กันยาใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี!

เดือนกันยายนเริ่มต้นขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เรากำลังจะเริ่มบอกลาจากความร้อนในช่วงฤดูร้อนกันแล้ว วันนี้เราจะพาไปดูฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 และสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีกัน

ฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ทั่วประเทศจะละเลงไปด้วยสีสันทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ภูเขาซอรัคซาน (설악산) ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีสีสันในวันที่ 28 กันยายน

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ไว้อีกว่าช่วงพีคของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงจะละเลงสีสัน 80% บนเขาซอรัคซานและโอแดซานในวันที่ 16 ตุลาคม และระหว่างปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายนจะลงไปยังภูเขาจิริซาน (지리산) และภาคใต้

1. ป่าแห่งโซล(서울숲)

ใบไม้เปลี่ยนสี

ป่าแห่งโซลเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีใจกลางเมืองโซลได้ โดยเฉพาะถนนป่าแปะก๊วยที่คนไทยหลายคนชอบไปเที่ยวเยี่ยมชมกันเมื่อปีที่แล้ว

อีกทั้งมีผู้คนมากมายที่ชอบปิกนิกกลางลานสวนหญ้า ถ้าชอบถ่ายรูปก็จะได้มุมภาพสวย ๆ ติดกล้องไปอีกเพราะใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงเข้ากันได้ดีกับใจกลางเมืองหลวง

2. สวนสนุกโซลแกรนด์พาร์ค(서울대공원)

ใบไม้เปลี่ยนสี

สวนสนุกโซลแกรนด์พาร์คไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ที่คุณสามารถเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้น แต่ยังรวมสวนสัตว์ สวนพฤกษศาสตร์ และสวนสนุกไปในตัวด้วย พื้นที่เก่าๆ ต่างก็ได้รับการปรับปรุงและเปิดทำการใหม่ตั้งแต่ปี 2009

สถานที่แห่งนี้เหมาะกับครอบครัวและคู่รักที่อยากจะเข้ามาเที่ยวชม และสัมผัสประสบการณ์แบบหลากหลาย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการออกมาเที่ยวนอกบ้านในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเลยก็ว่าได้

3. อุทยานแห่งชาติซอรัคซาน (설악산국립공원)

ใบไม้เปลี่ยนสี

ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปปีนภูเขาซอรัคซาน จะเห็นได้ว่ามียอดเขากว่า 30 ยอดตรงหน้าที่จะทำให้คุณต้องเพลิดเพลินไปกับสีสันฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจากต้นเมเปิ้ล

และคุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างทางปีนขึ้นเขาได้ตลอดทางเลยล่ะ

4. อุทยานแห่งชาติแนจังซาน (내장산 국립공원)

ใบไม้เปลี่ยนสี

เป็นสถานที่ที่คุณสามารถเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่กว้างสุดลูกหูลูกตาที่สุดในเกาหลี ภูเขาแนจังมีสิ่งที่สวยงามซ่อนอยู่ในภูเขา อีกทั้งคุณยังสามารถเพลิดเพลินกับใบไม้เปลี่ยนสีที่วัดยองอึนซา (영은사) บนภูเขาแนจังซานได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนคาดว่าจะถึงร้อยละ 70 ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ และรัฐบาลเกาหลีก็ยังมีการวางแผนที่จะผ่อนคลายมตรการกักกันบางส่วน

คาดว่าหลายคนอาจจะได้เพลิดเพลินกับใบไม้ร่วงที่สวยงามได้ในปีนี้แน่

เกาหลีเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ‘การเมืองพหุวัฒนธรรมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น’

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้แจกแจงว่าหากประเทศใดมีชาวต่างชาติอพยพที่มีทายาทรุ่นที่ 2 (ลูกหลานของผู้อพยพ) และมีผู้ที่แปลงสัญชาติมาจากชาติอื่นๆ ภายในประเทศจนเกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและหลายเชื้อชาติมากกว่า 5% ของประชากรทั้งหมดจะถือว่าเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรม ซึ่งปัจจุบันประชากรผู้อพยพเข้ามาเกาหลีนั้นคิดเป็นร้อยละ 4.3 เรียกได้ว่ากำลังจะเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมในไม่ช้า

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในสถานการณ์เช่นนี้ ความขัดแย้งทางสังคมจะส่งผลกระทบกระจายออกไปหากการเมืองละเลยการเลือกปฏิบัติและความเกลียดชัง แต่ถ้าพยายามหลอมรวมความแตกต่างให้สามารถที่จะอยู่ร่วมกันก็จะถือเป็นการบูรณาการทางสังคมได้

คิมมินจี (นามสมมติอายุ 22 ปี) ซึ่งมีแม่เป็นคนไทย เขาย้ายมาอยู่เกาหลีเมื่ออายุได้ 3 เดือนและใช้ชีวิตเติบโตในเกาหลีเป็นหลัก เขาโตจนขึ้นได้ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ตัวเขาเองก็มีประเด็นที่ให้ความสนใจเช่นวัยคนหนุ่มสาวทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และปัญหาสิ่งแวดล้อม เขามองว่าการที่เขาได้มีเลือกตั้งนั้นถือเป็นโอกาสดีที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกาหลี

“ถ้ามีชื่อผมในประกาศผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งผมก็รู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองเกาหลี”

“ถึงตอนได้รับประกาศถึงการมีสิทธิ์ในการไปเลือกตั้งแม้จะไม่เข้าใจทั้งหมดเพราะเป็นภาษาเกาหลีภาษาทางการเมืองแต่ก็ดีใจที่ได้รับสิทธิ์นั้น”

สังคมพหุวัฒนธรรม

จุงฮีจิน (นามสมมติ, อายุ 30 ปี) ซึ่งแปลงสัญชาติจากเวียดนามเป็นเกาหลี เธอกล่าวว่าตอนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งในเกาหลี เธอมักจะเลือกโดยการดูใบหน้าของผู้สมัครหรือเลือกตามสามีของเธอ

จุงเป็นหญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเข้ามาเกาหลีตั้งแต่ปี 2014 และพูดภาษาเกาหลีได้ดีพอแปลได้ แต่คำศัพท์ทางการเมืองนั้นเธอก็ยังไม่คุ้นเคยนัก

เธอกล่าวว่า เธอหวังว่าจะมีการให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในภาษาต่างประเทศบ้าง

ด้วยเหตุนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวเกาหลีจึงมีความหลากหลาย เมื่อพิจารณาจากผู้ที่ได้สัญชาติเฉกเช่น จุงฮีจิน และ ทายาทผู้อพยพรุ่นที่สองอย่าง คิมมินจี และนักเรียนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ คาดว่าจะมีผู้อพยพที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีสัดส่วนถึง 3% ของนักเรียนทั้งหมดแล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ในการเลือกตั้งท้องถิ่น ผู้ที่ถือวีซ่า F-5 มากกว่า 3 ปีจะมีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนน ทำให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นชาวต่างชาติที่ต้องทำการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2018 มีอยู่ถึง 106,205 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 6,726 ในปี 2006

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเมืองแล้วเป็นการยากที่จะหานโยบายที่เอื้อต่อสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้คำมั่นหรือการหาเสียงไม่มีการนำประเด็นด้านสังคมพหุวัฒนธรรมเข้ามาแสดงความเห็นกันในรัฐสภา

จากรายงานของ 한국의 다문화 매니페스토에 대한 분석: 18대-20대 총선을 중심으로 ซึ่งวิเคราะห์คำมั่นสัญญาหรือคำหาเสียงของสมาชิกสภานิติบัญญัติใน 20 ภูมิภาคที่แรงงานต่างชาติและผู้อพยพที่แต่งงานแล้วอาศัยอยู่ส่วนใหญ่พบว่าการเมืองตามพื้นที่นั้นๆ ไม่มีการตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมเลย

ในการเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการหาเสียงถึงนโยบายที่จะให้ประโยชน์ต่อผู้ที่มาจากกลุ่มผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรมจำนวน 8 ฉบับ โดยในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 19 ก็มีการเอ่ยถึงอยู่ 34 ฉบับ และในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 มีการกล่าวถึง 37 ฉบับ ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่กำลังมุ่งไปทางกลุ่มหลากวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองแล้วคำหาเสียงเพื่อกลุ่มหลากวัฒนธรรมมีเฉพาะในภูมิภาค 20 พื้นที่มีชาวต่างชาติกระจุกตัวอยู่ แต่มองในภาพรวมทั่วประเทศแล้วยังถือว่าน้อยมาก

สังคมพหุวัฒนธรรม

จ็องโฮอ๊คศาสตราจารย์ด้านการทูตทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยมย็องจี ซึ่งทำการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกล่าวว่า “คำหาเสียงเป็นคำสัญญาที่ผู้สมัครทำต่อประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นคร่าวๆ ว่าผู้สมัครตอบสนองต่อสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ยังไม่ก้าวเข้าสู่สังคมพหุวัฒนธรรมเลยสักครั้ง”

“นั่นเป็นเพราะนักการเมืองไม่สนใจเรื่องพหุวัฒนธรรมมากนัก”

อันที่จริง เมื่อพิจารณาจากจำนวนนโยบายหาเสียงเพื่อผู้ที่มาจากหลากวัฒนธรรมที่นำเสนอโดยพรรคการเมือง มันก็ยังถือว่าเป็นการยากที่จะกล่าวว่าพรรคใดพรรคหนึ่งได้ยึดเอาประเด็นพหุวัฒนธรรมไปสานต่อจริงๆ จังๆ

“การที่มีคนที่มีเลือดผสมและมุมมองหญิงในแบบโบราณๆ (มุมมองที่มองว่าสตรีย้ายถิ่นเพราะการแต่งงานนั้นเปรียบเสมือน ‘สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่แค่ผลิตบุตร’) ได้ชะลอการตอบสนองในทางที่ดีขึ้นของกลุ่มผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมด้วย”

หลายพรรคมีการเสนอนโยบายหาเสียงไปแล้วแต่กลับมีข้อจำกัดตามมา ในสมัยเลือกตั้งรัฐสภาครั้งที่ 18 มีการสร้างโซนศึกษาและให้ประสบการณ์แบบหลากหลายทางวัฒนธรรมและการสร้างหมู่บ้านสหประชาชาติ ในสมัยเลือกตั้งรุ่นที่ 19 ก็มีเทศกาลเกี่ยวกับกลุ่มหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการศึกษาพหุวัฒนธรรม ส่วนนโยบายหาเสียงในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 20 ได้มีการจัดตั้งเขตวัฒนธรรมเฉพาะทางด้านพหุวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีการจัดงานเทศกาลอาหารหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น

ศาสตราจารย์จองโฮอ๊คกล่าวว่า “(นโยบายพหุวัฒนธรรม) มันเป็นแค่ระบบพื้นฐาน (ขั้นเบสิค) และส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ด้านเดียว เช่น การให้บริการผู้อพยพหรือการจัดเพียงเทศกาลที่มีประโยชน์ต่อฝ่ายเดียว”

นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีภูมิหลังจากพหุวัฒนธรรมยังหายากอีกด้วย ในสภาท้องถิ่น นาง 이라 (อีรา) เป็นผู้บัญญัติกฎหมายสัญชาติมองโกเลียในสภาจังหวัดคย็องกี และ นาง 이자스민 (จัสมิน) ได้อยู่ในสมัชชาแห่งชาติสมัยที่ 19 แต่ในสมัยเลือกตั้งครั้งที่ 21 กลับไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติที่มาจากพหุวัฒนธรรมเลย

สังคมพหุวัฒนธรรม

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพหุวัฒนธรรมที่จะรวมตัวกันทางการเมือง
“หากผู้อพยพลงสมัครรับเลือกตั้งในเขต ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะได้รับเลือกเนื่องจากผู้อพยพกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ และถึงแม้จะได้รับเลือกเป็นผู้แทนตามสัดส่วน ก็เป็นเรื่องยากเพราะมีสมาชิกพรรคจากภูมิหลังหลากหลายวัฒนธรรมน้อยลง”

การที่ไม่มีนักการเมืองพหุวัฒนธรรมทำให้เกิดช่องว่างในนโยบายและการสนับสนุน ปัจจุบันนโยบายพหุวัฒนธรรมสนับสนุนเด็กและวัยรุ่นเป็นหลัก เนื่องจากเสียงของผู้อพยพไม่สะท้อนอยู่ในนโยบาย แรงงานข้ามชาติที่เข้าสู่วัยหนุ่มสาวจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมเกาหลี

คิมมินจี นักศึกษามหาวิทยาลัยกล่าวว่า “พอผมกลายมาเป็นผู้ใหญ่ ผมรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการสนับสนุนเข้าไปทุกที”

“ที่โรงเรียนบอกผมหลายเรื่องมาตั้งแต่มัธยมต้นและมัธยมปลาย แต่พอถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัยผมก็ยังหาข้อมูลเองยากอยู่ดี”

และเรื่องอื่นๆ อาทิ เช่น ในเกาหลีมันเป็นเรื่องปกติที่คนหนุ่มสาวจากพหุวัฒนธรรมพยายามซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเกาหลี พวกเขาบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันในสังคมเกาหลี เช่น การทำบัญชี 청약통장 และการซื้อบ้าน แต่เรื่องเหล่านี้มันยังยากที่ผู้ที่มาจากพหุวัฒนธรรมจะทราบเพราะไม่มีใครบอกพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านโอกาสซึ่งไม่ได้มีมากนักในด้านการเตรียมตัวสำหรับการทดสอบความสามารถทางวิชาการของวิทยาลัย (대학수학능력시험) เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ ปาร์ตซึงมิน (นามสมมติ, 25 ปี) ที่เข้ามาในประเทศเกาหลีใต้ตั้งแต่เขาอายุ 17 ปี, เขาไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมปลาย ทันใดนั้น ครอบครัวก็มาประสบปัญหาทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวอีก และโรงเรียนทางเลือกจึงกลายเป็นทางเลือกของผู้ที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมแทนการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยทั่วไป 대학수학능력시험

“ตอนที่เขียนเรซูเม่ส่งไปที่บริษัท รู้สึกได้เลยว่าการเรียนจบจากวิทยาลัยมีความแตกต่างกับผู้ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ เป็นอย่างมาก” ปาร์คกล่าว ปัจจุบันเขาทำงานไปด้วยและเรียนมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ปาร์คคิดว่าแม้ว่าเขาจะเรียนจบวิทยาลัย แต่การหางานของเขาก็ยังมีจำกัดอยู่ แม้ว่าปาร์คจะมีคะแนน TOPIK ระดับ 5 แต่เขาก็ถูกกีดกันในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะสำเนียงเกาหลีของเขา เมื่อเขาโทรมาสมัครงาน มีหลายครั้งที่คนรับสายจะวางสายทันทีเพราะสำเนียงแปลกๆของเขา

ปาร์คกล่าวว่า “ฉันคิดว่าการพูดสองภาษาเป็นข้อได้เปรียบ แต่ความภาคภูมิใจในตนเองของฉันเริ่มลดลงตอนที่ถูกตำหนิเรื่องของการออกเสียงของฉัน ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ความสามารถพอ” งานของคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นไม่ได้หลากหลาย มีบางงานที่เอื้ออาทิเช่น งานพาร์ทไทม์ ร้านอาหาร และคนงานในโรงงาน

ปาร์คยังกล่าวเสริมว่า “หวังว่าคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะมีงานทำดีๆกับเขาบ้าง เช่น ทนายความและแพทย์ มากขึ้นกว่านี้”

สังคมพหุวัฒนธรรม

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรระบุปัญหาที่เยาวชนพหุวัฒนธรรมต้องเผชิญในด้านการศึกษาอย่างรอบคอบ แม้ว่าคนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะได้รับการศึกษาภาคบังคับ แต่พวกเขาควรเห็นว่าเหตุใดพวกเขาจึงถูกกีดกันจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือการจ้างงาน

คิมจินฮีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย 한국교육개발원 ซึ่งได้ทำการศึกษาปัญหาเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม มีการวินิจฉัยว่าเยาวชนกลุ่มนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เท่าเทียมทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษา ที่อยู่อาศัย และวัฒนธรรม

“หากคนหนุ่มสาวที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง พวกเขาจะสามารถผ่านการเลือกปฏิบัติได้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ถ้าพวกเขาปล่อยให้มันเป็นบาดแผล พวกเขาก็มักจะเลือกที่จะหลบหนีหรือลาออกในภายหลัง”

นักวิจัยคิมจินฮีเน้นว่าการเลี้ยงดูผู้อพยพที่เป็นทายาทรุ่นที่ 2 นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ

ตัวอย่างเช่น การที่จะให้คำตอบของคำถามที่ว่า “คุณคิดว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมสามารถเป็นรัฐมนตรีหรือรองรัฐมนตรีของเกาหลีได้หรือไม่” คำตอบก็ควรเปลี่ยนเป็น “ใช่”

“คนหนุ่มสาวจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมที่ไปเรียนที่วิทยาลัยก็จะเริ่มมองเห็นโลกกว้างและบ้างก็ถูกข่มขู่ ทำให้อัตราการออกกลางคันในระหว่างเรียนที่วิทยาลัยยังไม่ได้รับการตรวจสอบบ้าง สิ่งสำคัญในปัญหาจุดนี้คือต้องดูว่าพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูมาในฐานะทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพหรือกลายเป็นพลเมืองที่มีสุขภาพดีจริงๆ หรือไม่”

“เราควรชื่นชมรากเหง้าของความหลากหลายที่เยาวชนหลากวัฒนธรรมมีอยู่ ไม่ใช่กีดกันพวกเขาเพียงเพราะมีภูมิหลังที่มาจากครอบครัวหลากในเกาหลี”

อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ 이자스민 ชี้ให้เห็นว่า “เส้นเริ่มต้นที่ไม่เท่ากัน” ควรนำเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณาด้วย

เนื่องจากพระราชบัญญัติการสนับสนุนครอบครัวหลากวัฒนธรรมกำหนดเด็กและวัยรุ่นคือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปี เยาวชนจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมจะอยู่นอกนโยบายและจะเริ่มมีวุฒิภาวะตั้งแต่อายุ 25 ปี นั่นจึงไม่ได้จำแนกตามมาตรการเยาวชนที่ครอบคลุมซึ่งประกาศโดยพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้

“แม้ว่าพวกเขาจะอายุ 20 ปีเหมือนกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้ในวงจรชีวิตเดียวกัน เพราะเยาวชนที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมและเยาวชนเกาหลีนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การสนับสนุนนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะ”

คิม มินจี กล่าว
“ผู้ที่มีประสบการณ์จากครอบครัวหลากวัฒนธรรมควรมีส่วนร่วมในนโยบายและมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย กล่าวคือนักการเมืองจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมมีความสำคัญสำหรับเยาวชนที่อายุน้อยกว่าฉัน”

ปาร์คซึงมินได้กล่าวสนับสนุนว่า “ฉันเริ่มจะสนใจการเมืองมากขึ้น” ถ้ามีนักการเมืองที่มาจากผู้อพยพเขาก็จะรู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นมีตัวตนในสังคมเกาหลีนี้บ้าง

มีหลายกรณีที่หญิงอพยพที่แต่งงานแล้วเป็นตัวแทนของผู้หญิงหรือผู้อยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะคาดการณ์ว่าผู้นำที่มาจากภูมิหลังหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเริ่มมีบทบาทโดยเริ่มจากรัฐบาลท้องถิ่นขนาดเล็กในอนาคต

คำถามยังคงมีอยู่ว่าสังคมเกาหลีพร้อมที่จะยอมรับนักการเมืองที่มีสีผิวและภูมิหลังต่างกันหรือไม่ ซึ่งก็มีแบบอย่างมาก่อนหน้านี้

สังคมพหุวัฒนธรรม

ในอดีต 이자스민 ได้รับการตอบรับอย่างมากจากชาวเกาหลีเมื่อเธอเป็นลูกสะใภ้ชาวฟิลิปปินส์ แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดหลังจากกลายเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊คอธิบายว่า “คนเกาหลีไม่สนใจตอนที่พวกเขา (ผู้อพยพ) อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าชาวเกาหลี แต่พอเขาเริ่มเข้ามามีอำนาจ คนเกาหลีกลับรู้สึกว่าคนเกาหลีเริ่มถูกปฏิเสธ”

“เป็นเรื่องปกติที่ชาวเกาหลีจะอยู่ในฐานะที่จะต้องให้ความช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจผู้อพยพ แต่ผู้อพยพก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีสิทธิ์เท่าเทียมกันหรือสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้”

นอกจากนี้ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่มีการให้กำลังใจในกรณีมีชาวเกาหลีได้มีบทบาทหน้าที่นักการเมืองในต่างประเทศ แต่ในประเทศการที่จะมีรัฐมนตรีที่มาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรมนั้นกลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระวังในเกาหลี

ศาสตราจารย์จ็องโฮอ๊ค กล่าวว่า “หากพบต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในด้านการเมือง (จากผู้ที่มีภูมิหลังมาจากครอบครัวหลากวัฒนธรรม) คาดว่ามุมมองของความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไป”

이자스민 เธอกล่าวว่า
“เช่นเดียวกับการให้สิ่งจูงใจแก่คนหนุ่มสาวในช่วงการเลือกตั้งเบื้องต้นก็ด้วย ผู้อพยพก็ต้องได้สิทธิ์พิจารณา ตัวแทนของผู้อพยพที่จะสามารถเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้บ้างในทุกที่ ทุกเวลา แม้แต่ในพรรคการเมืองขนาดใหญ่”

เธออธิบายด้วยวิธีนี้ถึงความสำคัญของอาชีพทางการเมืองของเธอเองว่า
“ตั้งแต่ฉันออกจากรัฐสภา ความถี่ของคำว่า ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ ในบทความก็ลดลงอย่างมาก ความสนใจของรัฐบาล สังคม และสื่อกลายมาเป็นเพียงการบอกเล่าถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของตัวแทนและแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนก็ตาม”

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ต่างชาติคย็องกีโด คลัสเตอร์โควิดระบาดหนัก

คย็องกีโดกำลังพบศึกหนักโควิดระบาด 77% มาจากคลัสเตอร์กลุ่มต่างชาติตามสถานประกอบการต่างๆ อาทิ โรงงานและบริษัทจัดจ้างแรงงานต่างชาติ

คย็องกีโดได้แถลงข่าวเช้าวันนี้ “ขอร้องให้ต่างชาติทุกท่านที่อาศัยและทำงานในคย็องกีโดออกมารับวัคซีนป้องกันโควิด เพื่อตัวท่านเองและคนรอบข้าง”

คลัสเตอร์โควิด

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยทางการคย็องกีโด ตั้งแต่ 29 เม.ย. – 5 ก.ย. คลัสเตอร์กลุ่มมีทั้งหมด 26 กลุ่ม ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานประกอบการต่างๆ กว่า 20 แห่ง, มาจากสถานศึกษา 4 กลุ่ม, และมาจากโรงพยาบาล 2 กลุ่ม

แบ่งตามพื้นที่พบ 8 กลุ่มในฮวาซ็อง, 2 กลุ่มในพย็องแทค, 1 กลุ่มในโกยาง&กูรี, 1 กลุ่มในซูวอน และอีก 1 กลุ่มในอันซาน รวมผู้ติดเชื้อแบบกลุ่มทั้งหมด 369 ราย ในยอดทั้งหมดพบ 213 รายเป็นแรงงานต่างชาติคิดเป็น 57.7% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด สาเหตุที่คลัสเตอร์กลุ่มไม่ลดละนั่นก็เพราะ แรงงานต่างชาติกังวลเรื่องที่ตนจะถูกปราบปรามจนไม่กล้าที่จะออกมาตรวจหาโควิดตามประกาศ และไม่กล้าออกมารับวัคซีน

คลัสเตอร์โควิด

เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการคย็องกีโดเผย “ทางการได้มีนโยบายมอบวัคซีนให้ต่างชาติที่ไม่มีวีซ่าพำนักมาตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมแล้ว และก็ยังคงดำเนินการกันอย่างต่อเนื่อง อยากให้ทุกท่านให้ความร่วมมือในการออกมารับการตรวจและฉีดวัคซีนกันได้เลย จะไม่มีการปราบปรามแต่อย่างใด”

คลัสเตอร์โควิด

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว

ปธน.มุนแจอินแถลง “เกาหลีอัตราฉีดวัคซีนเร็วสุดในโลก”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2021 ประธานาธิบดี มุน แจอิน แถลงการณ์ไว้ว่า
“เมื่อสถานการณ์โควิด-19 สงบลง เราจะสามารถแสวงหาการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระบบควบคุมโรคแบบใหม่ที่สามารถควบคุมโรคไปด้วยและใช้ชีวิตประจำวันไปด้วยได้”

มีการวิเคราะห์ว่าคำกล่าวของประธานาธิบดีมุนแจอินและจะเร่งการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนระบบควบคุมโรคให้กลายเป็น ‘การอยู่ร่วมกับ COVID-19’ ให้ได้

อัตราฉีดวัคซีน

ประธานาธิบดีมุนกล่าวในที่ประชุมที่ทำเนียบประธานาธิบดีไว้ว่า “อัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของประชาชน”

“เกาหลีใต้เพิ่งได้รับการฉีดวัคซีนเร็วที่สุดในโลก เมื่อไม่นานมานี้เราได้กลายเป็นประเทศชั้นนำด้านวัคซีน”

“รัฐบาลกำลังขยายเน้นเข้มมาตรการควบคุมโรคที่สูงขึ้นมันเป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ และมุ่งเป้าหมายในการฟื้นฟูชีวิตประจำวันโดยเร็วที่สุด”

“ในขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น เราจะพยายามอย่างเต็มเพื่อจะทำให้ธุรกิจ (ผู้ประกอบอาชีพอิสระ) กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในอนาคต เช่น ลดขีดจำกัดจำนวนผู้ที่ฉีดวัคซีนเสร็จสิ้น”

“เรามาลองลุยกันอีกเถอะ มองให้ไกลแล้วไปให้สุด”

อัตราฉีดวัคซีน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขคาดการณ์ว่าอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกจะอยู่ที่ร้อยละ 70 ก่อนเทศกาลชูซ็อก

และจนถึงขณะนี้ อัตราการการฉีดวัคซีนเข็มแรกของเกาหลีอยู่ที่ 58.4 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการการฉีดเข็มที่สองอยู่ที่ 34.6 เปอร์เซ็นต์

หากมองถึงอิสราเอลอัตราการฉีดวัคซีนเบื้องต้นจนถึงวันที่ 4 กันยายนอยู่ที่ร้อยละ 68.39 และสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ร้อยละ 61.52 คาดว่าเกาหลีจะมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงกว่าประเทศเหล่านี้ก่อนเทศกาลชูซ็อกนี้

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกหนึ่งวัคซีนที่จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน สำหรับเด็กอายุ 6 เดือนถึง 13 ปี สตรีมีครรภ์ แล

อัตราฉีดวัคซีน

ขอบคุณที่มาจาก : แหล่งข่าว(1), แหล่งข่าว(2)